
จีนกำลังเดินหน้าปรับโครงสร้างกลุ่มท่าเรือชายฝั่ง ควบคู่การส่งเสริมท่าเรือสำคัญให้เปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและระบบดิจิทัลอัจฉริยะ (Green & Smart Port) เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจทางทะเลอย่างมีคุณภาพ โดยนโยบายนี้เชื่อมโยงโดยตรงกับเป้าหมาย “คาร์บอนคู่”ซึ่งตั้งเป้าหมายปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึงจุดสูงสุดภายในปี 2573 (Carbon Peak) และบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2603 (Carbon Neutrality) รวมถึงยุทธศาสตร์ การพัฒนาประเทศสู่การเป็นมหาอำนาจด้านคมนาคมและทางทะเล
แม้จีนมีท่าเรือขนาดใหญ่และระบบอัตโนมัติในระดับแนวหน้าของโลก แต่ยังมีข้อจำกัดในบางด้าน เช่น ประสิทธิภาพการดำเนินงานยังไม่สอดคล้องกับขนาด การขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานเฉพาะทาง และมาตรฐานเชื้อเพลิงและคาร์บอนยังไม่สอดคล้องกัน รวมถึงการแข่งขันระหว่างท่าเรือที่คล้ายคลึงกัน
การยกระดับท่าเรือจีนจำเป็นต้องบูรณาการใน 3 มิติหลัก ดังนี้
1. ด้านอุตสาหกรรม พัฒนาท่าเรือให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจแบบครบวงจร ครอบคลุมคลังสินค้า โลจิสติกส์ การผลิต และบริการการเดินเรือ พร้อมยกระดับการดำเนินงานไปสู่ระบบอัตโนมัติและอัจฉริยะ ขยายห่วงโซ่อุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง เช่น อุตสาหกรรมอุปกรณ์วิศวกรรมทางทะเล และส่งเสริมบริการด้านการเดินเรือสมัยใหม่
2. ด้านเทคโนโลยี พัฒนา “ท่าเรือสีเขียว” ปรับโครงสร้างพลังงานและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับเชื้อเพลิงสะอาด ครอบคลุมการผลิต การจัดเก็บ การขนส่ง และการเติมเชื้อเพลิง พร้อมทั้งส่งเสริมความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างภูมิภาค นอกจากนี้ ยังผลักดันการนำเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) บล็อกเชน และคลาวด์คอมพิวติ้ง มาใช้ในการบริหารจัดการท่าเรือ
3. ด้านนโยบาย วางแผนระยะยาวและการพัฒนาร่วมกันของกลุ่มท่าเรือ ลดการลงทุนซ้ำซ้อนและการแข่งขันที่ไม่เป็นระบบ พร้อมบูรณาการกลุ่มท่าเรือชายฝั่งให้มีโครงสร้างเชื่อมโยงกันอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น กลุ่มท่าเรืออ่าวป๋อไห่ เขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซี และเขตอ่าวกวางตุ้ง–ฮ่องกง–มาเก๊า
ปี 2569 เป็นปีเริ่มต้นของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 15 (ปี 2569–2573) (China's 15th Five-Year Plan) ซึ่งการเดินหน้าสู่ท่าเรือสีเขียวและดิจิทัลอัจฉริยะถือเป็นปัจจัยสำคัญยกระดับศักยภาพการแข่งขันของจีน
กรณีศึกษา: ท่าเรือหนานซาและเรือขนส่งรถยนต์ LNG
โครงการระยะที่ 5 ของท่าเรือหนานซา เมืองกวางโจว ได้รับอนุมัติใช้พื้นที่ทางทะเลอย่างเป็นทางการ มีมูลค่าการลงทุน 14,447 ล้านหยวน ก่อสร้างท่าเทียบเรือคอนเทนเนอร์ 4 ท่า และท่าเรือบาร์จ (Barge) 15 ท่า พร้อมติดตั้งระบบอัจฉริยะ (Smart Port System) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการและเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างท่าเรือและเครือข่ายโลจิสติกส์
ขณะเดียวกัน เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 เรือขนส่งรถยนต์แบบเชื้อเพลิงคู่ LNG ขนาดบรรทุกรถ 10,800 คัน ลำแรก ออกทดลองเดินเรือจากกวางโจว ใช้ระบบขับเคลื่อนน้ำมันและ LNG พร้อมเครื่องกำเนิดไฟฟ้าบนเพลา ลดมลพิษและประหยัดพลังงาน ผ่านมาตรฐาน Tier III ขององค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (International Maritime Organization: IMO)
ทั้งนี้ ข้อมูลจากกระทรวงคมนาคมจีนระบุว่า ปี 2568 จีนมีปริมาณขนถ่ายสินค้าทางท่าเรือรวม 18.34 พันล้านตัน และตู้คอนเทนเนอร์ 350 ล้าน TEU เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.2 และ 6.8 ตามลำดับ โดยเฉพาะตู้คอนเทนเนอร์เพื่อการค้าต่างประเทศขยายตัวถึงร้อยละ 9.8 สะท้อนบทบาทของท่าเรือจีนในห่วงโซ่การค้าโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เมื่อพิจารณาเชิงโครงสร้าง พบว่า ท่าเรือชายฝั่งมีปริมาณขนถ่าย 11.63 พันล้านตัน เติบโตต่อเนื่องตามอุปสงค์ภายในประเทศและสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ขณะที่ท่าเรือแม่น้ำภายในประเทศจีนมีปริมาณ 6.7 พันล้านตัน
สำหรับปี 2568 ท่าเรือที่มีปริมาณการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์สูงสุด 10 อันดับแรกของโลก โดยเป็นท่าเรือของจีนครองถึง 6 แห่ง ได้แก่ ท่าเรือเซี่ยงไฮ้ หนิงโป–โจวซาน เซินเจิ้น ชิงเต่า กวางโจว และเทียนจิน สะท้อนศักยภาพและบทบาทนำของจีนในระบบโลจิสติกส์โลก
ผลกระทบด้านเศรษฐกิจต่อประเทศไทย และแนวทางการปรับตัวของภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการไทย
สำหรับประเทศไทย การพัฒนาท่าเรือของจีนเป็นการเปิดโอกาสใหม่ในการค้าและการลงทุน ทั้งการส่งออกสินค้าเกษตร อาหารทะเล และสินค้าอุปโภคบริโภค รวมถึงโอกาสในภาคอุตสาหกรรมแปรรูปและวัตถุดิบอุตสาหกรรม ระบบโลจิสติกส์และพิธีการศุลกากรของจีนที่ทันสมัย สามารถช่วยลดต้นทุนและเวลาการขนส่ง เพิ่มความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในการเข้าถึงตลาดจีนและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก นอกจากนี้ การพัฒนาท่าเรือสีเขียวและดิจิทัลอัจฉริยะยังเปิดโอกาสให้ไทยศึกษาและนำเทคโนโลยีใหม่มาปรับใช้กับท่าเรือและระบบโลจิสติกส์ของตนเอง
ไทยสามารถปรับตัวได้โดยภาครัฐเร่งพัฒนาท่าเรือและระบบโลจิสติกส์ให้รองรับดิจิทัลอัจฉริยะและพลังงานสะอาด กำหนดมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและแรงจูงใจการลงทุน ส่วนภาคเอกชนและผู้ประกอบการสามารถยกระดับระบบโลจิสติกส์ด้วยเทคโนโลยี AI และ IoT รวมทั้งระบบติดตามสินค้าพร้อมเน้นสินค้าและบริการคุณภาพสูง ตลอดจนสร้างความร่วมมือกับเครือข่ายโลจิสติกส์ของจีน
การพัฒนาท่าเรือจีนสีเขียว–ดิจิทัลอัจฉริยะจึงเป็นทั้งแรงกดดันและโอกาสให้ไทยสามารถขยายการค้าและลงทุน พัฒนาผลิตภาพในอุตสาหกรรมแปรรูปและโลจิสติกส์ เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และรองรับการเติบโตของตลาดจีนและภูมิภาคอย่างยั่งยืน
จัดทำโดย สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองกวางโจว
10 เมษายน 2569
แหล่งข้อมูล
http://paper.ce.cn/pc/content/202604/03/content_330538.html
https://news.ycwb.com/ikimvkotkj/content_54040850.htm
https://mp.weixin.qq.com/s/kaTbOiytcmeeVxCaCxG7gA
https://mp.weixin.qq.com/s/EvYYgcWLmVktM1muAcnSag