fb
3 อุตสาหกรรมศักยภาพของจีนกับบทบาทผู้นำในอุตสาหกรรมยุคใหม่
โดย
Sirinan
ลงเมื่อ 16 กันยายน 2568 12:27
สคต. ณ นครเฉิงตู (จีน) (TTC, Chengdu (China))
155

3 อุตสาหกรรมศักยภาพของจีนกับบทบาทนำในอุตสาหกรรมยุคใหม่

สภาข่าวสารแห่งรัฐจีน (State Council Information Office) ได้จัดแถลงข่าวต่อเนื่องในหัวข้อ “การบรรลุผลคุณภาพสูงตามแผนพัฒนา 5 ปี ฉบับที่ 14” โดยชี้ให้เห็นถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่มีความก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรมและกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อเศรษฐกิจจีนในเวทีโลก

 

การเติบโตของ “3 อุตสาหกรรมใหม่”

ในช่วงแผนพัฒนา 5 ปี ฉบับที่ 14 (ค.ศ. 2021–2025) จีนได้มุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพการแข่งขันระดับโลก ได้แก่

      • ยานยนต์พลังงานใหม่ (New Energy Vehicles: NEV)

      • แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน

      • อุปกรณ์เซลล์แสงอาทิตย์ (Photovoltaic Devices)

อุตสาหกรรมทั้งสามถูกขนานนามว่า “3 อุตสาหกรรมใหม่” (New Three) และได้รับการสนับสนุนเชิงนโยบายและการลงทุนอย่างต่อเนื่อง จนก้าวขึ้นมาเป็นสัญลักษณ์ของการผลิตสมัยใหม่ของจีน

ข้อมูลจากทางการระบุว่า ปี 2023 การส่งออกสินค้ากลุ่มดังกล่าวมีมูลค่าถึง 1 แสนล้านหยวนเป็นครั้งแรก ขณะที่ปี 2024 ยังคงรักษาแรงส่งเชิงบวกได้อย่างแข็งแกร่ง และในครึ่งแรกของปี 2025 ยอดส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.7 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

จีนกับการเป็นผู้นำด้านการผลิตพลังงานใหม่

ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง กล่าวถึงบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ของ “3 อุตสาหกรรมใหม่” ว่า “ได้เสริมความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมการผลิตของจีน” ซึ่งสะท้อนความสำเร็จจากการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนและใช้เทคโนโลยีเป็นตัวนำ

ปัจจุบัน จีนเป็นประเทศแรกของโลกที่มีการผลิตยานยนต์พลังงานใหม่เกิน 10 ล้านคันต่อปี โดยมียอดการผลิตและยอดขายครองอันดับหนึ่งของโลกติดต่อกันถึง 10 ปี ขณะที่อุตสาหกรรมแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนของจีนครองส่วนแบ่งตลาดโลกเป็นอันดับหนึ่ง โดยมีสัดส่วนการผลิตมากกว่าร้อยละ 70 ของกำลังการผลิตทั้งหมดทั่วโลก

ด้านพลังงานแสงอาทิตย์ จีนยังครองตำแหน่งผู้ผลิตโมดูลโฟโตโวลตาอิก (Photovoltaic Module PV Module) ซึ่งก็คือ แผงโซลาร์เซลล์ที่ติดตั้งบนหลังคา อาคาร หรือฟาร์มพลังงานแสงอาทิตย์ อันดับหนึ่งของโลกต่อเนื่องถึง 16 ปี คิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 70 ของกำลังการผลิตทั่วโลก และยังผลิตอุปกรณ์พลังงานลมกว่าร้อยละ 60 ของทั้งโลก ส่งผลให้จีนมีบทบาทชี้ขาดต่อทิศทางของตลาดพลังงานสะอาด

 

มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ 

ผู้แทนจากบริษัท เดนโซ (Denso) ให้ความเห็นว่า 3 อุตสาหกรรมใหม่ของจีนได้ข้ามพรมแดนไปสู่ตลาดต่างประเทศอย่างรวดเร็ว ทำให้โลกจับตามองและตื่นตะลึงกับศักยภาพของ “Made in China

บทสรุป

ดังนั้น สามารถสรุปได้ว่าความสำเร็จของ “3 อุตสาหกรรมใหม่” ไม่เพียงตอกย้ำบทบาทของจีนในฐานะฐานการผลิตระดับโลก (Global Manufacturing Hub) แต่ยังสะท้อนถึงการปรับสมดุลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงและพลังงานสะอาด ซึ่งมีนัยสำคัญต่อห่วงโซ่อุปทานโลกในอนาคต

หากแนวโน้มการเติบโตยังคงดำเนินต่อเนื่อง จีนอาจไม่เพียงเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุด แต่ยังกลายเป็นผู้กำหนดมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดในระดับโลกอีกด้วย

ข้อเสนอแนะ/ข้อคิดเห็น สคต. เฉิงตู 

จีนเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทย และเป็นตลาดส่งออกอันดับ 2 มีอิทธิพลสูงต่อโครงสร้างการค้าและห่วงโซ่อุปทานของไทย การเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจจีนสู่ New Industrialization และ “3 อุตสาหกรรมใหม่” (NEV / Lithium-ion และ PV) จึงส่งผลต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยโดยตรงและในขณะเดียวกันสามารถสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทย ดังนี้

1. การเสริมสร้างความเชื่อมโยงในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Integration) สามารถส่งเสริมผู้ประกอบการไทยเข้าไปอยู่ใน Value Chain ของจีน โดยเฉพาะชิ้นส่วนและวัตถุดิบที่เกี่ยวข้องกับแบตเตอรี่ (แร่ลิเธียม, แร่นิกเกิลกราฟีนเคมีภัณฑ์) อุตสาหกรรมยานยนต์ (ชิ้นส่วนประกอบ NEV ยางรถยนต์คุณภาพสูง อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ยานยนต์) และพลังงานสะอาด (ส่วนประกอบของโซลาร์เซลล์อุปกรณ์ Smart Grid)

2. การพัฒนาสินค้าและบริการที่เสริม “3 อุตสาหกรรมใหม่” ซึ่งไทยควรพัฒนาการผลิตสินค้าที่เกี่ยวเนื่อง (Complementary Products) เช่น สถานีชาร์จไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐาน EV การบริการด้านซอฟต์แวร์และระบบควบคุมอัจฉริยะ (Smart Mobility Solutions) และการบริการบำรุงรักษาและรีไซเคิลแบตเตอรี่

 

3. การรักษาส่วนแบ่งตลาดสินค้าเกษตรและอาหารในจีน แม้ว่าสินค้าเกษตร/อาหารยังเป็นจุดแข็งของไทย แต่การแข่งขันสูงขึ้น ควรใช้ กลยุทธ์ “Premium + Safety” สินค้าเกษตรคุณภาพสูง อาหารสุขภาพ อาหารฟังก์ชัน (Functional Foods) และส่งเสริมการสร้างแบรนด์อาหารไทย ให้สอดคล้องกับกระแสสุขภาพและความยั่งยืน

4. การเจาะตลาดบริการและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในจีน โดยใช้จุดแข็งของไทยในด้านการท่องเที่ยว การบริการ และวัฒนธรรม รวมถึงการผลักดันบริการรูปแบบใหม่ อาทิ Medical Tourism / Wellness และ  Creative Economy เจาะกลุ่มชนชั้นกลางจีนที่มีกำลังซื้อสูง

5. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและนโยบายรองรับการค้าใหม่ ได้แก่ การจัดตั้งเขตนวัตกรรม/อุตสาหกรรมร่วมไทย–จีน (Thai–China Innovation Hubs) การสนับสนุนการใช้เงินหยวนดิจิทัล (e-CNY) ในการชำระเงินการค้า และการส่งเสริมการขนส่งเชื่อมโยง RCEP และ BRI เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ในภูมิภาค

6. การเสริมสร้างความร่วมมือด้าน ESG และ Green Finance ซึ่งไทยสามารถพัฒนามาตรฐาน ESG และ Green Supply Chain ให้สอดคล้องกับมาตรฐานจีนและโลกตลอดจนร่วมมือกับจีนในด้าน Carbon Credit / Green Bond และ Sustainable Finance เพื่อดึงดูดการลงทุนในอนาคต

กล่าวโดยสรุป ประเทศไทยควรใช้ยุทธศาสตร์ “คู่ค้า + คู่พัฒนา (Trading Partner + Development Partner)” กับจีน ไม่เพียงแค่พึ่งพาตลาดส่งออก แต่ต้อง เชื่อมโยง Supply Chain พัฒนานวัตกรรม และสร้างคุณค่าเพิ่ม เพื่อไม่ให้ไทยตกเป็น “ผู้ตาม” เพียงฝ่ายเดียว

----------------------------------------------------

 

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเฉิงตู

กันยายน 2568

แหล่งข้อมูล :  CCTV.com

Share :
Instagram