
เมื่อเดือนกรกฎาคม 2569 นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ได้เป็นประธานเปิดตัวรถไฟพลังงานไฮโดรเจนขบวนแรกของอินเดีย ณ สถานีรถไฟจินด์ (Jind) รัฐหรยาณา ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญของประเทศในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบคมนาคมขนส่งที่สะอาดและยั่งยืนและสนับสนุนเป้าหมายการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Net Zero) ภายในปี 2070 รถไฟดังกล่าวขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีเชื้อเพลิงไฮโดรเจน (Hydrogen Fuel Cell) โดยปล่อยเพียงไอน้ำอันเป็นผลพลอยได้จากกระบวนการผลิตพลังงาน รวมทั้งสามารถขจัดการปล่อยก๊าซคาร์บอนและมลพิษที่เกิดจากหัวรถจักรดีเซลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โครงการนี้สอดคล้องกับพันธกรณีของอินเดียในการบรรลุ ความเป็นกลางทางคาร์บอนสุทธิ (Net Zero Emissions) ภายในปี ค.ศ. 2070 และเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจไฮโดรเจนสีเขียวแห่งชาติ (National Green Hydrogen Mission) ซึ่งมีเป้าหมายผลักดันให้อินเดียก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางระดับโลกด้านการผลิตและการใช้ประโยชน์จากไฮโดรเจนสีเขียว นอกจากนี้ โครงการยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของการรถไฟอินเดียในการนำเทคโนโลยีนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานของระบบขนส่งทางราง

นอกเหนือจากการเปิดตัวรถไฟพลังงานไฮโดรเจนขบวนแรกแล้ว รัฐบาลอินเดียยังเดินหน้าพัฒนาระบบนิเวศไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen Ecosystem) อย่างครบวงจร ภายใต้ National Green Hydrogen Mission โดยตั้งเป้าผลิตไฮโดรเจนสีเขียว ไม่น้อยกว่า 5 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2573 (ค.ศ. 2030) พร้อมดึงดูดเงินลงทุนกว่า 8 ล้านล้านรูปี (ประมาณ 92,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) สร้างการจ้างงานกว่า 600,000 ตำแหน่ง และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 50 ล้านตันต่อปี ขณะเดียวกันยังคาดว่าจะช่วยลดการนำเข้าพลังงานฟอสซิล คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1 ล้านล้านรูปีต่อปี (10.52 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี) ภายในปี 2573 ซึ่งสะท้อนถึงความพยายามของอินเดียในการสร้างอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดและเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว
ข้อมูลเพิ่มเติม
1. ด้านระบบราง รถไฟพลังงานไฮโดรเจนของอินเดียได้รับการออกแบบและพัฒนาโดยใช้เทคโนโลยีภายในประเทศ (Indigenous Technology) ภายใต้นโยบาย Make in India โดยเป็นรถไฟขนาด 10 โบกี้ รองรับผู้โดยสารได้ประมาณ 2,600 คน ใช้ระบบขับเคลื่อนด้วยเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจนกำลัง 1,200 กิโลวัตต์ต่อหัวขับ และให้บริการบนเส้นทาง Jind–Sonipat ระยะทางประมาณ 89–90 กิโลเมตร ในรัฐหรยาณา พร้อมจัดตั้งสถานีเติมเชื้อเพลิงไฮโดรเจนเฉพาะแห่งแรกของการรถไฟอินเดีย เพื่อทดสอบความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานก่อนการขยายผลในอนาคต ทั้งนี้ อินเดียยังเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศของโลกที่สามารถพัฒนาและนำรถไฟพลังงานไฮโดรเจนมาใช้งานจริง ร่วมกับเยอรมนี ฝรั่งเศส จีน ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา
2. ความก้าวหน้าดังกล่าวสอดรับกับนโยบายของรัฐบาลอินเดียในการยกระดับประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์และห่วง
โซ่อุปทาน โดยกระทรวงพาณิชย์อินเดียยืนยันว่าจะเร่งลดข้อจำกัดด้านการขนส่งและเพิ่มการเข้าถึงตลาดสำหรับสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูป ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การเชื่อมโยงระบบขนส่งหลายรูปแบบ (Multimodal Logistics) และการยกระดับประสิทธิภาพของห่วงโซ่ความเย็น เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ และสนับสนุนการขยายการส่งออกของอินเดีย ซึ่งการพัฒนาระบบรางพลังงานสะอาดจะเป็นอีกกลไกสำคัญในการลดต้นทุนพลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคการขนส่ง ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบโลจิสติกส์โดยรวมของประเทศ
ผลกระทบทางเศรษฐกิจและความท้าทาย
1. การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดและเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของอินเดีย: โดยการนำรถไฟพลังงานไฮโดรเจนมาใช้จะช่วยลดการพึ่งพาหัวรถจักรดีเซลและการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง สนับสนุนการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2070 และสอดคล้องกับ National Green Hydrogen Mission ซึ่งตั้งเป้าผลิตไฮโดรเจนสีเขียว 5 ล้านตันต่อปีภายในปี 2573 (2030) พร้อมดึงดูดเงินลงทุนกว่า 8 ล้านล้านรูปี (ประมาณ 92,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) สร้างการจ้างงานกว่า 600,000 ตำแหน่ง และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ราว 50 ล้านตันต่อปี
2. การยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมระบบรางและเทคโนโลยีขั้นสูง: โดยการพัฒนารถไฟพลังงานไฮโดรเจนจะกระตุ้นการลงทุนในอุตสาหกรรมเซลล์เชื้อเพลิง ถังเก็บไฮโดรเจน วัสดุวิศวกรรม และระบบรางภายในประเทศ ภายใต้นโยบาย Make in India ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา (R&D) แม้ว่าอุสาหกรรมจะยังเผชิญความท้าทายด้านต้นทุนการผลิตที่สูง การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการจัดเก็บและเติมเชื้อเพลิง รวมถึงการขยายกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียน เพื่อรองรับการใช้งานในระดับเชิงพาณิชย์ในอนาคต
3. โครงสร้างพื้นฐานด้านไฮโดรเจนยังอยู่ในระยะเริ่มต้น: แม้อินเดียตั้งเป้าผลิตไฮโดรเจนสีเขียว 5 ล้านตันต่อปีภายในปี 2573 (2030) แต่เครือข่ายการผลิต การขนส่ง และสถานีเติมเชื้อเพลิงยังมีจำนวนจำกัด ซึ่งอาจเป็นข้อจำกัดต่อการขยายการใช้รถไฟพลังงานไฮโดรเจนในระดับเชิงพาณิชย์ทั่วประเทศในระยะสั้น อีกทั้งการลดต้นทุนการผลิตไฮโดรเจนสีเขียวยังคงเป็นปัจจัยสำคัญต่อความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจของโครงการในอนาคต
ข้อคิดเห็น
1.การเปิดตัวรถไฟพลังงานไฮโดรเจนสายแรกของอินเดียบนเส้นทางจินด์–โซนิพัต (Jind–Sonipat) ถือเป็นหมุดหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีและการลดก๊าซเรือนกระจกในภาคการขนส่งทางรางของประเทศ ในเชิงวิชาการ โครงการนำร่องรถไฟขนาด 10 โบกี้ ขับเคลื่อนด้วยกำลังไฟฟ้ารวม 2,400 kW พร้อมระบบกักเก็บไฮโดรเจนความดันสูง (350–500 bar) ทำงานร่วมกับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนฟอสเฟต เป็นผลลัพธ์จากการบูรณาการระหว่างนโยบาย National Green Hydrogen Mission และแนวคิดการพึ่งพาเทคโนโลยีภายในประเทศ (Atmanirbhar Bharat) การปรับใช้ไฮโดรเจนในเส้นทางรางที่ไม่ได้ติดตั้งสายไฟฟ้าแรงสูง (Non-electrified routes) ช่วยลดภาระการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระบบส่งไฟฟ้า และช่วยทดแทนการใช้น้ำมันดีเซลได้อย่างมีนัยสำคัญ แม้ในระยะสั้นจะยังมีความท้าทายด้านต้นทุนการผลิตไฮโดรเจนเขียว (Levelized Cost of Hydrogen: LCOH) และประสิทธิภาพเชิงความร้อนของวงจรพลังงาน แต่การจัดตั้งศูนย์กักเก็บและจ่ายพลังงานไฮโดรเจนแห่งแรก ณ เมืองจินด์ เปรียบเสมือนการสร้างพื้นที่ทดสอบจริง (Living Lab) เพื่อกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยและพัฒนาระบบนิเวศเทคโนโลยีสะอาดให้แก่อุตสาหกรรมรางในระดับภูมิภาค
2. จากพลวัตการขยายตัวของอุตสาหกรรมไฮโดรเจนในอินเดีย ซึ่งมีเป้าหมายผลิตไฮโดรเจนเขียวให้ได้ 5 ล้านตันต่อปีภายในปี 2030 ผู้ประกอบการไทยในภาคพลังงาน วัสดุศาสตร์ และชิ้นส่วนยานยนต์ขั้นสูง อาจพิจารณาโอกาสทางธุรกิจในมิติที่สำคัญ ได้แก่ การเข้าร่วมสู่ห่วงโซ่อุปทานส่วนประกอบ (Tier-2/Tier-3 Suppliers) เช่น ถังกักเก็บไฮโดรเจนคอมโพสิตความดันสูง ระบบจัดการความร้อน และระบบเซนเซอร์ตรวจจับความปลอดภัย ซึ่งเป็นสาขาที่ภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมีศักยภาพการผลิตระดับสากล นอกจากนั้น การร่วมทุน (Joint Venture) กับพันธมิตรอินเดียในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการผลิตและสถานีเติมไฮโดรเจนเขียว โดยอาศัยสิทธิประโยชน์จากมาตรการ PLI Scheme ของรัฐบาลอินเดีย ซึ่งจะช่วยให้ภาคเอกชนไทยสามารถก้าวเข้าสู่ตลาดเทคโนโลยีพลังงานสะอาดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกได้อย่างยั่งยืน