fb
เวียดนามเดินหน้ายุทธศาสตร์พัฒนาเครือข่ายศูนย์โลจิสติกส์สมัยใหม่ เสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศ

เวียดนามเดินหน้ายุทธศาสตร์พัฒนาเครือข่ายศูนย์โลจิสติกส์สมัยใหม่ เสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศ

โดย
Tran
ลงเมื่อ 03 กรกฎาคม 2569 19:03
สคต. ณ นครโฮจิมินห์ (เวียดนาม) (TTC, Ho Chi Minh City (Vietnam))
1

เนื้อข่าว 

เวียดนามเดินหน้ายกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์เพื่อรองรับการเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาคและระดับโลก โดยมุ่งพัฒนาศูนย์โลจิสติกส์ (Logistics Hubs) สมัยใหม่ให้เป็นกลไกขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจแห่งใหม่ ผ่านการลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ การเพิ่มประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทาน และการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาบริการโลจิสติกส์ของเวียดนามจนถึงปี 2578 พร้อมวิสัยทัศน์ถึงปี 2593 (Vietnam's Logistics Services Development Strategy through 2035, with a vision toward 2050) ซึ่งกำหนดเป้าหมายในการพัฒนาอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ให้มีความยั่งยืน มีประสิทธิภาพสูง สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม และมีขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับสากล 

image.png

โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาศูนย์โลจิสติกส์ขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงกับท่าเรือ ระบบรถไฟข้ามพรมแดน ด่านพรมแดน (Border Gates) และโครงข่ายการขนส่งหลายรูปแบบ (Multimodal Transport Networks) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานของประเทศ นอกจากนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนาม ยังมีแผนจัดตั้งโครงข่ายศูนย์โลจิสติกส์แบบลำดับชั้น (Tiered Logistics Network) ประกอบด้วยศูนย์โลจิสติกส์ระดับชาติ (National Logistics Centres) ระดับภูมิภาค (Regional Logistics Centres) ระดับท้องถิ่น (Local Logistics Centres) ศูนย์โลจิสติกส์เฉพาะทาง (Specialised Logistics Hubs) และจุดรวบรวมสินค้า (Cargo Consolidation Points) เพื่อหลีกเลี่ยงการลงทุนที่ซ้ำซ้อน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และยกระดับการเชื่อมโยงของเวียดนามกับห่วงโซ่อุปทานในระดับภูมิภาคและระดับโลก

ด้วยมูลค่าการค้าระหว่างประเทศที่คาดว่าจะสูงกว่า 930,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2568 ประกอบกับการมีเครือข่ายความตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreements: FTAs) ครอบคลุมตลาดสำคัญทั่วโลก เวียดนามจึงมีศักยภาพในการเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นเพียงจุดผ่านของสินค้าไปสู่การเป็นศูนย์กลางการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาค ดร. Bui Ba Nghiem ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสของกรมการค้าต่างประเทศ (Agency of Foreign Trade) กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนาม ระบุว่า ยุทธศาสตร์ฉบับนี้สะท้อนการยกระดับบทบาทของภาคโลจิสติกส์จากการเป็นเพียงบริการสนับสนุนไปสู่การเป็นองค์ประกอบเชิงยุทธศาสตร์ของความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยหากมีการดำเนินการควบคู่กันทั้งด้านการปฏิรูปกฎหมายและสถาบัน (Institutional Reforms) การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ ตลอดจนการพัฒนาศูนย์กลางโลจิสติกส์อัจฉริยะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green and Smart Logistics Hubs) และเขตการค้าเสรี (Free Trade Zones: FTZs) เวียดนามจะสามารถก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ที่สำคัญของอาเซียน และเชื่อมโยงเข้าสู่เครือข่ายโลจิสติกส์ระดับโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนามประเมินว่า ระบบโลจิสติกส์ของประเทศยังคงมีลักษณะกระจัดกระจายและขาดการบูรณาการอย่างเป็นระบบ นาย Bui Nguyen Anh Tuan รองผู้อำนวยการกรมกำกับดูแลและพัฒนาตลาดภายในประเทศ (Agency for Domestic Market Surveillance and Development) จึงเสนอให้ปรับโครงสร้างบริการโลจิสติกส์ให้มีความเชื่อมโยง มีความเป็นมืออาชีพ และมีประสิทธิภาพด้านต้นทุนมากยิ่งขึ้น โดยแนวทางสำคัญคือการพัฒนาศูนย์โลจิสติกส์ระดับภูมิภาคและระหว่างภูมิภาคที่เชื่อมโยงกับท่าเรือ ระบบรถไฟข้ามพรมแดน ด่านพรมแดน และโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งหลายรูปแบบ ซึ่งภาคเหนือจะมีศูนย์กลางอยู่ที่นครไฮฟอง (Hai Phong) และจังหวัดกว๋างนิงห์ (Quang Ninh) อาศัยศักยภาพของท่าเรือน้ำลึก และด่านพรมแดนระหว่างประเทศ ส่วนภาคใต้จะมีศูนย์กลางบริเวณนครโฮจิมินห์ที่เชื่อมโยงกับท่าเรือก๋ายแม็บ-ถิหว่าย (Cai Mep – Thi Vai port) ท่าอากาศยานนานาชาติลองแถ่ง (Long Thanh International Airport) และฐานการผลิตสำคัญสำคัญในภาคตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งนี้ ศูนย์โลจิสติกส์ในยุคใหม่จะไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงคลังสินค้าหรือศูนย์ถ่ายลำสินค้าเท่านั้น แต่จะทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ที่สนับสนุนภาคการผลิต การค้าระหว่างประเทศ และการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศโดยตรง

ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เวียดนามยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาโลจิสติกส์อัจฉริยะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว โดยการลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์จะช่วยลดต้นทุนการผลิต การกระจายสินค้า และการส่งออกซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการบรรลุเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วงปี 2569–2573 ขณะเดียวกัน ระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารคุณภาพสินค้า การตรวจสอบย้อนกลับ และการปฏิบัติตามมาตรฐานของตลาดส่งออกที่มีข้อกำหนดเข้มงวด อีกทั้งยังช่วยดึงดูดการลงทุนในภาคอุตสาหกรรม การค้าปลีก พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-commerce) และอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตร ตลอดจนเชื่อมโยงพื้นที่การผลิต ศูนย์แปรรูป ตลาดผู้บริโภค ด่านพรมแดน และท่าเรือให้เป็นเครือข่ายเดียวกัน ส่งผลให้เวียดนามมีบทบาทสำคัญยิ่งขึ้นในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก

นาง Nguyen Le Hang ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการภายนอกของบริษัท SLP Vietnam เห็นว่า การพัฒนาศูนย์โลจิสติกส์และระบบโลจิสติกส์อัจฉริยะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเป็นแนวโน้มที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และเปิดโอกาสสำคัญให้แก่ภาคธุรกิจเวียดนามในการยกระดับศักยภาพการแข่งขัน โดยการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล จะช่วยให้ผู้ประกอบการเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านราคาไปสู่การแข่งขันด้านคุณภาพการให้บริการ ความรวดเร็วในการจัดส่งสินค้า และความสามารถในการปฏิบัติตามมาตรฐานสากล พร้อมทั้งสามารถขยายการลงทุนไปยังธุรกิจที่มีศักยภาพเติบโตสูง เช่น พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ คลังสินค้าควบคุมอุณหภูมิ (Cold Storage) และบริการจัดส่งด่วน นอกจากนี้ การดำเนินกลยุทธ์การลงทุนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Investment Strategy) ยังช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากผู้ลงทุน และสถาบันการเงิน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนของภาคโลจิสติกส์และภาคธุรกิจของเวียดนามในระยะยาว

(แหล่งที่มา https://vietnamlawmagazine.vn/ ฉบับวันที่ 29 มิถุนายน 2569)

วิเคราะห์ผลกระทบ

การประกาศใช้ยุทธศาสตร์การพัฒนาบริการโลจิสติกส์ของเวียดนาม ระยะปี 2568–2578 พร้อมวิสัยทัศน์สู่ปี 2593 นับเป็นการยกระดับนโยบายด้านโลจิสติกส์จากการเป็นภาคบริการสนับสนุนการขนส่งและการค้า ไปสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ที่มีบทบาทสำคัญต่อการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและการบูรณาการเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาคและระดับโลก ยุทธศาสตร์ดังกล่าวกำหนดเป้าหมายเชิงปริมาณที่ชัดเจน ได้แก่ การลดต้นทุนโลจิสติกส์ให้เหลือ ร้อยละ 12–15 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) การเพิ่มสัดส่วนการใช้บริการจากผู้ให้บริการโลจิสติกส์ภายนอก (Outsourced Logistics Services) เป็นร้อยละ 70–80 การผลักดันให้ผู้ประกอบการโลจิสติกส์มากกว่าร้อยละ 80 ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการดำเนินธุรกิจ และการจัดตั้งศูนย์โลจิสติกส์ระดับนานาชาติจำนวน 5 แห่ง เพื่อรองรับการขยายตัวของการค้า การลงทุน และการเคลื่อนย้ายสินค้าระหว่างประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลเวียดนามในการวางรากฐานเพื่อก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์และการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาคในระยะยาว

ยุทธศาสตร์ดังกล่าวได้รับแรงสนับสนุนจากศักยภาพด้านภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจของเวียดนาม ซึ่งตั้งอยู่บนเส้นทางการเดินเรือระหว่างประเทศที่สำคัญ และมีเครือข่ายความตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreements: FTAs) ครอบคลุมตลาดหลักทั่วโลก ส่งผลให้มูลค่าการค้าระหว่างประเทศของเวียดนามในปี 2568 สูงกว่า 930,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ตลาดบริการโลจิสติกส์มีมูลค่าประมาณ 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 14–16 ต่อปี จนได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในสิบตลาดโลจิสติกส์เกิดใหม่ที่มีศักยภาพสูงของโลก ปัจจัยดังกล่าวเปิดโอกาสให้เวียดนามเปลี่ยนบทบาทจากประเทศที่เป็นเพียงทางผ่านของสินค้า(Transit Point) ไปสู่การเป็นศูนย์กลางการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจสูงกว่า และเพิ่มศักยภาพในการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยเฉพาะจากบริษัทข้ามชาติที่ต้องการกระจายฐานการผลิตและศูนย์กระจายสินค้าในภูมิภาคอาเซียน

เพื่อสนับสนุนเป้าหมายดังกล่าว กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนามได้เร่งพัฒนา โครงข่ายศูนย์โลจิสติกส์แบบลำดับชั้น (Tiered Logistics Network) ครอบคลุมระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับท้องถิ่น โดยเชื่อมโยงท่าเรือ สนามบิน ด่านพรมแดน นิคมอุตสาหกรรม และระบบขนส่งหลายรูปแบบ(Multimodal Transport Network) ให้เป็นเครือข่ายเดียวกันอย่างมีประสิทธิภาพ พื้นที่ภาคเหนือจะมีนครไฮฟอง (Hai Phong) และจังหวัดกว๋างนิงห์ (Quang Ninh) เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ระดับประเทศและระดับนานาชาติที่เชื่อมโยงกับท่าเรือน้ำลึกและด่านการค้าระหว่างประเทศ ส่วนภาคใต้จะพัฒนานครโฮจิมินห์ (Ho Chi Minh City) และจังหวัดด่งนาย (Dong Nai) ให้เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงกับท่าเรือก๋ายแม็บ–ถิหว่าย (Cai Mep–Thi Vai Port) ท่าอากาศยานนานาชาติลองแถ่ง (Long Thanh International Airport) และฐานการผลิตสำคัญในภาคตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่พื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงจะมุ่งพัฒนาโลจิสติกส์สินค้าเกษตร คลังสินค้าควบคุมอุณหภูมิ และอุตสาหกรรมแปรรูป เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าส่งออกและยกระดับประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตร การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวคาดว่าจะช่วยลดต้นทุนการขนส่ง เพิ่มความรวดเร็วในการหมุนเวียนสินค้า และเสริมสร้างความเชื่อมโยงของระบบโลจิสติกส์ทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ

นอกจากการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานแล้ว เวียดนามยังให้ความสำคัญกับการพัฒนา ศูนย์กลางโลจิสติกส์อัจฉริยะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green and Smart Logistics Hubs) และการส่งเสริมกลยุทธ์การลงทุนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Investment Strategy) เพื่อรองรับทิศทางการค้าโลกที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน มาตรการดังกล่าวครอบคลุมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ระบบอัตโนมัติ ปัญญาประดิษฐ์ การวิเคราะห์ข้อมูล และระบบตรวจสอบย้อนกลับสินค้า เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการโลจิสติกส์ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเพิ่มความโปร่งใสของข้อมูลตลอดห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการเวียดนามสามารถแข่งขันด้วยคุณภาพการให้บริการ ความรวดเร็วในการส่งมอบ และการปฏิบัติตามมาตรฐานสากล แทนการแข่งขันด้านต้นทุนเพียงอย่างเดียว อีกทั้งยังเอื้อต่อการเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากนักลงทุนและสถาบันการเงินที่ให้ความสำคัญกับหลักการด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance: ESG) ตลอดจนสนับสนุนการขยายตัวของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ การค้าข้ามพรมแดน และอุตสาหกรรมบริการโลจิสติกส์มูลค่าสูงในอนาคต

อย่างไรก็ตาม แม้ทิศทางการพัฒนาจะมีความชัดเจน แต่การบรรลุเป้าหมายของยุทธศาสตร์ยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการแก้ไขข้อจำกัดเชิงโครงสร้างหลายประการ โดยเฉพาะการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานที่ยังไม่สมบูรณ์ การขาดมาตรฐานกลางสำหรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างแพลตฟอร์มโลจิสติกส์ การเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลและเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงความจำเป็นในการปรับปรุงกรอบกฎหมายและกลไกกำกับดูแลให้สอดคล้องกับรูปแบบธุรกิจโลจิสติกส์สมัยใหม่ ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลเวียดนามจึงเร่งปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจโลจิสติกส์ การกำหนดมาตรฐานการจัดประเภทศูนย์โลจิสติกส์ การส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และการพัฒนาโลจิสติกส์สำหรับพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์และการค้าข้ามพรมแดน หากมาตรการดังกล่าวสามารถดำเนินควบคู่กับการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาทุนมนุษย์ได้อย่างต่อเนื่อง เวียดนามมีศักยภาพที่จะยกระดับบทบาทจากฐานการผลิตสำคัญของโลกไปสู่การเป็นศูนย์กลางการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานของอาเซียน อันจะช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจเวียดนาม เพิ่มความน่าสนใจในการลงทุน และยกระดับบทบาทของประเทศในฐานะศูนย์กลางการค้าและโลจิสติกส์ที่สำคัญของภูมิภาคในระยะยาว

นำเสนอแนะต่อผู้ส่งออกไทย

การเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์และการยกระดับเวียดนามสู่ศูนย์กลางการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาค จะส่งผลให้การแข่งขันด้านการค้า การลงทุน และการให้บริการโลจิสติกส์ในอาเซียนมีความเข้มข้นมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเวียดนามสามารถลดต้นทุนโลจิสติกส์ เพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง และเชื่อมโยงเครือข่ายท่าเรือ สนามบิน และด่านการค้าระหว่างประเทศได้อย่างเป็นระบบ ผู้ประกอบการไทยที่พึ่งพาเครือข่ายการผลิตและการส่งออกในภูมิภาคจึงจำเป็นต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับมาตรฐานด้านโลจิสติกส์ดิจิทัล การตรวจสอบย้อนกลับสินค้า และข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมที่กำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของห่วงโซ่อุปทานโลก ขณะเดียวกัน การพัฒนาเขตโลจิสติกส์และศูนย์กลางการกระจายสินค้าของเวียดนามอาจทำให้เวียดนามมีบทบาทเพิ่มขึ้นในฐานะศูนย์รวบรวม กระจาย และส่งต่อสินค้าสู่ตลาดอาเซียนและตลาดโลก ซึ่งส่งผลต่อทิศทางการจัดสรรการลงทุนและเครือข่ายการผลิตของภาคเอกชนในภูมิภาค

ผู้ประกอบการไทยควรเร่งยกระดับการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานโดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ระบบบริหารโลจิสติกส์อัจฉริยะ และการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างคู่ค้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และรองรับมาตรฐานการค้าระหว่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและความโปร่งใสของข้อมูล นอกจากนี้ ควรพัฒนาความร่วมมือกับผู้ให้บริการโลจิสติกส์ ผู้ดำเนินการท่าเรือ และศูนย์กระจายสินค้าในเวียดนาม เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งข้ามพรมแดนและใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ตลอดจนติดตามพัฒนาการด้านกฎหมาย มาตรฐานการให้บริการโลจิสติกส์ และมาตรการอำนวยความสะดวกทางการค้าของเวียดนามอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจและการลงทุนได้อย่างเหมาะสม

             อย่างไรก็ดี การยกระดับระบบโลจิสติกส์ของเวียดนามเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยทั้งในประเทศและผู้ที่ดำเนินธุรกิจในเวียดนามขยายการลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับห่วงโซ่อุปทานมูลค่าสูง อาทิ คลังสินค้าควบคุมอุณหภูมิ ศูนย์กระจายสินค้า บริการโลจิสติกส์สำหรับพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ การขนส่งสินค้าข้ามพรมแดน และโซลูชันโลจิสติกส์ดิจิทัล รวมถึงสามารถใช้เวียดนามเป็นฐานกระจายสินค้าไปยังตลาดอาเซียนและประเทศภาคีความตกลงการค้าเสรีของเวียดนามได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ผู้ประกอบการไทยที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีโลจิสติกส์ ระบบอัตโนมัติ การบริหารคลังสินค้า และบริการด้านสิ่งแวดล้อม ยังมีโอกาสเข้าไปมีบทบาทในโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์สมัยใหม่ของเวียดนาม ซึ่งจะช่วยสร้างความร่วมมือทางธุรกิจและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของภาคเอกชนไทยในห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาคในระยะยาว

News 29 June - 3 July 2026 - VN Modern logistics hubs-Edit.pdf
Share :
Instagram