
โรงงานแห่งหนึ่งในภาคกลางของจีนซึ่งเคยพึ่งแรงงานในการปรับตารางการผลิตและแก้ปัญหาหน้างาน ปัจจุบันถูกบริหารด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ตั้งแต่การจัดสรรงาน การควบคุมคุณภาพ จนถึงการเพิ่มประสิทธิภาพแบบเรียลไทม์ เครื่องจักรสามารถทำงานประสานกันและตัดสินใจเองผ่านการวิเคราะห์ข้อมูล แนวคิดนี้สะท้อนนโยบาย “AI Plus” ของจีน ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของจีน ฉบับที่ 15 (ปี 2026–2030) ซึ่งมองว่า AI เป็นเทคโนโลยีอเนกประสงค์ระดับเดียวกับไฟฟ้าและอินเทอร์เน็ต ช่วยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ สร้าง “พลังการผลิตคุณภาพใหม่” ด้วยนวัตกรรม การจัดสรรทรัพยากรอย่างแม่นยำ และการยกระดับอุตสาหกรรมเชิงลึก แทนการพึ่งพาแรงงานต้นทุนต่ำเพียงอย่างเดียว
ผลกระทบดังกล่าวเห็นได้ชัดในอุตสาหกรรมดั้งเดิมของจีน ซึ่งยังคงมีสัดส่วนมากกว่า 80% ของผลผลิตในภาคการผลิต และเป็นเสาหลักของเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ แทนที่ AI จะเข้ามาแทนที่อุตสาหกรรมเหล่านี้ “AI Plus” กลับช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและยืดอายุการแข่งขันของภาคส่วนดังกล่าว โดยแต่ละภูมิภาคดำเนินแนวทางที่เหมาะสมกับตนเอง เช่น มณฑลเจ้อเจียงส่งเสริมโมเดลขนาดใหญ่เฉพาะอุตสาหกรรม ผ่านการประสานงานระหว่างชิปและแม่พิมพ์อุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิด มณฑลกวางตุ้งดำเนินโครงการ “ร้อยอุตสาหกรรม พันโมเดล” ในการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ “โมเดลอุตสาหกรรม”สร้างระบบมาตรฐานและแพลตฟอร์มอัจฉริยะครอบคลุมหลายภาคส่วน เพื่อผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลในห่วงโซ่การผลิตทั้งหมด ขณะที่กลุ่มเมืองอุตสาหกรรมในมณฑลหูหนาน กำลังยกระดับจากระบบอัตโนมัติระดับองค์กรเดี่ยว สู่ระบบอัจฉริยะระดับคลัสเตอร์อุตสาหกรรม โดยมีแพลตฟอร์มดิจิทัลร่วมสนับสนุน นอกจากนี้ นโยบาย “AI Plus” ยังขยายสู่บริการสาธารณะ รัฐบาลท้องถิ่นบางแห่งเปิดใช้ “AI Smart Service” ให้ประชาชนติดต่อราชการได้รวดเร็ว ลดขั้นตอน ลดการเดินทางซ้ำ และมีระบบจดจำเสียงตามสำเนียงท้องถิ่นเพื่อให้เข้าถึงประชาชนสูงวัยได้มากขึ้น ความเคลื่อนไหวนี้ มีความหมายสำคัญต่อประเทศไทยในฐานะประเทศคู่ค้าหลักของจีนและส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค ซึ่งสะท้อนความจำเป็นที่ผู้ส่งออกไทยต้องปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมจีน การที่จีนเร่งยกระดับอุตสาหกรรมด้วย AI ทำให้มาตรฐานการผลิตสูงขึ้น ทั้งด้านคุณภาพ ความรวดเร็ว และความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับ ผู้ส่งออกไทยโดยเฉพาะกลุ่มอาหาร เกษตรแปรรูป ชิ้นส่วนยานยนต์ และเคมีภัณฑ์ จำเป็นต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับระบบดิจิทัลและการเชื่อมต่อข้อมูล โรงงานจีนที่ใช้ AI ต้องการคู่ค้าที่ส่งมอบข้อมูลเรียลไทม์ มีมาตรฐานชัดเจน และพร้อมเชื่อมต่อแพลตฟอร์มดิจิทัล ซึ่งเป็นทั้งแรงกดดันและโอกาส กระแส AI Plus ยังเปิดช่องความร่วมมือด้านเทคโนโลยี ไทยสามารถใช้ความเชี่ยวชาญของจีนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ระบบคลาวด์ และโซลูชัน AI สำหรับภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC ที่มุ่งส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมาย หากเชื่อมโยงกับบริษัทเทคโนโลยีจีนที่มีประสบการณ์ จะช่วยเร่งยกระดับผลิตภาพของไทย นอกจากนี้ AI ยังมีบทบาทในเกษตรกรรม การท่องเที่ยว และบริการ เทคโนโลยีวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ช่วยคาดการณ์ผลผลิต จัดการน้ำและปุ๋ย ลดต้นทุนและเพิ่มคุณภาพสินค้า รวมทั้งระบบแนะนำเส้นทางและวิเคราะห์พฤติกรรมนักท่องเที่ยวจีนช่วยผู้ประกอบการออกแบบบริการให้สอดคล้องความต้องการของ อย่างไรก็ดี การพัฒนา AI ต้องควบคู่กับการลงทุนในชิป อัลกอริทึม โครงสร้างข้อมูล และกรอบกำกับดูแลที่ชัดเจน ไทยจำเป็นต้องสร้างบุคลากรดิจิทัล ยกระดับทักษะแรงงาน และลดความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยี เพื่อไม่ให้ SMEs ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ซึ่งจะช่วยเสริมความสามารถในการแข่งขันระยะยาวและกำหนดทิศทางเศรษฐกิจในอนาคต
ผลกระทบด้านเศรษฐกิจต่อประเทศไทย และแนวทางการปรับตัวของภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการไทย
การเร่งพัฒนา “AI Plus” ของจีน จะยกระดับมาตรฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทาน ทำให้ผู้ส่งออกไทยต้องเผชิญการแข่งขันด้านคุณภาพ ความเร็ว และความโปร่งใสข้อมูลที่สูงขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ไทยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่มูลค่าใหม่ในอุตสาหกรรมอัจฉริยะ หากสามารถเชื่อมต่อระบบดิจิทัลและยกระดับมาตรฐานการผลิตได้ทัน ภาครัฐสามารถสนับสนุนการปรับตัวด้วยการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล สนับสนุนการพัฒนา AI ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย และสร้างกรอบกำกับดูแลข้อมูลที่ชัดเจนควบคู่การพัฒนาทักษะแรงงานยุคใหม่ ภาคเอกชนขนาดใหญ่ต้องเร่งเปลี่ยนผ่านองค์กรสู่ Smart Manufacturing และใช้ข้อมูลขับเคลื่อนการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ ขณะที่ SMEs ควรเริ่มจากการประยุกต์ใช้ AI ที่เข้าถึงได้ เช่น ระบบวิเคราะห์ยอดขาย บริหารสต็อก และการตลาดดิจิทัล ผู้ประกอบการไทยควรมองจีนไม่เพียงเป็นคู่แข่ง แต่เป็นพันธมิตรด้านเทคโนโลยีและตลาดขนาดใหญ่ การสร้างความร่วมมือวิจัย พัฒนาแพลตฟอร์มร่วม และยกระดับมาตรฐานสินค้าให้สอดคล้องระบบอัจฉริยะ จะเป็นกุญแจสำคัญ หากไทยปรับตัวได้อย่างเป็นระบบ AI จะไม่ใช่แรงกดดัน แต่จะกลายเป็นเครื่องมือเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน และขยายโอกาสทางการค้าในระยะยาว
..........................................................
แหล่งข้อมูล
https://www.chinadaily.com.cn/a/202603/03/WS69a615c9a310d6866eb3b2a1.html