
งาน IFT FIRST 2026ปีนี้ สะท้อนทิศทางอาหารยุคใหม่ของอุตสาหกรรมอาหารโลก งาน IFT FIRST 2026 เป็นงานแสดงสินค้าประจำปีด้านวิทยาศาสตร์อาหารและนวัตกรรมอาหาร รวบรวมผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัย และผู้ประกอบการจากอุตสาหกรรมอาหารทั่วโลกเพื่อแลกเปลี่ยนนวัตกรรมและแนวโน้มสำคัญของอาหารแห่งอนาคต จัดโดย Institute of Food Technologists ปีนี้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 12–15 กรกฎาคม 2026 ณ อาคารแสดงสินค้า McCormick Place นครชิคาโก รัฐอิลลินอย ประเทศสหรัฐอเมริกา ปีหน้างานกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่11–14 กรกฎาคม 2027 ณ สถานที่เดิม
เทรนด์หลักที่โดดเด่นในงานปีนี้ สะท้อนทิศทางอาหารยุคใหม่ ได้แก่
โปรตีนและใยอาหาร: คู่ใหม่ของโภชนาการยุค GLP-1
( ยา GLP-1 ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและลดความหิว รักษาเบาหวานและลดน้ำหนักที่ได้รับความสนใจอย่างมากในปัจจุบัน)
โปรตีน ยังคงเป็นหนึ่งในจุดขายสำคัญของผลิตภัณฑ์อาหาร แต่แนวโน้มใหม่ คือ การจับคู่กับใยอาหาร เพื่อเพิ่มความหนาแน่นทางโภชนาการ และตอบโจทย์ผู้บริโภคที่รับประทานอาหารน้อยลงจากการใช้ยา GLP-1 ซึ่งต้องการสารอาหารที่ช่วยให้อิ่มนาน รักษามวลกล้ามเนื้อ สนับสนุนระบบทางเดินอาหาร และช่วยเติมน้ำให้ร่างกาย
บริษัท Ingredion (ผู้นำระดับโลกด้าน Ingredient Solutions สำหรับอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม) ได้นำเสนอแนวคิดอาหารที่รวมโปรตีน ใยอาหาร และเนื้อสัมผัสเข้าด้วยกัน ผ่านผลิตภัณฑ์ Miso Tomato Pie Pasta Crisp ที่ให้โปรตีน 6 กรัมและใยอาหาร 5 กรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค พร้อมใช้แป้งฟังก์ชันเพื่อช่วยแก้ปัญหาความเปราะแตกของขนมขบเคี้ยวโปรตีนสูง
ในขณะที่บริษัท Manildra Group นำเสนอขนมปัง Pistachio Swirl Breakfast Bread ที่ใช้โปรตีนจากข้าวสาลีและใยอาหารจากแป้งข้าวสาลี โดย Sammi Meyers ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ กล่าวว่า “ใยอาหารคือโปรตีนตัวใหม่” เนื่องจากผู้บริโภคต้องการได้รับประโยชน์จากสารอาหารหลายด้านในมื้ออาหาร ขณะเดียวกันโปรตีนได้ขยายจากตลาดโภชนาการสำหรับนักกีฬาเข้าสู่สินค้าอาหารทั่วไปมากขึ้น โดยแบรนด์จำนวนมากมี การนำโปรตีนเป็นจุดขายหลัก แม้ว่าผู้บริโภคจะให้ความสำคัญกับประโยชน์ที่จับต้องได้ เช่น ความอิ่ม พลังงาน การควบคุมน้ำหนัก และการสูงวัยอย่างมีสุขภาพดี
2. โปรตีนรูปแบบใส ตอบโจทย์ความเบาและความสดชื่น
อีกหนึ่งทิศทางสำคัญ คือ การเปลี่ยนภาพลักษณ์ของโปรตีนจากผลิตภัณฑ์เข้มข้น เช่น เชคหรือบาร์ ไปสู่รูปแบบที่เบา ดื่มง่าย และโปร่งใสมากขึ้น ทั้งในเครื่องดื่ม ของหวานแช่แข็ง และขนมขบเคี้ยว โดยบริษัท PURIS เปิดตัว ClearP Protein โปรตีนถั่วลันเตาไฮโดรไลซ์สำหรับเครื่องดื่มใส โดยนำเสนอในรูปแบบเครื่องดื่ม สตรอว์เบอร์รีเลมอนเนด ที่ให้โปรตีน 15 กรัม พร้อมจุดเด่นด้านโปรตีนจากพืช Non-GMO และไม่มีสารก่อภูมิแพ้หลัก 9 ชนิด ตัวอย่างอื่น ได้แก่ Clear Protein Freezer Pops จากบริษัท Nura ที่รวมโปรตีนวีแกน 8 กรัมและใยอาหาร 4 กรัม รวมถึงแนวคิดเจลาตินโปรตีนสูงจากบริษัท Univar Solutions และเครื่องดื่มโซดาโปรตีนผสม พรีไบโอติกจากบริษัท Cargill
แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุค GLP-1 ที่ต้องการเพิ่มโปรตีน ใยอาหาร และ ความสดชื่น โดยไม่รู้สึกหนักเหมือนผลิตภัณฑ์โปรตีนแบบเดิม โอกาสของผู้ผลิต คือ การทำให้โปรตีนเข้าถึงง่าย สนุก และเหมาะกับชีวิตประจำวันมากขึ้น
3. Clean Label ยุคใหม่: จากเปลี่ยนส่วนผสมสู่การรักษาประสิทธิภาพ
แนวคิด Clean Label ในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่แค่การนำส่วนผสมบางชนิดออก แต่ต้องสามารถรักษาคุณภาพผลิตภัณฑ์ในทุกด้าน ทั้งรสชาติ เนื้อสัมผัส สี อายุการเก็บรักษา ความปลอดภัย และต้นทุนการผลิต
สีธรรมชาติยังเป็นประเด็นสำคัญ หลังผู้บริโภคและหน่วยงานกำกับดูแลเพิ่มความสนใจต่อสีสังเคราะห์ โดยบริษัท FUL Foods ระบุว่า อุตสาหกรรมได้เปลี่ยนจากช่วงทดลองค้นหาส่วนผสม ไปสู่การพิจารณาด้านราคาและกำลังการผลิต
บริษัท GNT Group นำเสนอสีธรรมชาติ EXBERRY จากพืช ขณะที่บริษัท Phytolon แสดงนวัตกรรมสีอาหารจากกระบวนการหมักแบบแม่นยำ โดยเน้นความคงตัวต่อความร้อน ค่า pH และความต่อเนื่องของ ซัพพลายเชน
แนวคิด Clean Label ยังครอบคลุมสารกันเสียและส่วนผสมเชิงหน้าที่ โดยบริษัท A&B Ingredients นำเสนอสารสกัด Rowanberry Extract เป็นทางเลือกแทนสารกันเสียสังเคราะห์ ขณะที่บริษัท WTI เน้นระบบถนอมอาหารจากธรรมชาติ เช่น สารต้านจุลชีพจากน้ำส้มสายชู สารต้านอนุมูลอิสระจากโรสแมรี และทางเลือกฟอสเฟตจากมะนาว
นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญในงานยังชี้ว่า การเปลี่ยนไปใช้ส่วนผสมธรรมชาติจำเป็นต้องเข้าใจบทบาทของ แต่ละองค์ประกอบอย่างลึกซึ้ง เพราะส่วนผสมเหล่านี้อาจมีผลต่ออายุสินค้า ผลผลิต รสชาติ และคุณภาพโดยรวม
ข้อคิดเห็น
แนวโน้มจาก IFT FIRST 2026 ชี้ให้เห็นว่า โอกาสของผู้ประกอบการไทยในตลาดสหรัฐฯ ไม่ได้อยู่เพียงการส่งออกอาหารที่มีชื่อเสียง แต่ต้องก้าวสู่การเป็นผู้พัฒนาอาหารสุขภาพที่มีนวัตกรรม โดยใช้จุดแข็งด้านวัตถุดิบไทย ผสมผสานกับเทคโนโลยีอาหารสมัยใหม่
แนวทางสำคัญที่ทั้งภาครัฐ และเอกชนของไทย ควรพิจารณาเร่งดำเนินการ ได้แก่ การเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบไทยด้วยโปรตีนและใยอาหาร การพัฒนาอาหารไทยในรูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์สุขภาพและพฤติกรรมผู้บริโภคสหรัฐฯ และการลงทุนด้าน Clean Label, การวิจัย R&D และมาตรฐานการผลิตเพื่อแข่งขันในตลาดโลก
หากผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัวจากผู้ผลิตอาหาร เป็นผู้สร้างโซลูชันด้านโภชนาการ จะเพิ่มศักยภาพและโอกาสในการเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ ในกลุ่มสินค้าที่มีมูลค่าสูงขึ้นและเติบโตได้อย่างยั่งยืนมากกว่า
การต่อยอดจุดแข็งด้านวัตถุดิบเกษตรของไทยสู่อาหารฟังก์ชัน ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น การสร้างความได้เปรียบด้านวัตถุดิบ เช่น ข้าว ถั่ว ธัญพืช ผลไม้ และพืชสมุนไพร โดยหันไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการมากกว่าอาหารแปรรูปทั่วไป
การสร้างผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์สุขภาพ เช่น ขนมขบเคี้ยวโปรตีนสูง น้ำตาลต่ำ ใยอาหารสูง เครื่องดื่มสมุนไพรไทยที่เพิ่มโปรตีนหรือพรีไบโอติกจะช่วยให้สินค้าไทยสามารถแข่งขันในตลาด Mainstream ของสหรัฐฯ ได้ โดยไม่จำกัดอยู่เฉพาะตลาดอาหารเอเชีย