
ความฝันของผู้โดยสารและนักเดินทางในอินเดียด้วยรถไฟความเร็วสูงกำลังจะกลายเป็นความจริงในเดือนสิงหาคม 2570 เมื่อมีกำหนดการทดสอบวิ่งรถไฟความเร็วสูงครั้งแรกในช่วงระยะทาง 100 กิโลเมตร ระหว่างเมืองสุรัตและวาปี รัฐคุชราต ทั้งนี้ นายอัชวินี ไวชนอว์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการรถไฟของอินเดีย ให้ข้อมูลว่า การทดสอบวิ่งครั้งแรกของโครงการรถไฟความเร็วสูงมุมไบ–อาห์เมดาบัด (Mumbai-Ahmedabad High-Speed Rail: MAHSR) ซึ่งถือเป็นระเบียงรถไฟหัวกระสุน (Bullet Train) สายแรกของประเทศในรูปแบบ Shinkansen จะถูกทดสอบวิ่งในช่วงเวลาดังกล่าว

สำหรับโครงการระเบียงรางรถไฟความเร็วสูงตลอดระยะทาง 508 กิโลเมตร จากเมืองซาบาร์มาติถึงมุมไบ มีความคืบหน้าด้านการพัฒนาเป็นอย่างมาก และคาดว่าจะเปิดให้บริการเต็มรูปแบบภายในเดือนธันวาคม 2572 จุดเด่นของรถไฟความเร็วสูงสายแรกที่สำคัญประการหนึ่ง คือ ใช้เวลาเดินทางระหว่างเมืองอาห์เมดาบัด-มุมไบเพียง
1 ชั่วโมง 58 นาที เท่านั้น โดยรถไฟความเร็วสูงดังกล่าวจะวิ่งด้วยความเร็วสูงสุด 320 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่งผลให้ระยะเวลาเดินทางลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดย
• กรณีจอดรับส่งผู้โดยสารตามชานชาลาจำนวน 4 สถานี ใช้เวลาเดินทาง 1 ชั่วโมง 58 นาที
• หากจอดครบทั้ง 12 สถานี ใช้เวลา 2 ชั่วโมง 17 นาที
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการรถไฟของอินเดียเสริมว่า นายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี ได้แสดงความพึงพอใจต่อความก้าวหน้าของโครงการรถไฟความเร็วสูงดังกล่าว และได้แสดงวิสัยทัศน์เพิ่มเติมว่า นวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นสำหรับโครงการนี้ควรถูกนำไปประยุกต์ใช้ในภาคส่วนอื่นๆ ไม่จำกัดเฉพาะระบบรางเท่านั้น อนึ่ง โครงการดังกล่าวนับเป็นหนึ่งในโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่
ท้าทายที่สุดของอินเดีย แม้จะมีปัญหาเชิงวิศวกรรมจำนวนมาก แต่ด้วยการใช้นวัตกรรมและประสบการณ์จากหน่วยงานการรถไฟของอินเดียที่พัฒนาขึ้น ทำให้สามารถแก้ไขปัญหาได้ในที่สุด ทั้งนี้ ระบบรถไฟหัวกระสุน (Shinkansen) เป็นที่ยอมรับในระดับโลกด้านความเชื่อถือและความปลอดภัย ได้ถูกนำมาปรับใช้ในโครงการ MAHSR แล้วในสาธารณรัฐอินเดีย
นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการรถไฟ ได้ประกาศแนวทางการทดสอบการนำตู้คอนเทนเนอร์เฉพาะทางสำหรับการขนส่งปูนซีเมนต์แบบเหมารวมมาใช้ เพื่อลดปัญหาฝุ่นละอองระหว่างการขนส่งสินค้า เมื่อมีการทดสอบวิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นภายในเวลาไม่เกินสองปี อินเดียจึงกำลังเตรียมก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการเดินทางด้วยรถไฟความเร็วสูงอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลเพิ่มเติม
1. การตัดสินใจขยายเวลาช่วงทดสอบการเดินรถไฟความเร็วสูงในครั้งนี้สะท้อนถึงความสำคัญด้านงานก่อสร้างที่จำต้องเร่งพัฒนาให้แล้วเสร็จสำหรับระยะทาง 100 กิโลเมตร แทนที่ระยะทาง 50 กิโลเมตร ระหว่างเมืองสุรัตและบิลิโมรา ซึ่งจะช่วยให้โครงการมีความพร้อมมากขึ้น และตรงตามเป้าประสงค์ที่จะทดสอบระบบหลักในระยะทางที่ยาวขึ้น นอกจากนั้น โครงการสำหรับช่วงระยะทาง 100 กิโลเมตรเหมาะสมในสำหรับการทดสอบเชิงเทคนิคความเร็วสูง ทั้งในด้านระบบความปลอดภัย ระบบสัญญาณ โครงสร้างราง และสมรรถนะโดยรวม โดยเลือกเส้นทางเมืองวาปีเป็นจุดสิ้นสุด เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานรางและสภาพการดำเนินงานของช่วงดังกล่าว ภาควิศวกรรมเล็งเห็นว่ามีการเตรียมความพร้อมอย่างเหมาะสมสำหรับการทดสอบและการหมุนกลับของขบวน เมื่อแล้วเสร็จเต็มรูปแบบ ระยะทาง 508 กิโลเมตรของระเบียงรถไฟหัวกระสุนมุมไบ–อาห์เมดาบัด จะช่วยยกระดับการเชื่อมโยงภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ โดยลดเวลาการเดินทางระหว่างเมืองให้ต่ำกว่า 2 ชั่วโมง
2. ในปี 2560 โครงการมีแผนการวางศิลาฤกษ์ และกรอบเวลาดำเนินการให้แล้วเสร็จ แต่หลายภาคส่วนมีความเห็นพ้องต่อการปรับแก้ไขในหลายครั้ง เนื่องจากความล่าช้าในการเวนคืนที่ดิน ปัญหาด้านการกำกับดูแล และความจำเป็นในการประสานงานข้ามรัฐ แผนการดำเนินงานในปัจจุบันมุ่งเป้าที่จะสร้างให้แล้วเสร็จทั้งแนวภายในปี 2572
โอกาสและความท้าทาย
1. บริษัทไทยที่มีความเชี่ยวชาญด้านงานโยธา องค์ประกอบโครงสร้างทางรถไฟ ระบบอาณัติสัญญาณ ระบบไฟฟ้า และวัสดุก่อสร้างมาตรฐานระบบราง สามารถเข้าร่วมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับผู้รับเหมาหลัก (EPC Contractors) ของอินเดีย เพื่อร่วมดำเนินโครงการในลักษณะการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการร่วมผลิต
2. โอกาสด้านการส่งออกของไทยครอบคลุมสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง อาทิ ชิ้นส่วนคอนกรีตสำเร็จรูป หมอนรองราง (sleepers) อุปกรณ์ยึดราง วัสดุฉนวน สายเคเบิล ชิ้นส่วนเหล็ก ผลิตภัณฑ์ควบคุมแรงสั่นสะเทือน และระบบกำแพงกันเสียง ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของโครงการรถไฟความเร็วสูง
3. ผู้พัฒนาโครงการ นักออกแบบ และแบรนด์ด้านการบริการและการโรงแรมของไทย มีศักยภาพอาจพิจารณาเข้าร่วมพัฒนาเขตพาณิชยกรรมรอบสถานี (station-linked commercial zones) ศูนย์อาหาร และบริการผู้โดยสาร ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างรายได้เสริมและยกระดับประสบการณ์การเดินทาง
4. นโยบาย “Make in India” ของรัฐบาลอินเดียให้ความสำคัญกับการจัดหาและการผลิตภายในประเทศเป็นหลัก ซึ่งอาจจำกัดการนำเข้าสินค้าโดยตรงจากต่างประเทศ เว้นแต่บริษัทไทยจะจัดตั้งฐานการผลิต การประกอบ หรือการร่วมทุนในอินเดีย ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจไปสู่การลงทุนระยะยาวและการสร้างพันธมิตรในท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น
ข้อคิดเห็น
การประกาศเปิดการทดสอบวิ่งรถไฟความเร็วสูงขบวนหัวกระสุนครั้งแรก ระหว่างเมืองสุรัต - วาปี รวมระยะทาง 100 กิโลเมตร ถือเป็นนิมิตหมายใหม่ด้านโลจิสติกส์และการคมนาคมของประเทศทั้งการตัดสินใจเชิงเทคนิคและหมุดหมายที่สะท้อนความคืบหน้าของโครงการระเบียงรถไฟความเร็วสูงสายแรกของอินเดีย นับเป็นก้าวสำคัญสู่การเปิดให้บริการรถไฟความเร็วสูงระหว่างรัฐคุชราตและมหาราษฏระ ซึ่งคาดว่าจะเปลี่ยนโฉมการคมนาคมทั้งผู้โดยสาร การค้า และการพัฒนาเศรษฐกิจภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ จากข้อมูลเชิงวิชาการ TechSci ประเมินว่าขนาดตลาดอุปกรณ์รถไฟ (India railway equipment market) อยู่ที่ระดับประมาณ 12.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ (2567) นั้นบ่งชี้ให้เห็นว่าขนาดตลาดอุปกรณ์/ชิ้นส่วนในอินเดียสามารถใช้เป็นฐานขยายและเปิดโอกาสทางธุรกิจในระยะยาวได้ อย่างไรก็ดี บริษัทไทยที่ต้องการเข้าสู่โครงการรถไฟความเร็วสูงของอินเดียควรวางกลยุทธ์เชิงรุกโดยพิจารณาเริ่มจากการเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานของผู้รับเหมาหลัก (EPC/Integrator) ในฐานะผู้รับเหมาช่วงหรือซัพพลายเออร์ชิ้นส่วน จากนั้นพิจารณาจัดตั้งโรงงานประกอบหรือร่วมทุนกับพันธมิตรอินเดียเพื่อสอดคล้องกับนโยบาย Make in India และเพิ่มขีดความสามารถในการรับงานขนาดใหญ่ ควบคู่กับการเสนอรูปแบบการขายเทคโนโลยีพร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้และฝึกอบรมในประเทศ ทั้งนี้ จำเป็นต้องเตรียมความพร้อมด้านมาตรฐานและการรับรองตามข้อกำหนดของ มาตรฐานพื้นฐานของการรถไฟอินเดีย (Research Designs & Standards Organisation :RDSO) และมาตรฐานเฉพาะสำหรับรถไฟความเร็วสูงที่เข้มงวด (National High Speed Rail Corporation Limited :NHSRCL) รวมถึงการขึ้นทะเบียนกับหน่วยงาน RITES และแพลตฟอร์มจัดซื้อของภาครัฐอินเดีย โครงการนี้ได้เสริมศักยภาพโครงสร้างพื้นฐานอินเดีย สร้างโอกาสการค้าระหว่างไทย-อินเดียด้านโลจิสติกส์และอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องได้ในระยะยาว
ที่มา: 1. https://mahamedianews.com/en/business-news/news/bullet-train-to-begin-trial-run-in-aug-2027
2.https://timesofindia.indiatimes.com/city/surat/surat-to-vapi-first-why-indias-debut-bullet-train-will-begin-with-this-100-km-run/photostory/125432761.cms?picid=125432793