fb
ส่องทิศทางอุตสาหกรรมทุเรียนจีน ทำอย่างไรให้ทุเรียนไทยครองใจตลาดจีน
โดย
Boochita
ลงเมื่อ 15 มิถุนายน 2569 14:51
สคต. ณ เมืองชิงต่าว (จีน) (TTC, Qingdao (China))
11

ตลาดการบริโภคผลไม้ในสาธารณรัฐประชาชนจีนมีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของพฤติกรรมผู้บริโภค ซึ่งยกระดับสู่ การบริโภคเชิงคุณภาพ และพัฒนาไปสู่ การบริโภคเพื่อความพึงพอใจทางอารมณ์ ส่งผลให้ ทุเรียนซึ่งเป็นผลไม้ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูงและมีอัตราการซื้อซ้ำในระดับสูง  ยกระดับจากสินค้าเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) ขึ้นเป็นผู้นำตลาดผลไม้นำเข้าของจีน (Mass Premium) อย่างเต็มตัว

 

1. ปัจจัยขับเคลื่อนระบบนิเวศอุตสาหกรรม การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของอุตสาหกรรมทุเรียนในจีน เกิดจากปัจจัยหนุน 4 ด้านหลัก ได้แก่

  • ด้านเศรษฐกิจ (Economic) การเพิ่มขึ้นของรายได้ประชากรเฉลี่ยต่อบุคคลผลักดันอุปสงค์ในกลุ่มผลไม้มูลค่าสูง ทุเรียนกลายเป็นหมวดสินค้าที่สร้างอัตรากำไรขั้นต้นสูงที่สุดในธุรกิจค้าปลีกผลไม้

  • ด้านนโยบาย (Political/Policy) การใช้ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) และเขตการค้าเสรีจีน-อาเซียน ช่วยลดกำแพงภาษีนำเข้าอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการเปิดให้บริการเส้นทางรถไฟจีน-ลาว และจีน-ไทย ช่วยลดระยะเวลาและต้นทุนการขนส่งข้ามพรมแดนอย่างมีนัยสำคัญ

  • ด้านเทคโนโลยี (Technological) ความก้าวหน้าของระบบโลจิสติกส์โซ่ความเย็น (Cold Chain Logistics) และเทคโนโลยีการแช่แข็งด้วยไนโตรเจนเหลว (Liquid Nitrogen Freezing) ช่วยลดอัตราการสูญเสีย (Loss Rate) ระหว่างขนส่ง และขยายรูปแบบผลิตภัณฑ์จากผลไม้สดไปสู่ผลิตภัณฑ์แช่แข็งและแปรรูป เช่น เค้กลาวาทุเรียน กาแฟทุเรียน และไอศกรีมทุเรียน ซึ่งเป็นกลุ่มที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง

  • ด้านสังคมและพฤติกรรมผู้บริโภค (Socio-Cultural) กระแสความนิยมในสื่อสังคมออนไลน์และแพลตฟอร์มวิดีโอสั้น ผ่านการรีวิว “กล่องสุ่มทุเรียน” สร้างความสนุกในกลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ Gen Z และ มิลเลนเนียล ประกอบกับกระแสคาเฟ่ ร้านขนมที่ออกเมนูทุเรียนบิงซูที่กำลังเป็นกระแสในช่วงหน้าร้อนของจีน

 

 

2. โครงสร้างห่วงโซ่อุปทานทุเรียน แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่

2.1 ต้นน้ำ (ภาคการผลิต) ประกอบด้วยเกษตรกรและสวนทุเรียน ด้านอุปทาน (Supply Side) โดยมี ไทย เวียดนาม มาเลเซีย เป็นผู้เล่นหลัก กล่าวได้ว่า ไทยคือฐานหลัก มาเลเซียสร้างจุดเด่นพรีเมี่ยม เวียดนามเน้นความคุ้มค่าโดยพันธุ์หมอนทอง (ไทย) และมูซานคิง (มาเลเซีย) เป็นสองสายพันธุ์หลักที่เป็นที่นิยม โดยมูซานคิงแบบสุกคาต้นมีภาพลักษณ์เป็นที่จดจำในตลาดระดับพรีเมี่ยม ส่วนหมอนทองเป็นที่นิยมในตลาดระดับกลาง

ประเทศผู้ส่งออก

ตำแหน่งทางการตลาด

จุดเด่น / กลยุทธ์

ไทย

ผู้นำตลาดเชิงมูลค่า (Value Leader)

ครองส่วนแบ่งตลาดและมูลค่าการค้าสูงที่สุด แบรนด์มีความน่าเชื่อถือสูง

มาเลเซีย

ตลาดระดับบน (Super Premium)

เน้นสายพันธุ์มูซานคิง แบบสุกคาต้น หรือแช่แข็งทั้งลูก สร้างภาพลักษณ์พรีเมี่ยม

เวียดนาม

ตลาดระดับกลาง-ล่าง (Mass Market)

เน้นพันธุ์ก้านยาว เจาะตลาดด้วยความคุ้มค่าด้านราคาและระยะทางขนส่ง

จีน (ไห่หนาน/ยูนนาน)

สินค้าทดแทนในอนาคต (Import Substitution)

อยู่ในระยะเริ่มต้นของการปลูกเชิงพาณิชย์ แต่อัตราการเติบโตสูง

 

2.2 กลางน้ำ (การค้าและการขนส่ง) กลุ่มผู้นำเข้า ผู้ค้าส่ง และผู้ให้บริการขนส่งห่วงโซ่ความเย็น (Cold Chain

2.3 ปลายน้ำ (ช่องทางค้าปลีก) ครอบคลุมตั้งแต่ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านแฟรนไชส์ ไปจนถึงอีคอมเมิร์ซและไลฟ์สตรีมมิง (E-commerce/Live-streaming) โดยโครงสร้างผลกำไรของอุตสาหกรรมทุเรียนกำลังเคลื่อนย้ายจาก กลางน้ำไปสู่ปลายน้ำ” ผู้ประกอบการที่สามารถสร้างมูลค่าแบรนด์ (Brand Value) และเข้าถึงข้อมูลผู้บริโภคโดยตรง ผ่านช่องทางออนไลน์แบบไลฟ์สตรีมมิง จะเป็นผู้ควบคุมผลกำไรที่ใหญ่ที่สุด

 

3. โครงสร้างด้านอุปสงค์ (Demand Side) 

  • กลุ่มเป้าหมาย: ผู้บริโภคหลักคือกลุ่มสตรีวัยรุ่นและวัยทำงานที่มีกำลังซื้อสูงในเมืองระดับ 1 (Tier 1) และกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในเมืองระดับรอง (Tier 2-3) ขณะที่สัดส่วนผู้บริโภคเพศชายมีอัตราการขยายตัวเร่งขึ้น

  • พฤติกรรมการซื้อ: เปลี่ยนจากการบริโภคเพื่อทดลอง (Trial Purchase) เป็นการบริโภคในชีวิตประจำวัน (Routine Consumption) ยินดีจ่ายราคาพรีเมียมเพื่อแลกกับคุณภาพที่ได้มาตรฐาน

 

4. ปัญหาและอุปสรรคสำคัญในอุตสาหกรรมทุเรียน

4.1 ความไม่เสถียรของภาพลักษณ์สินค้า สินค้าผลสดขาดมาตรฐานที่เป็นระบบสากล เช่น ฉลากการรับรองคุณภาพ และการตรวจสอบย้อนกลับ ฯลฯ

4.2 ต้นทุนโลจิสติกส์ระบบ Cold Chain มีต้นทุนคงที่สูง และมีความเสี่ยงจากการเน่าเสียระหว่างทาง โดยเฉพาะการรอผ่านด่านในช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดมากในช่วงเมษายน – พฤษภาคม และการขนส่งขึ้นสู่ตอนเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือของจีนซึ่งใช้เวลานานกว่า

4.3 ความผันผวนของราคา โดยเฉพาะราคาผลสดมีความผันผวนตามฤดูกาลและปริมาณผลผลิตในแต่ละปี รวมทั้งศักยภาพของผู้นำเข้ารายใหญ่ซึ่งมีความได้เปรียบด้านราคา การแข่งขันตัดราคาในกลุ่มพ่อค้าคนกลาง ส่งผลให้ผู้ประกอบการรายย่อยมีความเสี่ยงทางการเงินสูง

 

5. คาดการณ์ทิศทางนวัตกรรมและแนวโน้มอุตสาหกรรมทุเรียน ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า

  • การบริโภคทุเรียนสดยังคงได้รับความนิยม มีการผลิตในประเทศจีนมากขึ้นจากนโยบายการค้าเสรีไห่หนานให้สิทธิประโยชน์ด้านที่ดินและภาษีสำหรับการปลูกทุเรียนในประเทศ

  • แนวโน้มการบริโภคขยายไปสู่ “ผลิตภัณฑ์แช่แข็งและผลิตภัณฑ์แปรรูป” เช่น เครื่องดื่ม เค้กลาวา กาแฟ และไอศกรีมทุเรียน ซึ่งจะได้รับความนิยมในตลาดมากขึ้น ประกอบกับการตลาดแบบอีคอมเมิร์ซและการขนส่งที่พัฒนาประสิทธิภาพมากขึ้น จะทำให้มีการขยายการบริโภคไปยังเมืองรองที่มีกำลังซื้อมากขึ้น

  • การเปลี่ยนผ่านจากสินค้าเกษตรกรรมดั้งเดิมไปสู่ สินค้าที่มีมาตรฐานการควบคุมขั้นสูง รวมทั้งการนำระบบตรวจสอบย้อนกลับด้วย Blockchain และการใช้ AI ในการคัดแยกเกรดและประเมินคุณภาพทุเรียนแบบอัจฉริยะ จะเข้ามาแทนที่การใช้แรงงานมนุษย์

  • การร่วมมือข้ามอุตสาหกรรม (Co-branding) ระหว่างธุรกิจเครื่องดื่ม/กาแฟ กับแบรนด์ทุเรียน จะกลายเป็นโมเดลธุรกิจปกติใหม่ (New Normal)

 

ความเห็นของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองชิงต่าว

จากสถิติล่าสุด (ปี 2569 ม.ค.-เม.ย.) พบว่าในปีนี้ทุเรียนไทยยังคงครองแชมป์อันดับ มีผลผลิตออกสู่ตลาดจีนมากขึ้นกว่าปีก่อน คิดเป็นมูลค่า 1,422.96 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 213.02 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน) และปริมาณ  2.88 แสนตัน (เพิ่มขึ้นร้อยละ 264.80 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ปัจจุบันทุเรียนเป็นผลไม้ที่สามารถหาซื้อได้ทั่วไปทั้งในซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านขายผลไม้ทั่วไป ตลาดนัด แผงลอยผลไม้ข้างทาง หรือแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทุเรียนจากประเทศไทย อย่างไรก็ดี หลังจากที่จีนอนุญาตให้ประเทศมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม กัมพูชา และสปป.ลาว ส่งออกทุเรียนสดมายังจีนได้ ประกอบกับผลผลิตทุเรียนจากมณฑลไห่หนานก็ได้ส่งผลกระทบต่อส่วนแบ่งตลาดทุเรียนไทยในจีนอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น การที่ทุเรียนไทยจะรักษาส่วนแบ่งตลาดจีนได้อย่างยั่งยืนจึงต้องมุ่งเน้นการพัฒนาอย่างยั่งยืนและการเพิ่มมูลค่า คือ การเปลี่ยนจากการขายปริมาณผลผลิตไปสู่การขายมาตรฐาน คุณภาพและแบรนด์ระดับกลาง-สูง เพื่อสร้างความแตกต่างจากทุเรียนเวียดนามและมาเลเซีย ในการนี้ ทุเรียนไทยจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์เพื่อรักษาเสถียรภาพและส่วนแบ่งทางการตลาดอย่างยั่งยืน ดังนี้

1) การเปลี่ยนผ่านจาก “การแข่งขันเชิงปริมาณ” สู่ “การบริหารเชิงคุณภาพและแบรนด์”

  • บังคับใช้มาตรฐานการเก็บเกี่ยวและการคัดเกรดอย่างเข้มงวด แยกเกรดพรีเมียม (Grade A) ออกจากเกรดทั่วไป (Grade B) อย่างเด็ดขาด 

  • เร่งวางระบบตรวจสอบย้อนกลับเชิงดิจิทัล (Traceability System) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยทางอาหาร

  • การสร้างภาพลักษณ์ตัวเอก ทุเรียนพรีเมี่ยม-สายพันธุ์ใหม่ เนื่องจากหมอนทองไทยแม้จะเป็นที่ยอมรับในด้านคุณภาพ แต่ไม่สามารถยกระดับภาพจำทุเรียนระดับกลางให้เทียบเท่ามูซานคิงของมาเลเซีย ซึ่งมีภาพจำแบบพรีเมี่ยมในสายตาของชาวจีน

  • การสร้างระบบการคัดกรองผู้ส่งออก เพื่อรองรับการร้องเรียนด้านคุณภาพและกำหนดกลไกป้องกันการกดราคาให้ต่ำ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในอุตสาหกรรมการส่งออกทุเรียนไทย และคุ้มครองผู้นำเข้ารายย่อยปลายทาง

2) การกระจายความเสี่ยงเชิงโครงสร้างผลิตภัณฑ์และตลาด

  • ลดการพึ่งพาการส่งออกผลสดเพียงอย่างเดียว เร่งพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปและแช่แข็ง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและลดความเสี่ยงจากมาตรการกักกันโรคและผลผลิตล้นตลาด

  • ขยายช่องทางการตลาดผ่าน Live-streaming เข้าสู่กลุ่มเมืองระดับรองของจีน ควบคู่ไปกับการเปิดตลาดส่งออกใหม่ๆ เพื่อลดการพึ่งพาตลาดจีนในลักษณะการผูกขาดรายเดียว

 

บทสรุป ทุเรียนในมุมมองเชิงทุนนิยมยุคใหม่ คือการเป็น สินค้าบริโภคเพื่อความสุขและการซื้อซ้ำในลักษณะเดียวกับกาแฟ” ยุทธศาสตร์สูงสุดของทุเรียนไทยในปัจจุบัน จึงไม่ใช่การแข่งขันด้านกลไกราคาต่ำ แต่คือการยกระดับแบรนด์ ทุเรียนไทย” (Thai Durian) ให้เป็นสัญลักษณ์ของสินค้าคุณภาพระดับพรีเมียมของโลก เช่นเดียวกับความสำเร็จของข้าวหอมมะลิไทย เพื่อสร้างกำแพงการแข่งขันที่แข็งแกร่งยั่งยืนในอนาคต

 

ที่มา

https://www.chinairn.com/news/20260512/145542978.shtml

Global Trade Atlas

Share :
Instagram