
ตลาดรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในเวียดนามมีการแข่งขันรุนแรงมากขึ้น

ตลาดรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในเวียดนามกำลังเข้าสู่การแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น โดยคาดว่าในปี 2569 ยอดขายจะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง จากแรงหนุนของการเปิดตัวรุ่นใหม่ การขยายโครงสร้างพื้นฐาน สถานนีและอุปกรณ์ชาร์จ และการแข่งขันระหว่างผู้ผลิตในตลาดที่เคยถูกครอบ โดยรถจักรยานยนต์เครื่องยนต์เบนซิน
ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมมองว่า การเปลี่ยนแปลงนโยบายภาครัฐ การเพิ่มขึ้นของตัวเลือกสินค้า และการพัฒนาบริการแบตเตอรี่ จะเร่งให้ผู้บริโภคหันมาใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นในอนาคต
ข้อมูลจาก VinFast ระบุว่า ในปี 2568 บริษัทจำหน่ายรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าจำนวน 406,453 คัน เพิ่มขึ้นเกือบ 5 เท่า เมื่อเที่ยบกับปีก่อน และยังคงครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุด โดยเฉพาะกลุ่ม Evo Series ที่มียอดขายมากกว่า 250,000 คัน สะท้อนความต้องการที่สูงในกลุ่มรถขนาดกะทัดรัด ราคาจับต้องได้ เหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน VinFast ยังได้ขยายเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายมากกว่า 600 แห่งทั่วประเทศ พร้อมทั้งลงทุนในสถานีชาร์จและระบบเปลี่ยนแบตเตอรี่ ซึ่งปัจจุบันติดตั้งแล้วประมาณ 4,500 จุด และตั้งเป้าขยายเป็น 45,000 จุด ในระยะสั้น เพื่อเพิ่มความสะดวกให้ผู้ใช้งาน อย่างไรก็ตาม รถจักรยานยนต์เครื่องยนต์เบนซินยังคงครองตลาดหลัก
สมาคมผู้ผลิตรถจักรยานยนต์แห่งเวียดนามระบุว่า ยอดขายรวมในปี 2568 ของผู้ผลิตรายใหญ่ ได้แก่ Honda, Yamaha, Piaggio, Suzuki และ SYM อยู่ที่ 2.615 ล้านคัน ลดลงร้อยละ 1.5 เมื่อเทียบกับปี 2567 โดยเฉพาะ Honda ที่ยังคงเป็นผู้นำตลาดด้วยยอดขายประมาณ 2.25 ล้านคัน
แม้ผู้ผลิตรายใหญ่เริ่มเข้าสู่ตลาดไฟฟ้ามากขึ้น เช่น รุ่น Neo ของ Yamaha และ ICON e: รวมถึง CUV e: ของ Honda แต่สัดส่วนรถไฟฟ้ายังถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับตลาดรวม
ในช่วงต้นปี 2569 Honda เวียดนามได้ประกาศราคาอย่างเป็นทางการของสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ารุ่น CUV e: โดยตั้งราคาไว้ที่ประมาณ 45 ล้านด่ง (ไม่รวมแบตเตอรี่) และ 65 ล้านด่ง (รวมแบตเตอรี่) นอกจากนี้ ผู้ผลิตจากญี่ปุ่นยังได้เปิดตัวรถจักรยานยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ UC3 ซึ่งคาดว่าจะประกอบในเวียดนาม และเตรียมวางจำหน่ายภายในปี 2569 UC3 มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าที่ติดตั้งบริเวณดุมล้อหลัง ให้กำลังสูงสุดถึง 6,000 วัตต์ สามารถทำความเร็วได้ประมาณ 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยบริษัทระบุว่า อัตราเร่งในช่วงระยะสั้น (0–20 เมตร) เทียบเท่ากับรถจักรยานยนต์เครื่องยนต์เบนซินขนาด 160 ซีซี ทำให้เหมาะสำหรับการใช้งานในเมือง อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่า Honda อาจยังเผชิญความท้าทายในการแข่งขันกับ VinFast ในระยะสั้น เนื่องจาก VinFast มีความได้เปรียบทั้งด้านจำนวนรุ่นสินค้าและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สถานีชาร์จและระบบเปลี่ยนแบตเตอรี่ทั่วประเทศ
คาดว่า การแข่งขันระหว่างสองแบรณ์จะเพิมมากขึ้นในอนาคต โดย Honda มีแผนเปิดตัวรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มเติมในตลาดเวียดนามตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป ในขณะที่ VinFast เดินหน้าขยายพอร์ตโฟลิโออย่างต่อเนื่องในปี 2569โดยเตรียมเปิดตัวรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าแบบ เปลี่ยนแบตเตอรี่ หลายรุ่น รวมถึงเวอร์ชันใหม่ของซีรีส์ Evo, Feliz และ Viper อีกทั้งยังพัฒนารถไฟฟ้าแบบมีแป้นเหยียบสำหรับกลุ่มนักเรียน นอกจากนี้ VinFast ยังรุกตลาดพรีเมียม ด้วยการพัฒนารุ่นดีไซน์แฟชั่น เช่น Rasad, Sadie และ Saxil รวมถึงรถสไตล์สปอร์ตที่ได้รับแรงบันดาลใจจากดีไซน์ naked bike, cruiser และ supersport เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคหลากหลายกลุ่มมากขึ้น
นอกเหนือจากการแข่งขันด้านผลิตภัณฑ์ ผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในเวียดนาม ยังเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อยกระดับความสะดวกในการใช้งานและสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค
VinFast ระบุว่า บริษัทได้ติดตั้งสถานีเปลี่ยนแบตเตอรี่แล้วประมาณ 4,500 แห่ง และมีแผนขยายอย่างรวดเร็ว โดยตั้งเป้าติดตั้งตู้เปลี่ยนแบตเตอรี่ถึง 45,000 ตู้ทั่วประเทศ ภายในสิ้นไตรมาสแรก ซึ่งถือเป็นการลงทุนครั้งใหญ่เพื่อรองรับการเติบโตของตลาด ในขณะเดียวกัน Honda เตรียมเปิดตัวโครงสร้างพื้นฐานของตนเอง ทั้งระบบ Honda Motor Charger Hub และสถานีเปลี่ยนแบตเตอรี่ภายใต้แบรนด์ Honda e: Swap Battery Station โดยในระยะแรกจะติดตั้งในตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับอนุญาต และเริ่มให้บริการในเมืองใหญ่ก่อน ผู้ใช้งานสามารถค้นหาสถานีและชำระค่าบริการผ่านแอปพลิเคชัน My Honda+ ซึ่ง Honda เวียดนามคาดว่าจะเปิดให้บริการสถานีชาร์จตั้งแต่เดือนมิถุนายนนี้ โดยใช้มาตรฐานสากล CHAdeMO และมีกำลังไฟประมาณ 1,200 วัตต์ต่อพอร์ต
ส่วน Yamaha เตรียมเปิดบริการชาร์จและเปลี่ยนแบตเตอรี่สำหรับรถสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ารุ่น Neo ตั้งแต่ปี 2569 โดยจะเริ่มใน กรุงฮานอย และ นครโฮจิมินห์ ผ่านเครือข่ายตัวแทนจำหน่าย Yamaha Town และความร่วมมือกับ ZuttoRide Vietnam แพ็กเกจบริการของ Yamaha จะครอบคลุมทั้งการเปลี่ยนแบตเตอรี่ การเช่าแบตเตอรี่ การจัดส่งถึงบ้าน และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง แม้บริษัทจะเป็นหนึ่งในแบรนด์เก่าแก่ในตลาด แต่ยังมีไลน์ผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าค่อนข้างจำกัด โดยปัจจุบันจำหน่ายเพียงรุ่น Neo เท่านั้น
นอกจากผู้ผลิตรายใหญ่ ตลาดยังมีผู้เล่นหน้าใหม่ที่กำลังเติบโต เช่น Yadea, Pega, Dat Bike และ Selex Motors ซึ่งเข้ามาเพิ่มความหลากหลายและการแข่งขันในอุตสาหกรรม
ในด้านนโยบาย กรุงฮานอย เตรียมเปิดเขตควบคุมมลพิษต่ำ ภายในถนนวงแหวนรอบที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 โดยอาจมีการจำกัดหรือห้ามรถจักรยานยนต์ที่ใช้น้ำมันในบางพื้นที่หรือช่วงเวลา เพื่อแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ
ผู้เชี่ยวชาญมองว่า การขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐาน การเพิ่มขึ้นของตัวเลือกผลิตภัณฑ์ และแรงสนับสนุนจากนโยบายภาครัฐ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ตลาดรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในเวียดนาม เติบโตอย่างรวดเร็วในระยะต่อไป
(จาก https://vneconomy.vn/)
ข้อคิดเห็น สคต
ตลาดรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในเวียดนามกำลังเข้าสู่ช่วงเร่งตัว (acceleration phase) จากแรงหนุนของนโยบายภาครัฐ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการแข่งขันของผู้ผลิตรายใหญ่ โดยเฉพาะ VinFast ที่ครองความได้เปรียบด้าน ecosystem ทั้งสินค้า สถานีชาร์จ และระบบเปลี่ยนแบตเตอรี่ ในขณะที่ Honda และ Yamaha เริ่มรุกตลาดมากขึ้น ส่งผลให้การแข่งขันมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นในระยะสั้นถึงกลาง แม้ปัจจุบันรถจักรยานยนต์น้ำมันยังครองสัดส่วนหลักของตลาด แต่แนวโน้มกำลังเปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในเขตเมืองใหญ่ เช่น กรุงฮานอยที่มีนโยบายจำกัดการใช้รถน้ำมันในบางพื้นที่ ซึ่งจะเป็นตัวเร่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่ EV และเพิ่มอัตราการยอมรับของผู้บริโภคในวงกว้าง
สำหรับผู้ประกอบการไทย แนวโน้มดังกล่าวเปิดโอกาสทางธุรกิจในลักษณะเชิงระบบมากกว่าการขายสินค้าเพียงอย่างเดียว โดยไทยสามารถต่อยอดความแข็งแกร่งในอุตสาหกรรมยานยนต์ไปสู่การเป็นซัพพลายเออร์ชิ้นส่วนสำคัญของรถไฟฟ้า เช่น ระบบไฟฟ้า แบตเตอรี่ และชิ้นส่วนประกอบ รวมถึงสามารถขยายไปสู่ธุรกิจพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การลงทุนหรือร่วมพัฒนาเครือข่ายสถานีชาร์จและระบบเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ตลาดบริการต่อเนื่อง เช่น แพลตฟอร์มดิจิทัล บริการเช่าซื้อ และอุปกรณ์เสริม ยังมีช่องว่างสำหรับผู้เล่นใหม่ ในขณะเดียวกัน การจับมือกับพันธมิตรท้องถิ่นหรือร่วมทุนจะเป็นกลยุทธ์สำคัญในการลดความเสี่ยงและเร่งการเข้าสู่ตลาด