
ในเดือนกรกฎาคม 2569 ร้านทุเรียนแห่งหนึ่งในเมืองไท่ผิง รัฐเปรัก ประเทศมาเลเซีย ได้นำทุเรียนสายพันธุ์ “มูซังคิง” (Musang King) มาจำหน่ายในราคาเพียงกิโลกรัมละ 9.9 ริงกิต หรือคิดเป็นประมาณ 16.3 หยวนต่อกิโลกรัม ข่าวดังกล่าวเพิ่งเผยแพร่ออกไปไม่นาน ก็มีผู้คนมารอต่อคิวหน้าร้านอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ทุเรียนมูซังคิงจำนวน 1 ตัน ถูกแย่งซื้อจนหมดภายในเวลาเพียง 35 นาที ผู้บริโภคต่างหิ้วถุงทุเรียนขนาดใหญ่กลับบ้านด้วยความรู้สึกว่า “ได้ของดีในราคาถูกมาก” ทว่า ในสวนทุเรียนที่ห่างออกไปไม่กี่สิบกิโลเมตร ชาวสวนทุเรียนกลับต้องเผชิญความจริงที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อหักค่าปุ๋ย ค่ายาฆ่าแมลง ค่าแรงงาน และค่าขนส่งแล้ว ผลผลิตบางส่วนแทบไม่ทำกำไร หรือถึงขั้นต้องเข้าเนื้อขาดทุน
ในปี 2568 จีนมีการนำเข้าทุเรียนสดมากถึงประมาณ 1.868 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 7.49 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 จีนยังนำเข้าทุเรียนพุ่งสูงถึง 1.07 ล้านตัน โดยทำสถิติสูงสุดใหม่ทั้งในแง่ปริมาณและมูลค่า
ชาวจีนซื้อทุเรียนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ชาวสวนทุเรียนยิ่งขายยิ่งขาดทุน
เนื่องจากการที่ตลาดมีขนาดใหญ่เกินไป ทำให้ในอดีต เกษตรกรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เชื่อว่า ขอเพียงปลูกต้นทุเรียนลงไป อีกไม่กี่ปีข้างหน้าก็จะมีคำสั่งซื้อจากจีนรออยู่ แต่เมื่อหลายประเทศต่างคิดแบบเดียวกัน ต่างเร่งขยายพื้นที่เพาะปลูก และต่างก็เข้าสู่ช่วงเก็บเกี่ยวในเวลาใกล้เคียงกัน ตลาดจีนจึงเปลี่ยนจากการเป็นเพียง “ลูกค้ารายใหญ่ที่สุด” มาเป็นผู้ที่มีอำนาจต่อรองสูงที่สุดในห่วงโซ่อุตสาหกรรมทุเรียน
ต้นทุเรียนที่ปลูกไว้เมื่อหลายปีก่อนกำลังออกผลพร้อมกัน

ที่มาภาพ: https://mp.weixin.qq.com/s/mUAnmcUw2qu4Cg5hLXYHdA
หลังปี 2562 การบริโภคทุเรียนของจีนเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ซูเปอร์มาร์เก็ตเริ่มนำทุเรียนมาวางจำหน่ายบริเวณทางเข้า แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเริ่มจำหน่ายทุเรียนแบบกล่อง ขณะเดียวกัน ผลิตภัณฑ์จากทุเรียน เช่น เค้กทุเรียน พิซซ่าทุเรียน และเนื้อทุเรียนแช่แข็ง ก็เริ่มเข้าสู่ร้านอาหารและร้านเครื่องดื่มมากขึ้น
จากกระแสความนิยมทำให้ราคาทุเรียนปรับตัวสูงขึ้น สัญญาณดังกล่าวจึงส่งต่อไปยังแหล่งผลิตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างรวดเร็ว เกษตรกรไทย เวียดนาม มาเลเซีย บางส่วนหันมาปรับเปลี่ยนพื้นที่ขยายการเพาะปลูกทุเรียนอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อหลายประเทศต่างเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกในช่วงเวลาเดียวกัน สถานการณ์ของตลาดก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไป
การปลูกทุเรียนกว่าจะเข้าสู่ช่วงให้ผลผลิตอย่างสม่ำเสมอ โดยทั่วไปต้องใช้เวลาหลายปี ในวันที่เกษตรกรตัดสินใจปลูกต้นทุเรียนนั้น สิ่งที่มองเห็นอยู่ตรงหน้าคือราคาทุเรียนในปีนั้น แต่เมื่อถึงวันที่ต้นทุเรียนเติบโตเต็มที่และเริ่มให้ผลผลิต สิ่งที่ต้องเผชิญกลับเป็นสภาพตลาดในอีกหลายปีข้างหน้า ซึ่งตลอดระยะเวลานั้นยังมีปัจจัยอีกมากมายที่ยากจะคาดการณ์ได้ ทั้งการขยายพื้นที่ปลูกทุเรียนของประเทศอื่น ๆ และการเติบโตของตลาดจีน เกษตรกรทั่วไปจึงแทบไม่มีทางคำนวณล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำว่าตลาดในวันที่ผลผลิตออกจะเป็นเช่นไร
เมื่อเข้าสู่ปี 2568–2569 ต้นทุเรียนที่ปลูกไว้ในช่วงหลายปีก่อนเริ่มทยอยเข้าสู่ระยะให้ผลผลิต และเมื่อหลายพื้นที่เข้าสู่ช่วงเก็บเกี่ยวในเวลาใกล้เคียงกัน ปริมาณทุเรียนที่เข้าสู่จุดรับซื้อจึงไม่ได้เพิ่มขึ้นเพียงทีละตะกร้า แต่ถูกขนส่งเข้ามาเป็นจำนวนมากถึงระดับรถบรรทุกเต็มคัน
ปัญหาทุเรียนสดกับระยะเวลาการเก็บรักษา
ทุเรียนเป็นสินค้าเกษตรเน่าเสียง่ายและมีข้อจำกัดด้านอายุการเก็บรักษา จึงต้องพึ่งพาระบบการคัดเกรด บรรจุภัณฑ์ การควบคุมอุณหภูมิ และการขนส่งความเย็น (Cold Chain) ที่มีประสิทธิภาพสูง แม้เกษตรกรจะพยายามชะลอการจำหน่ายเพื่อรอราคาที่เหมาะสม ทว่าข้อจำกัดทางกายภาพภายในระยะเวลาเพียง 2 วัน อาจส่งผลให้ผลผลิตสุกเกินไปหรือผลแตก จนสูญเสียมูลค่าโดยสิ้นเชิง สภาวะดังกล่าวยังสะท้อนถึงความไม่สมดุลเชิงโครงสร้าง ระหว่างระยะเวลาการลงทุนทำสวนที่ยาวนานหลายปี กับความผันผวนของราคาที่สามารถปรับลดลงได้ในเวลาไม่กี่วัน ประกอบกับปริมาณที่เข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อำนาจการต่อรองทางราคาตกอยู่กับผู้รับซื้อหรือล้งอย่างสมบูรณ์ตามกลไกลอุปสงค์-อุปทาน
จีนไม่จำเป็นต้องเพิ่งพาผู้นำเข้าเพียงรายเดียว

ที่มาภาพ: https://mp.weixin.qq.com/s/mUAnmcUw2qu4Cg5hLXYHdA
ในช่วงแรก จีนพึ่งพาทุเรียนสดนำเข้าจากไทยเป็นหลัก ต่อมา เวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และกัมพูชา ทยอยได้รับอนุญาตให้ส่งออกทุเรียนสดมายังจีน ภายในปี 2568 มีประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 5 ประเทศ ที่สามารถส่งทุเรียนสดเข้าสู่จีนได้ตามข้อกำหนด ผู้บริโภคย่อมได้รับประโยชน์จากการแข่งขันนี้
เมื่อแหล่งผลิตเพิ่มขึ้น ผู้ซื้อจึงมีอำนาจต่อรองมากขึ้นเช่นเดียวกัน หากทุเรียนไทยประสบปัญหาด้านสภาพอากาศ คุณภาพ การขน หรือราคาสูงเกินไป ผู้ซื้อก็ยังสามารถหาทุเรียนจากประเทศอื่นมาทดแทนได้ และคำสั่งซื้อก็สามารถย้ายไปยังประเทศเพื่อนบ้านได้อย่างรวดเร็ว ตลาดจีนยังคงเติบโต แต่การแข่งขันก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย เกษตรกรจึงไม่ได้เพียงแข่งขันกับสวนใกล้เคียง แต่ต้องแข่งขันกับผู้ผลิตจากทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อหลายพื้นที่มีผลผลิตออกสู่ตลาดพร้อมกัน จึงทำให้มีการแข่งขันด้านราคาสูงมาก โดยเฉพาะทุเรียนผลเล็ก ผลรอง และผลผลิตจากสวนที่ไม่มีช่องทางจำหน่ายที่มั่นคง เมื่อสินค้ามีมากขึ้น ผู้ซื้อยิ่งสามารถคัดเลือกขนาด ความสุก และรูปลักษณ์ได้ละเอียดขึ้นและข้อบกพร่องเหล่านี้ก็สามารถกลายเป็นเหตุผลในการต่อรองราคาได้ ยิ่งตลาดจีนมีทางเลือกมากขึ้น แรงกดดันด้านคุณภาพและราคาก็ยิ่งส่งกลับมายังเกษตรกรเร็วขึ้นเท่านั้น
รถไฟเร็วขึ้น ทุเรียนก็เดินทางถึงตลาดเร็วขึ้นเช่นกัน
ที่สถานีรถไฟหวังเจียหยิงซีในนครคุนหมิง ตู้คอนเทนเนอร์ควบคุมอุณหภูมิถูกยกลงจากขบวนรถไฟ “ล้านช้าง–แม่โขง” ที่เดินทางจากนครหลวงเวียงจันทน์มายังคุนหมิง ซึ่งใช้เวลาเพียงประมาณ 26 ชั่วโมง หรือเพียงแค่ 1 วันเศษ ทำให้ในช่วงฤดูผลผลิต ทุเรียนจำนวนมากสามารถขนส่งเข้าสู่จีนได้อย่างต่อเนื่อง
ในอดีต การขนส่งทุเรียนต้องเผชิญทั้งปัญหาการจราจรและการควบคุมอุณหภูมิ หากใช้เวลานานขึ้น ทุเรียนก็มีความเสี่ยงที่จะสุกเกินไป แตก หรือเสียหายมากขึ้น แต่เมื่อระบบห่วงโซ่ความเย็นและการขนส่งทางรถไฟมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทุเรียนจากพื้นที่ผลิตจึงสามารถไปถึงเมืองต่าง ๆ ในจีนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ทำให้ทุเรียนจำนวนมากสามารถเข้าสู่ตลาดจีนได้พร้อมกัน ในอดีตสินค้าอาจติดอยู่บริเวณชายแดน เสียหายระหว่างทาง หรือถูกบริโภคในตลาดท้องถิ่น ปัจจุบันสามารถเดินทางถึงตลาดค้าส่งจีนได้ทันรอบการขายเดียวกัน แต่ทว่าการขนส่งที่รวดเร็วนี้กลับส่งผลให้ปริมาณทุเรียนสดทะลักเข้าตลาดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และเมื่อ “สินค้าทยอยเข้าตลาดต่อเนื่อง ผู้ซื้อก็ไม่จำเป็นต้องเร่งเพิ่มราคา”

ที่มาภาพ: https://mp.weixin.qq.com/s/mUAnmcUw2qu4Cg5hLXYHdA
ทุเรียน 350,000 ตัน ถูกกั้นไว้หน้าประตูด้วย “รหัส”
การปลูกทุเรียนให้ได้ผลผลิตเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ หากต้องการเข้าสู่ตลาดจีน สวนทุเรียนยังต้องมี “รหัสแหล่งปลูก” ซึ่งเปรียบเสมือนบัตรผ่านอีกหนึ่งใบ ก่อนฤดูกาลเก็บเกี่ยวปี 2569 จังหวัดดั๊กลักของเวียดนามคาดว่าจะมีทุเรียนประมาณ 500,000 ตัน เข้าสู่ช่วงเก็บเกี่ยว แต่พื้นที่ที่ได้รับหรือกำลังรอการอนุมัติรหัสแหล่งปลูกจากจีนครอบคลุมเพียงประมาณ 12,500 เฮกตาร์ หรือคิดเป็นเพียงร้อยละ 41.7 ของพื้นที่ที่มีต้นทุเรียนให้ผลผลิตทั้งหมด
สำหรับเกษตรกร รหัสนี้เป็นตัวกำหนดว่าทุเรียนจะสามารถบรรจุลงกล่องเพื่อส่งออกได้หรือไม่ เพราะจีนไม่ได้พิจารณาเพียงรสชาติหวานของทุเรียน แต่ยังต้องทราบว่าทุเรียนมาจากพื้นที่ใด ผ่านโรงคัดบรรจุแห่งไหน และมีการใช้สารเคมีหรือยาฆ่าแมลงชนิดใด สวนต้องขึ้นทะเบียน โรงคัดบรรจุต้องลงทะเบียน และหากสินค้าเกิดปัญหา ก็ต้องสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปถึงแหล่งผลิตได้
ในช่วงที่ตลาดมีราคาดี ผู้ปลูกบางรายอาจคิดว่าขั้นตอนเหล่านี้สามารถค่อยๆ ดำเนินการได้ สิ่งสำคัญกว่าคือการปลูกต้นทุเรียนให้ทัน แต่เมื่อทุเรียนหลายแสนตันสุกพร้อมกัน รหัสแหล่งปลูกก็กลายเป็นด่านสำคัญที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ที่มาภาพ: https://mp.weixin.qq.com/s/mUAnmcUw2qu4Cg5hLXYHdA
ดังนั้นทุเรียนจากสวนที่ไม่มีรหัสอาจต้องขายภายในประเทศ ส่งเข้าโรงงานแปรรูป หรือหาตลาดอื่นแทน สินค้าที่เดิมเตรียมส่งออกไปจีน เมื่อกลับเข้าสู่ตลาดเวียดนาม ก็ย่อมเพิ่มแรงกดดันต่อราคาภายในประเทศ ส่วนหนึ่งที่ถูกส่งไปประเทศเพื่อนบ้านก็ต้องเผชิญกับทุเรียนของประเทศเหล่านั้นที่กำลังออกสู่ตลาดเช่นกัน
ข้อกำหนดด้านการเข้าถึงตลาดของผู้ซื้อรายใหญ่
อิทธิพลของตลาดขนาดใหญ่บางครั้งไม่ได้แสดงด้วยการ “ซื้อน้อยลง” เพียงแค่กำหนดข้อกำหนดด้านการตรวจสอบย้อนกลับและคุณภาพที่ละเอียดขึ้น ก็สามารถทำให้ห่วงโซ่การผลิตในประเทศผู้ส่งออกต้องปรับตัวใหม่ทั้งหมด ผู้ที่จะได้รับคำสั่งซื้ออย่างสม่ำเสมออาจไม่ใช่ผู้ที่ปลูกต้นทุเรียนได้มากที่สุด แต่อาจเป็นผู้ที่สามารถควบคุมปัจจัยการเพาะปลูก การเก็บเกี่ยว และการคัดเกรดให้เป็นระบบเดียวกัน พร้อมตรวจสอบย้อนกลับทุเรียนแต่ละกล่องไปถึงพื้นที่เพาะปลูกได้ เกษตรกรรายย่อยยังสามารถปลูกต่อไปได้ แต่จำเป็นต้องมีองค์กรหรือกลุ่มเข้ามาช่วยประสานงาน เมื่อเกิดปัญหาก็ต้องมีผู้รับผิดชอบร่วมกัน
จีนยังคงกินทุเรียน แต่เกษตรกรต้องเปลี่ยนวิธีปลูก
ธุรกิจทุเรียนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังมีโครงสร้างที่ค่อนข้างย้อนแย้ง ความต้องการส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ที่จีน แต่การผลิตกลับกระจายอยู่ในสวนหลายหมื่นแห่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งผู้ซื้อจีนสามารถตรวจสอบราคาและเปรียบเทียบข้อเสนอจากหลายประเทศได้พร้อมกัน แต่เกษตรกรทั่วไปกลับไม่รู้ว่าในปีหน้าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะมีทุเรียนเพิ่มขึ้นอีกเท่าไร ผู้ซื้อเห็นราคาขายส่งของวันนี้ และสามารถเปลี่ยนแหล่งผลิตได้ทันที แต่สิ่งที่เกษตรกรนำมาลงทุนคือ ต้นทุเรียนหนึ่งต้นที่ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะให้ผลผลิต ขณะที่เงินกู้และต้นทุนการดูแลยังคงต้องจ่ายทุกปี ทั้งสองฝ่ายมีข้อมูลไม่เท่ากัน และมีระยะเวลารอคอยที่แตกต่างกัน เมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยว ผู้ที่เสียเปรียบจึงมักเป็นเกษตรกร

ที่มาภาพ: https://mp.weixin.qq.com/s/mUAnmcUw2qu4Cg5hLXYHdA
ตลาดทุเรียนจีนที่ขยายตัวขึ้นช่วยสร้างรายได้มหาศาลให้กับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และทำให้ผู้บริโภคทั่วไปสามารถซื้อทุเรียนกินได้ง่ายขึ้น แต่การที่จีนซื้อเพิ่มไม่ได้หมายความว่าทุเรียนทุกลูกที่ผลิตเพิ่มจะสามารถขายได้ในราคาสูงเหมือนในอดีต เมื่อจำนวนประเทศผู้ส่งออกเพิ่มขึ้น ราคาทุเรียนก็ไม่สามารถสูงเหมือนในอดีต สวนที่มีคุณภาพไม่สม่ำเสมอ ระบบตรวจสอบย้อนกลับไม่ชัดเจน และมีต้นทุนสูง ย่อมต้องเผชิญกับแรงกดดันจากราคาที่ผู้ซื้อเสนอในที่สุด
ดังนั้นน้ำหนักของตลาดจีนไม่ได้อยู่เพียงแค่การซื้อสินค้าในปริมาณมาก ตลาดจีนสามารถทำให้มีการเพิ่มขบวนรถไฟขนส่งสินค้าแบบควบคุมอุณหภูมิ สามารถผลักดันให้สวนทุเรียนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องขึ้นทะเบียนตามมาตรฐานนำเข้า และสามารถทำให้ทุเรียนแต่ละระดับคุณภาพถูกแยกราคาออกจากกันอย่างรวดเร็ว การปรับโครงสร้างครั้งนี้คงไม่สามารถผ่านไปได้อย่างง่ายดาย ทุเรียนเกรดต่ำจะเป็นกลุ่มแรกที่ราคาตก สวนที่ไม่มีรหัสจะเป็นกลุ่มแรกที่สูญเสียคำสั่งซื้อ และสวนใหม่ที่ลงทุนโดยอาศัยเพียงเรื่องราวของ “ราคาทุเรียนสูง” จะเป็นกลุ่มที่รับมือได้ยากที่สุด
ความคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ สคต. ณ นครเฉิงตู
จากการประเมินสถานการณ์ตลาดทุเรียนในปัจจุบัน แม้จีนยังคงเป็นตลาดนำเข้าทุเรียนที่มีความต้องการสูงและมีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทว่าการขยายพื้นที่เพาะปลูกเชิงพาณิชย์ ในหลายประเทศของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกอบกับการเปิดพรมแดนทางการค้าที่เอื้อให้ประเทศคู่แข่งสามารถเจาะตลาดจีนได้เพิ่มขึ้น ได้ส่งผลให้สภาวะการแข่งขันด้านราคาและคุณภาพมีความเข้มข้นสูงขึ้น โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่อุปทานจากหลายแหล่งผลิตเข้าสู่ตลาดพร้อมกัน ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการขยายตัวของขนาดตลาดในจีนมิได้เป็นปัจจัยค้ำประกันส่วนเกินผู้ผลิตหรือระดับราคาที่สูงขึ้นเสมอไป ด้วยเหตุนี้ ผู้ประกอบการและเกษตรกรจึงมีความจำเป็นต้องปรับโครงสร้างการดำเนินงานให้สอดคล้องกับระบบตลาดที่มีความท้าทายสูง
สำหรับประเทศไทยในฐานะผู้ส่งออกหลัก แม้การพัฒนาระบบโลจิสติกส์และห่วงโซ่ความเย็น (Cold Chain Logistics) ตลอดจนการเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมระเบียงเศรษฐกิจจีน-ลาว ได้ก่อให้เกิดโอกาสในการเข้าถึงตลาดเมืองรอง (Tier-2 Cities) และพื้นที่ตอนในของประเทศ แต่ประสิทธิภาพด้านการขนส่งเพียงปัจจัยเดียวมิอาจสร้างเสถียรภาพทางราคาในภาวะอุปทานส่วนเกินได้
ดังนั้นไทยจึงจำเป็นต้องเร่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยปรับเปลี่ยนจากการมุ่งเน้นความได้เปรียบเชิงปริมาณและราคา ไปสู่การสร้างความได้เปรียบเชิงคุณภาพ มาตรฐาน และการสร้างมูลค่าเพิ่ม ทั้งนี้ผู้ประกอบการควรลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาโครงสร้างรายได้จากทุเรียนผลสดเพียงมิติเดียว โดยบูรณาการกลยุทธ์การสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านอุตสาหกรรมแปรรูป อาทิ ทุเรียนแช่แข็ง ทุเรียนอบแห้ง ตลอดจนการพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม รวมไปถึงการสร้างอัตลักษณ์ตราสินค้า (Brand Identity) และบรรจุภัณฑ์ที่สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคชาวจีน เพื่อสร้างความแตกต่างในตลาดที่มีการแข่งขันสูงและกระจายความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาทุเรียนสด โดยเฉพาะในสภาวะที่มีอุปทานส่วนเกินเข้าสู่ตลาด
----------------------------------------------------
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเฉิงตู
สิงหาคม 2569
แหล่งข้อมูล :
https://mp.weixin.qq.com/s/mUAnmcUw2qu4Cg5hLXYHdA