
3 อุตสาหกรรมศักยภาพของจีนกับบทบาทนำในอุตสาหกรรมยุคใหม่
สภาข่าวสารแห่งรัฐจีน (State Council Information Office) ได้จัดแถลงข่าวต่อเนื่องในหัวข้อ “การบรรลุผลคุณภาพสูงตามแผนพัฒนา 5 ปี ฉบับที่ 14” โดยชี้ให้เห็นถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่มีความก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรมและกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อเศรษฐกิจจีนในเวทีโลก
การเติบโตของ “3 อุตสาหกรรมใหม่”
ในช่วงแผนพัฒนา 5 ปี ฉบับที่ 14 (ค.ศ. 2021–2025) จีนได้มุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพการแข่งขันระดับโลก ได้แก่
• ยานยนต์พลังงานใหม่ (New Energy Vehicles: NEV)
• แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน
• อุปกรณ์เซลล์แสงอาทิตย์ (Photovoltaic Devices)
อุตสาหกรรมทั้งสามถูกขนานนามว่า “3 อุตสาหกรรมใหม่” (New Three) และได้รับการสนับสนุนเชิงนโยบายและการลงทุนอย่างต่อเนื่อง จนก้าวขึ้นมาเป็นสัญลักษณ์ของการผลิตสมัยใหม่ของจีน
ข้อมูลจากทางการระบุว่า ปี 2023 การส่งออกสินค้ากลุ่มดังกล่าวมีมูลค่าถึง 1 แสนล้านหยวนเป็นครั้งแรก ขณะที่ปี 2024 ยังคงรักษาแรงส่งเชิงบวกได้อย่างแข็งแกร่ง และในครึ่งแรกของปี 2025 ยอดส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.7 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
จีนกับการเป็นผู้นำด้านการผลิตพลังงานใหม่
ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง กล่าวถึงบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ของ “3 อุตสาหกรรมใหม่” ว่า “ได้เสริมความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมการผลิตของจีน” ซึ่งสะท้อนความสำเร็จจากการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนและใช้เทคโนโลยีเป็นตัวนำ
ปัจจุบัน จีนเป็นประเทศแรกของโลกที่มีการผลิตยานยนต์พลังงานใหม่เกิน 10 ล้านคันต่อปี โดยมียอดการผลิตและยอดขายครองอันดับหนึ่งของโลกติดต่อกันถึง 10 ปี ขณะที่อุตสาหกรรมแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนของจีนครองส่วนแบ่งตลาดโลกเป็นอันดับหนึ่ง โดยมีสัดส่วนการผลิตมากกว่าร้อยละ 70 ของกำลังการผลิตทั้งหมดทั่วโลก
ด้านพลังงานแสงอาทิตย์ จีนยังครองตำแหน่งผู้ผลิตโมดูลโฟโตโวลตาอิก (Photovoltaic Module / PV Module) ซึ่งก็คือ แผงโซลาร์เซลล์ที่ติดตั้งบนหลังคา อาคาร หรือฟาร์มพลังงานแสงอาทิตย์ อันดับหนึ่งของโลกต่อเนื่องถึง 16 ปี คิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 70 ของกำลังการผลิตทั่วโลก และยังผลิตอุปกรณ์พลังงานลมกว่าร้อยละ 60 ของทั้งโลก ส่งผลให้จีนมีบทบาทชี้ขาดต่อทิศทางของตลาดพลังงานสะอาด
มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ
ผู้แทนจากบริษัท เดนโซ (Denso) ให้ความเห็นว่า 3 อุตสาหกรรมใหม่ของจีนได้ข้ามพรมแดนไปสู่ตลาดต่างประเทศอย่างรวดเร็ว ทำให้โลกจับตามองและตื่นตะลึงกับศักยภาพของ “Made in China”
บทสรุป
ดังนั้น สามารถสรุปได้ว่าความสำเร็จของ “3 อุตสาหกรรมใหม่” ไม่เพียงตอกย้ำบทบาทของจีนในฐานะฐานการผลิตระดับโลก (Global Manufacturing Hub) แต่ยังสะท้อนถึงการปรับสมดุลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงและพลังงานสะอาด ซึ่งมีนัยสำคัญต่อห่วงโซ่อุปทานโลกในอนาคต
หากแนวโน้มการเติบโตยังคงดำเนินต่อเนื่อง จีนอาจไม่เพียงเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุด แต่ยังกลายเป็นผู้กำหนดมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดในระดับโลกอีกด้วย
ข้อเสนอแนะ/ข้อคิดเห็น สคต. เฉิงตู
จีนเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทย และเป็นตลาดส่งออกอันดับ 2 มีอิทธิพลสูงต่อโครงสร้างการค้าและห่วงโซ่อุปทานของไทย การเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจจีนสู่ New Industrialization และ “3 อุตสาหกรรมใหม่” (NEV / Lithium-ion และ PV) จึงส่งผลต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยโดยตรงและในขณะเดียวกันสามารถสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทย ดังนี้
1. การเสริมสร้างความเชื่อมโยงในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Integration) สามารถส่งเสริมผู้ประกอบการไทยเข้าไปอยู่ใน Value Chain ของจีน โดยเฉพาะชิ้นส่วนและวัตถุดิบที่เกี่ยวข้องกับแบตเตอรี่ (แร่ลิเธียม, แร่นิกเกิล, กราฟีน, เคมีภัณฑ์) อุตสาหกรรมยานยนต์ (ชิ้นส่วนประกอบ NEV ยางรถยนต์คุณภาพสูง อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ยานยนต์) และพลังงานสะอาด (ส่วนประกอบของโซลาร์เซลล์, อุปกรณ์ Smart Grid)
2. การพัฒนาสินค้าและบริการที่เสริม “3 อุตสาหกรรมใหม่” ซึ่งไทยควรพัฒนาการผลิตสินค้าที่เกี่ยวเนื่อง (Complementary Products) เช่น สถานีชาร์จไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐาน EV การบริการด้านซอฟต์แวร์และระบบควบคุมอัจฉริยะ (Smart Mobility Solutions) และการบริการบำรุงรักษาและรีไซเคิลแบตเตอรี่
3. การรักษาส่วนแบ่งตลาดสินค้าเกษตรและอาหารในจีน แม้ว่าสินค้าเกษตร/อาหารยังเป็นจุดแข็งของไทย แต่การแข่งขันสูงขึ้น ควรใช้ กลยุทธ์ “Premium + Safety” →สินค้าเกษตรคุณภาพสูง อาหารสุขภาพ อาหารฟังก์ชัน (Functional Foods) และส่งเสริมการสร้างแบรนด์อาหารไทย ให้สอดคล้องกับกระแสสุขภาพและความยั่งยืน
4. การเจาะตลาดบริการและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในจีน โดยใช้จุดแข็งของไทยในด้านการท่องเที่ยว การบริการ และวัฒนธรรม รวมถึงการผลักดันบริการรูปแบบใหม่ อาทิ Medical Tourism / Wellness และ Creative Economy เจาะกลุ่มชนชั้นกลางจีนที่มีกำลังซื้อสูง
5. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและนโยบายรองรับการค้าใหม่ ได้แก่ การจัดตั้งเขตนวัตกรรม/อุตสาหกรรมร่วมไทย–จีน (Thai–China Innovation Hubs) การสนับสนุนการใช้เงินหยวนดิจิทัล (e-CNY) ในการชำระเงินการค้า และการส่งเสริมการขนส่งเชื่อมโยง RCEP และ BRI เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ในภูมิภาค
6. การเสริมสร้างความร่วมมือด้าน ESG และ Green Finance ซึ่งไทยสามารถพัฒนามาตรฐาน ESG และ Green Supply Chain ให้สอดคล้องกับมาตรฐานจีนและโลกตลอดจนร่วมมือกับจีนในด้าน Carbon Credit / Green Bond และ Sustainable Finance เพื่อดึงดูดการลงทุนในอนาคต
กล่าวโดยสรุป ประเทศไทยควรใช้ยุทธศาสตร์ “คู่ค้า + คู่พัฒนา (Trading Partner + Development Partner)” กับจีน ไม่เพียงแค่พึ่งพาตลาดส่งออก แต่ต้อง เชื่อมโยง Supply Chain พัฒนานวัตกรรม และสร้างคุณค่าเพิ่ม เพื่อไม่ให้ไทยตกเป็น “ผู้ตาม” เพียงฝ่ายเดียว
----------------------------------------------------
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเฉิงตู
กันยายน 2568
แหล่งข้อมูล : CCTV.com