
ผู้บริโภคเวียดนามมีการสั่งอาหารออนไลน์มากขึ้นในปี 2568

ในอดีตคนเวียดนามซื้อของหรือสั่งอาหารและเครื่องดื่มผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นครั้งคราว แต่ในปัจจุบัน การสั่งอาหารและเครื่องดื่มผ่านระบบอีคอมเมิร์ซกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันที่ขาดไปไม่ได้ แนวโน้มการบริโภคที่เน้นความสะดวกสบายได้รับความนิยมและมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง รวมถึงกำหนดรูปแบบใหม่ให้กับตลาดค้าปลีกและธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มของเวียดนามในปี 2568
จากรายงานดัชนีการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เวียดนาม (E-commerce Index: EBI) ประจำปี 2568 โดยสมาคม การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เวียดนาม (Vietnam E-commerce Association: VECOM) คาดการณ์ว่าการค้าปลีกผ่านระบบอีคอมเมิร์ซของเวียดนามในปี 2568 มีมูลค่ากว่า 40,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ปัจจุบันเวียดนามอยู่ในกลุ่ม 5 ประเทศที่มีตลาดอีคอมเมิร์ซเติบโตเร็วที่สุดในโลก โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ร้อยละ 20 – 25 ผู้บริโภคเวียดนามไม่ได้จำกัดการซื้อเพียงสินค้าอิเล็กทรอนิกส์หรือเสื้อผ้าแฟชั่นผ่านแพลตฟอร์ม Shopee Lazada Tiki หรือ TikTok Shop เท่านั้น แต่เริ่มมีความต้องการซื้อสินค้ากลุ่มอุปโภคบริโภค (FMCG) มากขึ้น อาทิ อาหารสด เครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ ทั้งในแง่ของปริมาณและความถี่ในการซื้อ ผู้บริโภคมีความต้องการสั่งซื้อสินค้าแทบทุกวัน มากกว่าที่จะรอเฉพาะช่วงที่ลดราคาเท่านั้น จากข้อมูลของธนาคารกลางเวียดนาม (State Bank of Vietnam) ระบุว่ากว่าร้อยละ 75 ของธุรกรรมอีคอมเมิร์ซทั้งหมดชำระเงินผ่านกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์หรือ QR Code แสดงให้เห็นว่าการชำระเงินแบบ ไร้เงินสดเป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่ผู้บริโภคชาวเวียดนาม เนื่องจากมีความรวดเร็วและปลอดภัย
นอกจากแนวโน้มการหันมาเลือกซื้อสินค้ากลุ่มอาหารสดผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ที่จะเพิ่มสูงขึ้นแล้ว ตลาดอาหารปรุงสุกพร้อมทานของเวียดนามขยายตัวอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จากข้อมูลของสมาคมการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เวียดนาม (VECOM) และบริษัท Statista คาดว่ามูลค่าธุรกิจบริการจัดส่งอาหารออนไลน์ (Food Delivery) ของเวียดนามในปี 2568 จะสูงถึง 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 เมื่อเทียบกับปี 2567 ช่องทางอีคอมเมิร์ซต่างๆ กำลังแข่งขันกันขยายเครือข่ายไปยังเมืองประจำจังหวัดต่างๆ พร้อมนำเสนอเมนูที่หลากหลาย ไม่เพียงเฉพาะอาหารเวียดนามแบบดั้งเดิมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบริการจัดส่งเครื่องดื่ม กาแฟพร้อมดื่ม และอาหารเพื่อสุขภาพด้วย ผู้แทนจากช่องทางอีคอมเมิร์ซทั้งหลายให้ความเห็นว่า กลุ่มพนักงานบริษัท นักเรียน และนักศึกษา เป็นกลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการสูงที่สุดและมักสั่งอาหารในช่วงเช้าและช่วงเย็น ด้วยเหตุนี้ ผู้ประกอบการจึงไม่ได้แข่งขันกันเพียงด้านราคาเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับประสบการณ์การให้บริการ โดยมีการทดลองรูปแบบการจัดส่งหลายออเดอร์ในรอบเดียว และนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการคาดการณ์ความต้องการในช่วงเวลาที่มีการสั่งซื้อสูง เพื่อให้สามารถจัดส่งได้รวดเร็วขึ้นจากเดิมที่ใช้เวลาประมาณ 1–2 ชั่วโมง เหลือเพียงประมาณ 20 นาที พร้อมความตรงต่อเวลาและความปลอดภัย
กลุ่มผู้บริโภคเจเนอเรชัน Z (Gen Z) และมิลเลนเนียล (Millennials) ในเวียดนามมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม การบริโภคอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีการซื้อสินค้าและสั่งอาหารตามความสนใจจากการเข้าชมไลฟ์สตรีม หรือจากส่วนลด คูปอง หรือโปรโมชั่นแบบแฟลชเซลและชุดคอมโบสุดคุ้มของแพลตฟอร์มและร้านค้า จากผลการสำรวจของ VECOM ระบุว่า เกือบร้อยละ 70 ของผู้บริโภคเคยซื้อสินค้าหลังจากรับชมการขายสินค้าอาหารผ่านการถ่ายทอดสด และกว่าร้อยละ 60 ของผู้บริโภคเลือกสั่งอาหารเพื่อรับสิทธิประโยชน์หรือส่วนลดจากแอปพลิเคชั่น ดร Đinh Trong Thinh นักเศรษฐศาสตร์ วิเคราะห์ว่า แนวโน้มการบริโภคของชาวเวียดนามในปัจจุบันไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการซื้อสินค้าเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับประสบการณ์ในการเลือกซื้อ อาทิ การอ่านรีวิว แสดงความคิดเห็น และมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ขายโดยตรง ช่องทางอีคอมเมิร์ซจึงได้กลายเป็นพื้นที่การบริโภคแบบครบวงจรที่ผสมผสานระหว่างการซื้อสินค้า ความบันเทิง และการเชื่อมต่อทางสังคม ไม่ใช่แค่ตลาดซื้อขายออนไลน์แบบเดิม
นาย Nguyen Ngoc Dung ประธานสมาคมการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เวียดนาม (VECOM) กล่าวว่าความท้าทาย ที่ใหญ่ที่สุดในปัจจุบันสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจจัดส่งอาหารออนไลน์ คือ ต้นทุนการดำเนินงานที่สูง ร้านอาหารขนาดเล็กต้องเสียค่าธรรมเนียมให้กับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและโครงการส่งเสริมการขาย การจัดโปรโมชั่น ลดราคา คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 20–25 ของรายได้ทั้งหมด ซึ่งส่งผลให้กำไรสุทธิลดลงอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ มาตรฐานที่เข้มงวดมากขึ้นเกี่ยวกับความปลอดภัยด้านอาหาร การตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของวัตถุดิบและการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้ ยังเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้ประกอบการต้องลงทุนเพิ่มเติมในเทคโนโลยีและกระบวนการควบคุมคุณภาพ ผู้เชี่ยวชาญเสนอว่า เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว ภาคธุรกิจอาจต้องขยายช่องทางการขายให้หลากหลายมากขึ้น ทั้งผ่านเว็บไซต์ของตนเอง โซเชียลมีเดีย ช่องทางอีคอมเมิร์ซ และแอปพลิเคชั่นเฉพาะของบริษัท รวมทั้งควรลงทุนเพิ่มเติมในระบบโลจิสติกส์แบบควบคุมอุณหภูมิ (Cold Chain Logistics) สำหรับกลุ่มสินค้าที่จำเป็นต้องรักษาคุณภาพของสินค้าไว้จนกว่าจะถึงมือผู้บริโภคและเทคโนโลยีบริหารจัดการคำสั่งซื้อ ตลอดจนการใช้ประโยชน์จากข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคได้ลึกซึ้งและแม่นยำยิ่งขึ้น
(จาก https://baomoi.com/)
ข้อคิดเห็น สคต
แนวโน้มการสั่งอาหารผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซของผู้บริโภคเวียดนามไม่เพียงแต่ช่วยให้ลูกค้าที่อยู่ห่างจากใจกลางเมืองสามารถเข้าถึงบริการได้สะดวกขึ้นเท่านั้น แต่ยังถือเป็นโอกาสทางธุรกิจสำหรับสินค้าประเภทอาหารพร้อมทาน (Ready-to-eat) และ บรรจุภัณฑ์อาหารสามารถกระจายสินค้าเข้าสู่ตลาดได้รวดเร็วยิ่งขึ้น แนวโน้มการสั่งอาหารผ่านระบบ อีคอมเมิร์ซดังกล่าวยังส่งผลให้ความต้องการใช้วัตถุดิบอาหารและวัสดุบรรจุภัณฑ์เพิ่มสูงขึ้นด้วย อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคอาจต้องยอมรับความเสี่ยงด้านราคารวมถึงค่าจัดส่งและค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมที่ไม่โปร่งใส รวมถึงปัจจัยหลายประการที่อาจมีผลกระทบต่อการขาย อาทิ สภาพการจราจร สภาพอากาศ และระยะทางในการจัดส่ง นอกจากนี้ ผู้บริโภคยังอาจต้องเผชิญความเสี่ยงด้านคุณภาพอาหาร โดยเฉพาะรสชาติอาหารที่เปลี่ยนไปเมื่อไปถึงมือลูกค้าหรือมีรสชาติไม่ตรงกับความคาดหวัง ซึ่งอาจกระทบต่อความพึงพอใจและความเชื่อมั่นต่อบริการโดยรวม
จากรายงานวิเคราะห์แนวโน้มจิตวิทยาผู้บริโภคเวียดนาม ปี 2568 ผู้บริโภคเวียดนามถึงร้อยละ 74 มีแนวคิดเปิดกว้าง พร้อมสนับสนุนและทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีนวัตกรรม ด้วยเหตุผลหลัก 3 ประการได้แก่ (1) ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่สะดวกและประหยัดเวลา (Multi-benefits and Time Saving (2) ผสมผสานรสชาติท้องถิ่นกับความทันสมัยของโลก (Local Roots and Global Edge) และ (3) ตอบสนองความต้องการเฉพาะกลุ่ม (More Targeted – Personalization) ดังนั้น ร้านอาหารและผู้ประกอบการด้านการจัดจำหน่ายอาหารสามารถร่วมมือกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เพื่อทำความเข้าใจ พฤติกรรมและจิตวิทยาการบริโภคของลูกค้ามากยิ่งขึ้น ข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้จะช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถวิเคราะห์และพัฒนาสินค้าอาหารที่ตอบสนองต่อ ความต้องการของตลาดได้อย่างเหมาะสมในระยะยาว