
ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างอิสราเอลกับสหภาพยุโรป (EU) อยู่ในภาวะ “ความตึงเครียดเชิงนโยบาย” มากขึ้น แม้ยังไม่มีมาตรการคว่ำบาตรทางการค้าเต็มรูปแบบ แต่มีแรงกดดันให้ EU ทบทวนความสัมพันธ์ภายใต้ข้อตกลงการค้า EU–Israel Association Agreement ซึ่งเป็นฐานสำคัญของการค้าระหว่างสองฝ่าย จากข้อมูลล่าสุด EU มีแนวโน้มพิจารณา “มาตรการทางการค้าแบบเฉพาะจุด” มากขึ้น เช่น การจำกัดสินค้าจาก settlement หรือการใช้มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจบางส่วน แทนการระงับความร่วมมือทั้งหมด
โดยหากพิจารณาเป็นรายประเทศแล้วนั้น สามารถแบ่งกลุ่มประเทศใน EU ต่อประเด็นนี้ได้ดังนี้
1) กลุ่มประเทศที่ “ผลักดันให้ EU ใช้มาตรการแรงขึ้น” - ประเทศเหล่านี้เป็นแกนนำในการเรียกร้องให้ EU พิจารณา “ระงับหรือจำกัดข้อตกลงการค้า” กับอิสราเอล เช่น สเปน, ไอร์แลนด์, สโลวีเนีย และเบลเยียม โดยกลุ่มนี้เสนอว่า อยากให้ EU “ทบทวน EU–Israel Association Agreement” / สนับสนุนการ “ระงับความร่วมมือทางการค้าแบบบางส่วน” เพื่อกดดันเรื่องสิทธิมนุษยชนและสถานการณ์กาซา/เวสต์แบงก์
2) กลุ่มประเทศที่ “เสนอใช้มาตรการทางการค้าแบบเฉพาะจุด” – กลุ่มนี้ (ฝรั่งเศสและสวีเดน) ไม่ถึงกับต้องการคว่ำบาตรทั้งหมด แต่เสนอแนวทาง เช่น ห้าม/จำกัด “สินค้าจาก settlements”/ เพิ่มภาษีหรือข้อจำกัดสินค้าเฉพาะกลุ่ม / ใช้มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจแบบ targeted sanctions เป็นต้น
3) กลุ่มประเทศที่ “ยังไม่สนับสนุนมาตรการแรง” – กลุ่มนี้ (เยอรมัน อิตาลี และอังการี) เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ EU ยังไม่สามารถออกมาตรการใหญ่ได้ โดยกลุ่มนี้ สนับสนุน “การเจรจาแทนการคว่ำบาตร” และไม่เห็นด้วยกับการระงับข้อตกลงการค้า
รวมถึงกังวลผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการเมือง ซึ่งทั้ง 3 ประเทศต่างเป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอิสราเอล
สาเหตุเกิดแรงกดดันจาก EU มาจาก 3 ปัจจัยสำคัญ:
ประเด็นสิทธิมนุษยชนและความขัดแย้งในกาซาและเวสต์แบงก์ - หลายประเทศสมาชิก EU เรียกร้องให้ทบทวนความสัมพันธ์ทางการค้า เนื่องจากความกังวลต่อผลกระทบด้านมนุษยธรรมและกฎหมายระหว่างประเทศ
ปัญหา settlement (การตั้งถิ่นฐานในเขตยึดครอง) - EU มองว่าการขยาย settlement ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพภูมิภาค และกำลังพิจารณามาตรการจำกัดสินค้าจากพื้นที่ดังกล่าว
แรงกดดันภายใน EU เอง ซึ่งประเทศสมาชิก EU ยังไม่สามารถตกลงกันได้ว่าจะ “คว่ำบาตรเต็มรูปแบบหรือไม่” เพราะประเทศสมาชิกมีจุดยืนต่างกัน ทำให้เกิดภาวะ “แบ่งขั้ว” ภายในสหภาพยุโรป
ลักษณะมาตรการที่ EU อาจใช้ในอนาคต แทนการคว่ำบาตรแบบเต็มรูปแบบ EU มีแนวโน้มใช้เครื่องมือทางการค้า เช่นจำกัดสินค้าจากเขต settlement / เพิ่มมาตรการตรวจสอบด้าน ESG และ human rights / ใช้ภาษีหรือ trade defense instruments เฉพาะสินค้า / ทบทวนข้อตกลงการค้า EU–Israel เป็นบางส่วน กล่าวคือ เป็น “มาตรการเชิงเลือก (selective trade restrictions)” มากกว่า “sanctions เต็มระบบ”
ผลกระทบต่ออิสราเอล (เชิงเศรษฐกิจ) - EU เป็นคู่ค้าสำคัญของอิสราเอลในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม เทคโนโลยี และบริการ หากมาตรการเข้มขึ้น ผลกระทบหลายด้าน เช่น ต้นทุนการส่งออกสูงขึ้น / การลงทุนจากยุโรปชะลอ / แรงกดดันต่อบริษัทที่มี supply chain ในอิสราเอล / ความเสี่ยงด้านภาพลักษณ์ (reputational risk) เพิ่มขึ้น
วิเคราะห์ผลต่อ “โอกาสของไทย” - แม้ดูเหมือนเป็นความเสี่ยง แต่ในเชิงการค้า ไทยอาจมี “โอกาสแฝง” ใน 3 ด้าน
1. การแทนที่สินค้า (Trade substitution) - หาก EU จำกัดสินค้าบางกลุ่มจากอิสราเอล บริษัทอิสราเอลอาจต้อง กระจายแหล่งนำเข้าใหม่ หาซัพพลายเออร์นอก EU และอิสราเอล มีผลให้ ไทยสามารถเข้าไปทดแทนได้ โดยสินค้าที่ไทยมีโอกาสมาก เช่น อาหารแปรรูป / อาหารฮาลาล / สินค้าอุปโภคบริโภค / วัตถุดิบอุตสาหกรรมเบา
2. การกระจายความเสี่ยงของผู้นำเข้าอิสราเอล - ถ้า EU กดดันมากขึ้น บริษัทอิสราเอลจะลดการพึ่งพาห่วงโซ่ที่เกี่ยวกับยุโรป
มองหา supplier ในเอเชียเพิ่ม ทำให้ไทยมีโอกาสเป็น “alternative sourcing hub”
3. โอกาสในสินค้าที่ EU sensitive มาก - ถ้า EU ใช้มาตรการเข้มในบางหมวด เช่น ESG-sensitive goods อาจส่งผลให้ไทยอาจได้เปรียบในสินค้าที่ไม่มีข้อจำกัดด้านการเมือง / ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยและอาหาร / มีต้นทุนแข่งขันได้ โดยเฉพาะ อาหาร เครื่องปรุง อาหารแปรรูป และสินค้า consumer goods
ความเห็นของ สคต.
ในมุมมองของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ความตึงเครียดด้านนโยบายการค้าระหว่างสหภาพยุโรป (EU) และอิสราเอล อาจส่งผลให้เกิดการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานและการกระจายแหล่งนำเข้าของภาคเอกชนอิสราเอลมากขึ้น โดยเฉพาะหาก EU ใช้มาตรการทางการค้าเฉพาะจุดหรือเพิ่มข้อจำกัดด้าน ESG และสินค้าจากบางพื้นที่
ในบริบทดังกล่าว ประเทศไทยมีโอกาสทางการค้าเพิ่มขึ้นในฐานะ “ทางเลือกในการลงทุนหรือนำเข้าสินค้า (alternative sourcing)” โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคที่อิสราเอลยังต้องพึ่งพาการนำเข้าอย่างต่อเนื่อง รวมถึงสินค้าที่ไทยยังมีความสามารถแข่งขันด้านราคา คุณภาพ และความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยอาหาร นอกจากนี้ ยังมีโอกาสในการขยายตลาดสินค้าแปรรูป อาหารเอเชีย และสินค้าเกษตรแปรรูปเข้าสู่ตลาดอิสราเอลมากขึ้น หากผู้นำเข้าต้องการลดความเสี่ยงจากแหล่งนำเข้าที่เกี่ยวข้องกับข้อจำกัดทางการเมืองในยุโรป
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยควรติดตามสถานการณ์ด้านการเมืองระหว่างประเทศและมาตรการทางการค้าของ EU อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งบริหารความเสี่ยงด้านโลจิสติกส์ อัตราแลกเปลี่ยน และการชำระเงินควบคู่กัน เพื่อรักษาความต่อเนื่องทางการค้าและใช้ประโยชน์จากโอกาสที่เกิดขึ้นจากการปรับตัวของตลาดในระยะต่อไปครับ
ผู้ส่งออกหรือนักธุรกิจที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมด้านการค้าและการลงทุนต่าง ๆ เกี่ยวประเทศอิสราเอล ท่านสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ E-mail: ของสำนักงานฯ ที่ thaicomt@zahav.net.il
ที่มา :
สำนักข่าว Reuters - https://www.reuters.com/
The Guardian - https://www.theguardian.com/international