fb
ญี่ปุ่นเร่งหา Supply chain แร่หายาก และพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อลดการพึ่งพาจีน

ญี่ปุ่นเร่งหา Supply chain แร่หายาก และพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อลดการพึ่งพาจีน

โดย
TTC Osaka
ลงเมื่อ 11 ธันวาคม 2568 17:00
สคต. ณ นครโอซากา (ญี่ปุ่น) (TTC, Osaka (Japan))
39

จีนยกระดับความเข้มงวดในการควบคุมการส่งออกแร่หายาก (Rare earth) อย่างต่อเนื่อง ผ่านการบังคับใช้กฎระเบียบ และมาตรการต่างๆ เพื่อตอบโต้มาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ โดยเมื่อเดือนเมษายน 2568 จีนเพิ่มประเภทแร่หายากในบัญชีควบคุม ชนิด และต่อมาในเดือนตุลาคม ศกนี้ เพิ่มอีก ชนิด รวมถึงบังคับใช้กฎระเบียบที่กำหนดให้ต้องขออนุญาตส่งออกสินค้าที่มีส่วนประกอบของแร่หายาก แม้จะมีปริมาณเพียงร้อยละ 0.1 ซึ่งมาตรการเหล่านี้ ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อห่วงโซ่อุปทานโลก รวมถึงญี่ปุ่น ที่จำเป็นต้องเร่งแสวงหาแหล่งวัตถุดิบใหม่อย่างจริงจัง

ก่อนหน้านี้ เมื่อปี 2553 การนำเข้าแร่หายากจากจีนประสบภาวะชะงักงัน ส่งผลให้รัฐบาล และภาคเอกชนญี่ปุ่นเร่งกระชับความสัมพันธ์ และสร้างเครือข่ายห่วงโซ่อุปทานกับภาครัฐ และเอกชนของนานาประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาจีนในระยะยาว รวมถึงการลงนามใน MOU กับประเทศที่เป็นแหล่งแร่หายาก (อาทิ ออสเตรเลีย เมียนมาร์ และเวียดนามการลงทุนในต่างประเทศ การร่วมทุน/ธุรกิจ Joint venture ด้านเหมืองแร่ ระหว่าง Japan Oil, Gas and Metals National Corporation (JOGMEC) กับบริษัทเอกชนต่างชาติ และการสนับสนุนโครงการถลุงแร่ในยุโรป โดยตั้งเป้าหมายในการหาแหล่งนำเข้าแร่หายากใหม่เพิ่มร้อยละ 20 นอกจากนี้ ยังได้เร่งพัฒนาเทคโนโลยี และนวัตกรรมที่มุ่งเน้นการลดการใช้แร่หายาก ในอุตสาหกรรมการผลิตต่างๆ รวมถึงการรีไซเคิล การใช้วัสดุทดแทน รวมถึงส่งเสริมความร่วมมือระหว่างองค์กรพัฒนาพลังงานใหม่และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม (New Energy and Industrial Technology Development Organization: NEDO) กับบริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งในการพัฒนามอเตอร์ที่ไม่ใช้แร่หายาก โดยตั้งเป้าในการผลิตเชิงพาณิชย์สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กในปี 2570-2571 ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของโครงสร้างอุตสาหกรรมในอนาคต นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังมีแผนในการสำรวจทรัพยากรแร่หายากบริเวณน่านน้ำเกาะมินามิโตริ ภายใต้กรอบความร่วมมือกับสหรัฐฯ อีกด้วย

ทั้งนี้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เริ่มมีบทบาทมากขึ้นในฐานะแหล่งผลิตแร่หายากที่สำคัญ รวมถึงไทย โดยในปี 2567 ไทยเป็นแหล่งแร่หายากอันดับ ของโลก รองจากจีน สหรัฐฯ และเมียนมาร์ โดยมีปริมาณกว่า 13,000 ตัน (สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ: USGS: United States Geological Survey) ทำให้ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ญี่ปุ่นให้ความสนใจ

--------------------------------------------------

ที่มา: https://www.spf.org/spf-china-observer/document-detail071.html#note17

       https://www.sankei.com/article/20251117-YQ7NMDOLXVLXLFYLAQN5FDOPTU/

       https://jbpress.ismedia.jp/articles/-/91634?page=3

Share :
Instagram