
กรมศุลกากรและสรรพสามิตแห่งกัมพูชา ยืนยันอีกครั้งว่า ผู้ค้าและนักธุรกิจ ยังคงสามารถนำเข้าสินค้าที่ไม่อยู่ในบัญชีต้องห้ามเข้าประเทศกัมพูชาได้ตามปกติ โดยต้องปฏิบัติตามขั้นตอนและพิธีการที่กำหนดไว้ในกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง
เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 กรมศุลกากรฯ ได้ออกประกาศแจ้งให้ผู้ประกอบการ นักธุรกิจ และประชาชนทั่วไปให้ทราบ ดังนี้
สินค้าที่มีแหล่งกําเนิดจากประเทศไทยที่ถูกห้ามนำเข้ามาในประเทศกัมพูชา ดังนี้
1. ผักและผลไม้
2. น้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซเชื้อเพลิง ดังนี้
(1) น้ำมันเบนซิน (Gasoline)
(2) น้ำมันดีเซล (diesel)
(3) ก๊าซปิโตรเลียมเหลวและก๊าซธรรมชาติเหลว (LPG และ LNG)
(4) น้ำมันเตา (Fuel Oil)
(5) น้ำมันเครื่องบิน (Jet-A1)
สำหรับสินค้าที่นอกเหนือจากรายการในข้อ 1 และ 2 (1)-(5) ไม่ได้ถูกห้ามนำเข้ามาประเทศกัมพูชาแต่อย่างใด ซึ่งผู้ประกอบการและนักธุรกิจสามารถดำเนินการนำเข้าสินค้าดังกล่าวได้ตามปกติ โดยต้องถือปฏิบัติตามขั้นตอนและกฎระเบียบที่บังคับใช้อยู่
สำหรับเส้นทางและวิธีการขนส่งสินค้านำเข้ามายังประเทศกัมพูชา ผู้ประกอบการและนักธุรกิจสามารถเลือกใช้เส้นทางขนส่งต่างๆ และจุดผ่านแดนที่เป็นทางการอื่นๆ ได้ ยกเว้นจุดผ่านแดนชายแดนทางบกระหว่างกัมพูชา-ไทย ซึ่งถูกปิดทำการโดยกองทัพไทยฝ่ายเดียว
ข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับข่าว
รัฐบาลกัมพูชา เห็นว่า ข้อพิพาทบริเวณชายแดนระหว่างกัมพูชาและไทย ซึ่งปะทุขึ้นในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2568 ส่งผลให้กองทัพไทยประกาศปิดจุดผ่านแดนชายแดนทางบกระหว่างสองประเทศโดยฝ่ายเดียว ทั้งนี้ เพื่อตอบโต้การดำเนินการดังกล่าว รัฐบาลกัมพูชา จึงได้มีมติห้ามนำเข้าผักและผลไม้ทุกชนิด รวมถึงน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซจากประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 จนถึงปัจจุบัน
ความเห็นของสำนักงานฯ
1) ประกาศดังกล่าวสะท้อนถึงความพยายามของรัฐบาลกัมพูชาในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคธุรกิจและผู้ประกอบการท่ามกลางความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดน โดยเฉพาะกรณีการปิดจุดผ่านแดนชายแดนทางบกระหว่างกัมพูชา-ไทย อันเนื่องมาจากความขัดแย้งระหว่างทั้งสองประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการนำเข้าสินค้าผ่านเส้นทางปกติ
การยืนยันว่าผู้ประกอบการยังคงสามารถนำเข้าสินค้าที่ไม่อยู่ในบัญชีต้องห้ามได้ตามปกติ ผ่านเส้นทางและจุดผ่านแดนทางเลือกที่เป็นทางการ สะท้อนถึงความยืดหยุ่นของระบบการค้าของกัมพูชา และแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของภาครัฐในการลดผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้น
2) การห้ามนำเข้าสินค้าบางประเภท เช่น ผัก ผลไม้ และเชื้อเพลิง อาจส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคภายในประเทศ ทั้งในแง่ของราคาและปริมาณสินค้า โดยเฉพาะสินค้านำเข้าจากประเทศไทยซึ่งเป็นแหล่งสินค้ายอดนิยมของชาวกัมพูชา
สถานการณ์ดังกล่าวอาจสร้างผลกระทบต่อทั้งสองประเทศในระยะสั้น หากมีการเจรจาและร่วมมือในระดับภาครัฐเพื่อหาทางออกโดยเร็ว โดยเฉพาะการเปิดจุดผ่านแดนชายแดนทางบก ให้เป็นปกติ ทั้งนี้ หากความขัดแย้งยังคงยืดเยื้อ อาจส่งผลกระทบในระยะยาว โดยสินค้าอุปโภคบริโภคจากไทยที่อาจถูกแทนที่ด้วยสินค้าจากประเทศอื่น เช่น เวียดนาม มาเลเซีย และจีน เป็นต้น
___________________________________________________________________________
ที่มา: GDCE Official FB Page, Phnom Penh Post, Kampuchea Thmey Daily & rfi news
กรกฎาคม 2568