
คลองสุเอซ ในอียิปต์ เป็นเส้นทางเดินเรือทางทะเลที่สำคัญระหว่างเอเชีย-ยุโรป และเป็นเส้นทางเรือที่สั้นที่สุดระหว่างทิศตะวันออกและยุโรปโดยผ่านทะเลแดงไปยังทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทั้งนี้ ตั้งแต่ปลายปี 2566 เป็นต้นมา กลุ่ม Houthi ในเยเมน ได้โจมตีเรือพาณิชย์ในทะเลแดงและช่องแคบ Bab el‑Mandeb ด้วยเหตุผลทางการเมืองในความขัดแย้งเกี่ยวกับอิสราเอลในฉนวนกาซ่า ทำให้ผู้ประกอบการเดินเรือหลายรายเลือกที่จะหลีกเลี่ยงเส้นทางดังกล่าว โดยหันใช้เส้นทางยาวอ้อมแหลม Cape of Good Hope (ทางใต้ของแอฟริกา) แทน ซึ่งเพิ่มระยะเวลาเดินทาง (หลายวันถึงสัปดาห์) และเพิ่มต้นทุนเชื้อเพลิง/การดำเนินการ
ในส่วนของอียิปต์ พบว่ารายได้จากคลองสุเอซลดลงอย่างมาก โดยในปี 2567 ลดลงเหลือประมาณ 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากมากกว่า 10 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปีก่อนหน้า อย่างไรก็ดี หน่วยงานบริหารคลองสุเอซได้รายงานว่า ปัจจุบัน มีสัญญาณฟื้นตัวบ้างแล้ว โดยมีเรือกลับมาใช้เส้นทางผ่านคลองสุเอซมากขึ้น และรายได้เพิ่มขึ้น ~14 % เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน
ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ
ล่าสุด เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 หน่วยงานบริหารคลองสุเอซได้เผยแพร่ข่าวอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการหวนกลับมาใช้เส้นทางคลองสุเอซของเรือ CMA CGM Benjamin Franklin หนัก 177,000 ตัน ซึ่งเป็นเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่ที่สุดในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ดี ยังมีความไม่แน่นอนสูง แม้จะมีสัญญาณว่า Houthis อาจหยุดโจมตีเรือพาณิชย์นอกอิสราเอล แต่ก็มีเงื่อนไขว่าจะกลับมาอีก หากเกิดการโจมตีใหม่ในกาซ่า และถึงแม้จะมีสัญญาณการกลับมาใช้คลองสุเอซมากขึ้นแต่การกลับมาแบบเต็มรูปแบบอาจใช้เวลา เนื่องจากยังคงมีต้นทุนประกันภัย (insurance) ที่สูงขึ้น ความเสี่ยงด้านความไม่แน่นอน และบริษัทเดินเรืออาจยังไม่มีความมั่นใจมากพอ
โดยสรุปแล้ว ในระยะสั้น เริ่มมีแนวโน้ม “ค่อยๆ” ฟื้นตัว แต่ยังมีความระมัดระวัง และต้นทุนยังสูง แต่ในระยะกลาง-ยาว หากไม่มีเหตุขัดแย้งใหญ่เพิ่มเติม เส้นทางผ่านทะเลแดง/คลองสุเอซจะกลับมาเป็นตัวเลือกหลักอีกครั้ง และอาจมีการฟื้นตัวของปริมาณเรือผ่านและลดต้นทุนเต็มรูปแบบต่อไป
สำหรับผู้ประกอบการไทย (ส่งออก/นำเข้า/โลจิสติกส์) ผลกระทบเชิงลบ ได้แก่ (1) เมื่อเรือใช้เส้นทางยาวขึ้น (รอบแอฟริกา) หรือประกันภัยสูงขึ้น ก็ส่งผลให้ค่าระวาง (freight) เพิ่มขึ้น ผู้ส่งออกไทยอาจต้องแบกรับต้นทุนเพิ่ม หรือถูกปรับราคาลูกค้า (2) ระยะเวลาการขนส่งเพิ่มขึ้น ทำให้แผนการผลิต–ส่งออก–จัดจำหน่ายอาจล่าช้า ต้องมีการบริหารสต็อกและกำหนดการส่งมอบให้รัดกุมมากขึ้น และ (3) ผู้ประกอบการไทยต้องติดตามความเสี่ยงช่องทางเดินเรืออย่างใกล้ชิด เนื่องจากหากเกิดเหตุขัดแย้งอีกครั้งอาจกระทบซัพพลายเชนโดยทันที ผลกระทบเชิงบวก/โอกาส ได้แก่ (1) ถ้าเส้นทางกลับมาใช้ได้ดีขึ้น จะเป็นโอกาสลดต้นทุนการขนส่งและเวลาการส่งสินค้า จึงควรเตรียมตัวให้พร้อม (2) เป็นโอกาสให้ปรับรูปแบบการขนส่งแบบผสมผสาน เช่น ผสมใช้ทางทะเลทางเลือก/ทางเรือกับทางอื่น (รถไฟ, ทางอากาศ) เพื่อรับมือความเสี่ยง (3) ผู้ประกอบการไทยอาจเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของเส้นทาง หากมีการคลี่คลายความขัดแย้ง ส่งผลให้เส้นทางเอเชีย-ยุโรปที่ผ่านไทย/เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีโอกาสเพิ่มขึ้น
ผู้ประกอบการไทยควรติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิด (ภูมิรัฐศาสตร์ ความเสี่ยงทางทะเล ประกันภัยเดินเรือ) ทบทวนสัญญาขนส่งและระยะเวลาการส่งอย่างรอบคอมเผื่อกรณีเกิดความล่าช้า เจรจากับผู้ให้บริการเดินเรือ/forwarder ให้มีความยืดหยุ่นทางเส้นทาง/ค่าใช้จ่าย พิจารณาทางเลือกเส้นทางหรือโหมดขนส่งสำรองเพื่อความต่อเนื่องธุรกิจ และหาค่าส่วนต่างต้นทุนอย่างรอบคอบ และพิจารณาผลกระทบต่อลูกค้า/ราคาสินค้า
------------------------------
ที่มา
https://www.suezcanal.gov.eg/English/MediaCenter/News/Pages/Nav_08_11_2025.aspx