fb
ภาคธุรกิจเตือนความขัดแย้งตะวันออกกลางอาจซ้ำเติมเงินเฟ้อฟิลิปปินส์

ภาคธุรกิจเตือนความขัดแย้งตะวันออกกลางอาจซ้ำเติมเงินเฟ้อฟิลิปปินส์

โดย
kanthima
ลงเมื่อ 09 มีนาคม 2569 14:21
สคต. ณ กรุงมะนิลา (ฟิลิปปินส์) (TTC, Manila (Philippines))
7

          กลุ่มองค์กรภาคธุรกิจที่สำคัญของฟิลิปปินส์เตือนความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้นในตะวันออกกลางอาจส่งผลให้เงินเฟ้อภายในประเทศปรับตัวสูงขึ้นจากการปรับขึ้นของราคาน้ำมันในตลาดโลกอันเนื่องมาจากการหยุดชะงักของอุปทานและการขนส่งน้ำมัน

          นาง Elizabeth Lee ประธานสหพันธ์อุตสาหกรรมฟิลิปปินส์ (Federation of Philippine Industries: FPI) ระบุว่า ในฐานะที่ฟิลิปปินส์เป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันจึงได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันดิบโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะหากเกิดการหยุดชะงักของการขนส่งน้ำมัน โดยเสริมว่า วิกฤตในตะวันออกกลางไม่ได้เป็นเพียงความขัดแย้งที่อยู่ห่างไกล แต่เป็นแรงกระทบด้านเงินเฟ้อที่อาจส่งผลต่อภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรมของฟิลิปปินส์ หากสถานการณ์ความตึงเครียดยังคงยืดเยื้อต่อไป โดยประธานสหพันธ์อุตสาหกรรมฟิลิปปินส์ ระบุว่า ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้นส่งผลให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นด้วยนั้น จะกระทบโดยตรงต่อหลายภาคส่วน เช่น อุตสาหกรรมการบิน การแปรรูปอาหาร การท่องเที่ยว และภาคการผลิต นอกจากนี้ สต็อกน้ำมันที่บริษัทภายในประเทศมีอยู่ในปัจจุบันอาจช่วยบรรเทาผลกระทบในระยะสั้นต่อผู้บริโภค ซึ่งถือเป็นเพียงมาตรการรองรับชั่วคราวเท่านั้น โดยหากความขัดแย้งทวีความรุนแรงและยืดเยื้อ บริษัทน้ำมันในประเทศจำเป็นต้องนำเข้าน้ำมันเพิ่มเติมตามราคาตลาดโลกที่สูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศเผชิญแรงกดดันให้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลได้เปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน ส่งผลให้ Ayatollah Ali Khamenei ผู้นำสูงสุดของอิหร่านที่ดำรงตำแหน่งมาเป็นเวลานานได้เสียชีวิตลง และอิหร่านได้ตอบโต้โดยโจมตีประเทศในตะวันออกกลางที่เป็นที่ตั้งของฐานทัพทหารของสหรัฐอเมริกาและได้ออกคำเตือนให้เรือเดินสมุทรหลีกเลี่ยงการเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญที่มีปริมาณการขนส่งน้ำมันประมาณร้อยละ 20 ของปริมาณการค้าน้ำมันทั่วโลก ซึ่งถือเป็นมาตรการตอบโต้เพิ่มเติม

          หอการค้าและอุตสาหกรรมฟิลิปปินส์ (Philippine Chamber of Commerce and Industry: PCCI) ระบุว่า ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน และกระแสเงินการโอนกลับประเทศที่อาจลดลง อาจส่งผลเร่งให้เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น นอกจากนี้ กำลังซื้อของประชาชนฟิลิปปินส์ที่น้อยลงจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (Micro, Small, and Medium Enterprises: MSMEs) ที่มีเงินทุนสำรองจำกัด นอกจากนี้ PCCI เสนอให้รัฐบาลดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อรักษาเสถียรภาพของราคาน้ำมันเชื้อเพลิง พร้อมทั้งควบคุมไม่ให้เกิดการเก็งกำไรที่อาจฉวยโอกาสจากวิกฤตการณ์นี้ในระยะยาว และยังเสนอให้รัฐบาลพิจารณาแสวงหาแหล่งพลังงานทางเลือก เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลาง ทั้งนี้ PCCI ยังเรียกร้องให้กระทรวงพลังงานของฟิลิปปินส์ (Department of Energy: DOE) เร่งพัฒนาพลังงานหมุนเวียนและทางเลือกด้านพลังงานภายในประเทศ เพื่อเป็นแนวทางแก้ไขเชิงโครงสร้างในระยะยาวต่อความเปราะบางด้านพลังงานของประเทศ

          สมาพันธ์ผู้ส่งออกฟิลิปปินส์ (Philippine Exporters Confederation Inc.: Philexport) ระบุว่า ความตึงเครียดในตะวันออกกลางอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกไปยังภูมิภาคดังกล่าว ซึ่งเป็นตลาดสำคัญสำหรับสินค้าอาหาร วัสดุก่อสร้าง และบริการของฟิลิปปินส์ โดยเสริมว่า สินค้าส่งออกของฟิลิปปินส์ เช่น สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องนุ่งห่ม อาหารแปรรูป และเฟอร์นิเจอร์ อาจต้องเผชิญกับค่าระวางเรือที่สูงขึ้น ค่าเบี้ยประกันภัยที่เพิ่มขึ้น และระยะเวลาการขนส่งที่ยาวนานขึ้น โดยความตึงเครียดในภูมิภาคดังกล่าวเคยทำให้ค่าขนส่งและค่าธรรมเนียมด้านความปลอดภัยเพิ่มสูงขึ้นมาแล้วในอดีต และอาจส่งผลต่อการค้าและการท่องเที่ยวให้ชะลอตัวลงอีกครั้ง ซึ่งจะยิ่งลดทอนอุปสงค์จากตลาดส่งออกหลัก และสินค้าโภคภัณฑ์ที่สำคัญที่อาจได้รับผลกระทบคือปุ๋ยยูเรีย ซึ่งภาคการเกษตรของฟิลิปปินส์พึ่งพาเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีการผลิตในอิหร่านและประเทศใกล้เคียงในตะวันออกกลาง ขณะเดียวกัน Philexport ได้เรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินมาตรการบรรเทาผลกระทบเพื่อแก้ไขปัญหาคอขวดด้านโลจิสติกส์ และสนับสนุนผู้ส่งออกผ่านมาตรการอำนวยความสะดวกทางการค้า และแนะนำให้ผู้ส่งออกทบทวนห่วงโซ่อุปทานของตนเอง ป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของต้นทุนเท่าที่จะทำได้ รวมทั้งสำรวจเส้นทางการขนส่งและตลาดทางเลือกเพิ่มเติมด้วย

          สมาพันธ์สมาคมชลประทานแห่งชาติ(National Confederation of Irrigators Association Inc.: NCIA) ได้มีหนังสือถึงประธานาธิบดี นาย Ferdinand Marcos Jr. ระบุว่า หากการขนส่งวัตถุดิบหยุดชะงักลง จะมีแนวโน้มที่จะทำให้ราคาปุ๋ยปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก โดยเสริมว่า การหยุดชะงักของอุปทานก๊าซธรรมชาติหรือเส้นทางการขนส่งในภูมิภาคดังกล่าวจะส่งผลให้ราคาปุ๋ยยูเรียในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นทันที

ที่มา: หนังสือพิมพ์ Manila Bulletin

บทวิเคราะห์และข้อคิดเห็น

  • แนวโน้มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อของฟิลิปปินส์ยังคงเพิ่มขึ้น โดยอัตราเงินเฟ้อเริ่มปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568 เป็นต้นมา ล่าสุดนั้นมีปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อเพิ่มเติม โดยกลุ่มองค์กรธุรกิจของฟิลิปปินส์ได้แสดงความกังวลว่า ความตึงเครียดในตะวันออกกลางอาจส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นจากความเสี่ยงด้านอุปทานและการขนส่งน้ำมัน ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนพลังงานและค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้น และกระทบต่อภาคธุรกิจสำคัญ เช่น อุตสาหกรรมการบิน การแปรรูปอาหาร 
    การท่องเที่ยว และภาคการผลิต ทั้งนี้ ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวมีแนวโน้มถูกส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและอาจทำให้อัตราเงินเฟ้อภายในประเทศปรับตัวสูงขึ้นในระยะต่อไป แม้ว่าบริษัทน้ำมันภายในประเทศอาจยังมีสต็อกสำรองที่ช่วยบรรเทาผลกระทบได้ในระยะสั้น แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อก็อาจทำให้ต้นทุนพลังงานภายในประเทศปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะแนวโน้มราคาพลังงาน ต้นทุนการขนส่ง และภาวะเงินเฟ้อของฟิลิปปินส์ เพื่อปรับกลยุทธ์ทางการตลาดให้สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

 

-----------------------------------

 

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมะนิลา

มีนาคม 2569

ภาคธุรกิจเตือนความขัดแย้งตะวันออกกลางอา RV.pdf
Share :
Instagram