
1. ภาพรวมและแนวโน้มตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลผิว (Skin Care) ในประเทศสวีเดน
1.1 ภาพรวมตลาด (Market Overview)
ตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลผิว (Skin Care) ในประเทศสวีเดน ยังคงมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 มูลค่าตลาดค้าปลีกอยู่ที่ประมาณ 8,999 ล้านโครนสวีเดน (ประมาณ 931 ล้านเหรียญสหรัฐ) เติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 3 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สะท้อนให้เห็นถึงกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังคงมีเสถียรภาพ แม้ภาวะเศรษฐกิจโดยรวมยังมีความระมัดระวังในการใช้จ่าย ทั้งนี้ ตลาดได้รับแรงสนับสนุนจากจำนวนประชากรประมาณ 10.6 ล้านคน การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และกระแสการดูแลสุขภาพ (Preventive Health) ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยหมวดผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้าถือเป็นกลุ่มสินค้าหลักที่มีมูลค่าสูงสุด คิดเป็นมูลค่ากว่า 6,130 ล้านโครนสวีเดน (ประมาณ 636 ล้านเหรียญสหรัฐ) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของตลาดและความต้องการสินค้าที่มุ่งเน้นคุณภาพ ประสิทธิภาพ และการดูแลผิวระยะยาว
1.2 แนวโน้มตลาด (Market Trends)
แนวโน้มสำคัญของตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลผิวในสวีเดนกำลังเคลื่อนตัวไปสู่กลุ่มสินค้าพรีเมียม (Premiumisation) โดยผู้บริโภคให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมทางวิทยาศาสตร์และมีผลการวิจัยรองรับอย่างชัดเจน เช่น Peptides, Ceramides, Niacinamide และ Retinol ซึ่งช่วยส่งเสริมสุขภาพผิวในระยะยาวมากกว่าการแก้ไขปัญหาความงามในระยะสั้น คาดการณ์ว่าตลาดจะเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 5 ต่อปี (CAGR) และมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 11,229 ล้านโครนภายในปี 2573 (ประมาณ 1,162 ล้านเหรียญสหรัฐ) นอกจากนี้ กระแสความนิยมผลิตภัณฑ์จากเอเชีย โดยเฉพาะ K-Beauty จากเกาหลีใต้ยังคงส่งอิทธิพลอย่างต่อเนื่อง ผ่านผลิตภัณฑ์เนื้อบางเบา เน้นการเติมความชุ่มชื้น การฟื้นฟูเกราะป้องกันผิว (Skin Barrier) และการใช้ผลิตภัณฑ์หลายขั้นตอน (Multi-step Routine) ซึ่งกำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ในตลาดยุโรป
1.3 พฤติกรรมผู้บริโภค (Consumer Behaviour)
ผู้บริโภคชาวสวีเดนมีแนวโน้มเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อย่างรอบคอบมากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพ ส่วนผสม ความปลอดภัย และผลลัพธ์ระยะยาว มากกว่าการซื้อสินค้าตามกระแสหรือเน้นความแปลกใหม่ พฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบันสะท้อนความนิยมในแนวคิด Less but Better หรือการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์จำนวนน้อยแต่มีประสิทธิภาพสูง โดยนิยมผลิตภัณฑ์ที่มีหลายคุณสมบัติในชิ้นเดียว เช่น ให้ความชุ่มชื้น ป้องกันแสงแดด และชะลอวัยในผลิตภัณฑ์เดียวกัน นอกจากนี้ ผู้บริโภคยังให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์แบรนด์ ความยั่งยืน ความโปร่งใสของส่วนผสม และดีไซน์เรียบง่ายตามสไตล์ Scandinavian Lifestyle ขณะเดียวกัน การตัดสินใจซื้อได้รับอิทธิพลอย่างมากจากสื่อสังคมออนไลน์ รีวิวผลิตภัณฑ์ และแพลตฟอร์ม e-commerce โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับส่วนประกอบของสินค้า
1.4 สภาพการแข่งขันในตลาดสวีเดน (Competitive Landscape)
ตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลผิวในสวีเดนมีการแข่งขันค่อนข้างสูง และยังคงถูกครอบครองโดยผู้ประกอบการรายใหญ่ระดับโลกเป็นหลัก โดย L'Oréal ครองส่วนแบ่งตลาดอันดับหนึ่งที่ประมาณร้อยละ 19 ผ่านแบรนด์สำคัญ เช่น CeraVe, La Roche-Posay และ Lancôme รองลงมาคือ Beiersdorf ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 17 โดยมีแบรนด์หลัก ได้แก่ Nivea และ Eucerin ขณะเดียวกัน แบรนด์ท้องถิ่นและแบรนด์เฉพาะกลุ่มในสวีเดน เช่น CAIA Cosmetics และ Björk & Berries กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นจากจุดขายด้านความยั่งยืน ความโปร่งใสของส่วนผสม และภาพลักษณ์ Scandinavian Brand Identity นอกจากนี้ ช่องทางค้าปลีกแบบราคาประหยัด เช่น Normal และ Rusta ยังเพิ่มแรงกดดันด้านราคา ทำให้ตลาดมีการแข่งขันทั้งในกลุ่มพรีเมียม กลุ่มแมส และแบรนด์ออนไลน์เกิดใหม่อย่างต่อเนื่อง
1.4.1 แบรนด์จากสวีเดน อุตสาหกรรมความงามของสวีเดนมีจุดเด่นด้านการผสมผสานระหว่างนวัตกรรม คุณภาพ ความเรียบง่าย และความน่าเชื่อถือทางวิทยาศาสตร์ โดยแบรนด์สวีเดนจำนวนมากให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัย ใช้งานง่าย เหมาะกับผู้บริโภคหลากหลายกลุ่ม และสะท้อนภาพลักษณ์แบบสแกนดิเนเวียที่เน้นความเรียบง่ายแต่มีประสิทธิภาพ เช่น
• L:A Bruket เป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและดูแลร่างกายระดับพรีเมียมจากประเทศสวีเดน ก่อตั้งขึ้นในปี 2551 โดยได้รับแรงบันดาลใจจากวิถีชีวิตริมชายฝั่งทะเลของเมือง Varberg และภูมิปัญญาการดูแลผิวแบบสแกนดิเนเวีย แบรนด์มุ่งเน้นการใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติและสารสกัดจากพืชทะเล (Marine Botanicals) ควบคู่กับการพัฒนาสูตรที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวคิดความงามที่เรียบง่าย (Scandinavian Minimalism) และความยั่งยืน จึงได้รับความนิยมทั้งในประเทศสวีเดนและตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ คุณภาพสูง และการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน
• Maria Åkerberg เป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวจากประเทศสวีเดนที่ก่อตั้งขึ้นโดยมุ่งเน้นการใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติและเกษตรอินทรีย์ ควบคู่กับแนวคิดการดูแลผิวอย่างยั่งยืน (Sustainable Beauty) ผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ได้รับความนิยมในกลุ่มสปา คลินิกความงาม และผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพผิว โดยมีจุดเด่นด้านการใช้ส่วนผสมจากพืชธรรมชาติ ปราศจากสารเคมีที่อาจก่อให้เกิดการระคายเคือง พร้อมให้ความสำคัญกับความปลอดภัย คุณภาพ และการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคชาวสวีเดนที่ให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ธรรมชาติและความยั่งยืน
• IDUN Minerals เป็นแบรนด์ความงามของสวีเดนที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2554 โดยมีจุดเด่นด้านผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจากแร่ธาตุบริสุทธิ์สูง พัฒนาร่วมกับแพทย์ผิวหนังและนักวิจัยของสวีเดน ทำให้สินค้ามีภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยและเหมาะสำหรับผิวหลากหลายประเภท อีกทั้งยังจำหน่ายผ่านช่องทางร้านขายยาในสวีเดน ซึ่งช่วยเสริมความน่าเชื่อถือของแบรนด์
• Verso เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่สะท้อนแนวคิดความงามแบบวิทยาศาสตร์ โดยเปิดตัวในปี 2556 และมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ตอบโจทย์ความต้องการพื้นฐานของผิวในชีวิตประจำวัน แบรนด์ให้ความสำคัญกับส่วนผสมที่มีประสิทธิภาพ จำนวนส่วนผสมไม่ซับซ้อน และการใช้หลักวิทยาศาสตร์เป็นฐานในการพัฒนาสินค้า ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคสวีเดนที่นิยมผลิตภัณฑ์ที่มีเหตุผลรองรับและเห็นผลได้จริง
• &Other Stories ซึ่งอยู่ในเครือ H&M ได้ขยายบทบาทจากแบรนด์แฟชั่นสู่กลุ่มเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ความงาม โดยมีจุดเด่นด้านดีไซน์ที่ทันสมัย ราคาเข้าถึงได้ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์และแฟชั่นของผู้บริโภค แบรนด์มีสินค้าครอบคลุมทั้งริมฝีปาก คิ้ว ดวงตา และเล็บ และมีการปรับปรุงไลน์สินค้าอย่างสม่ำเสมอ จึงสามารถดึงดูดผู้บริโภครุ่นใหม่ได้ดี
2. ช่องทางการจัดจำหน่ายที่มีศักยภาพ
ช่องทางการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดูแลผิวในประเทศสวีเดนมีความหลากหลายและมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความน่าเชื่อถือ และความสะดวกในการเลือกซื้อสินค้า
• ในปี 2568 ร้านค้าปลีกที่ไม่ใช่ร้านจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค (Non-grocery Retailers) ยังคงเป็นช่องทางการจำหน่ายหลัก คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 56 ของมูลค่าการจำหน่ายทั้งหมด เนื่องจากผู้บริโภคนิยมเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ดูแลผิวจากร้านจำหน่ายเครื่องสำอางเฉพาะทาง (Beauty Specialists) และร้านขายยา (Pharmacies) ซึ่งมีภาพลักษณ์ด้านความน่าเชื่อถือ มีผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำ และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการทดสอบทางคลินิกหรือเหมาะสำหรับผิวบอบบาง โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์เวชสำอาง (Dermocosmetics) และผลิตภัณฑ์บำรุงผิวระดับพรีเมียม
• ร้านขายยาได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากผู้บริโภคให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมได้รับการรับรองทางวิทยาศาสตร์ มีความปลอดภัย และสามารถตอบโจทย์การดูแลสุขภาพผิวในระยะยาว เช่น Apoteket, Apotek Hjärtat, Kronans Apotek และ DOZ Apotek
• ขณะที่ร้านจำหน่ายเครื่องสำอางเฉพาะทางยังคงมีบทบาทสำคัญในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ แบรนด์เฉพาะกลุ่ม (Niche Brands) และผลิตภัณฑ์จากเอเชีย โดยเฉพาะกลุ่ม K-Beauty ซึ่งได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นจากการสื่อสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ การรีวิวจากผู้มีอิทธิพลทางความคิด (Influencers) และการให้ข้อมูลเกี่ยวกับส่วนผสมและประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์อย่างละเอียด เช่น Lyko, KICKS, SEPHORA และ Åhlens
• ช่องทางร้านค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภค (Grocery Retailers) มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 28 ของมูลค่าตลาด โดยยังคงเป็นช่องทางสำคัญสำหรับการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ใช้ประจำวัน เช่น ครีมบำรุงผิว โลชั่นทำความสะอาดผิว และโลชั่นบำรุงผิวกาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าจาก แบรนด์ที่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง อย่างไรก็ตาม การแข่งขันในช่องทางดังกล่าวมีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะจากร้านค้าปลีกราคาประหยัด (Discount Retailers) ที่นำเสนอสินค้า แบรนด์ชั้นนำในราคาที่แข่งขันได้ รวมถึงมีการหมุนเวียนสินค้าใหม่และแบรนด์เฉพาะกลุ่มอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้บริโภคมีทางเลือกเพิ่มขึ้นและเกิดการแข่งขันด้านราคามากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ร้านค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภค (Grocery Retailers) ในสวีเดนปัจจุบันมีมากกว่า 3,000 แห่ง โดยมีแบรนด์ซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ (major supermarket chains) ครองตลาด ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 3 เครือใหญ่ได้แก่
• บริษัท ICA Gruppen AB ประกอบด้วยซุปเปอร์มาร์เก็ต ICA Sweden (1,267 สาขา) แบ่งออกเป็น Maxi ICA Stormarknad (88 สาขา) ICA Kvantum (130 สาขา) ICA Supermarket (423 สาขา) ICA nära (626 สาขา)
• บริษัท Axfood (Axel Johnson) มีซูเปอร์มาร์เก็ตในเครือจำนวน 600 สาขา ประกอบด้วย Hemköp, Willys, Tempo, Urban Deli, Snabbgross, Eurocash, Handlar'n, City Gross และ Matöppet
• บริษัท Coop มีซูเปอร์มาร์เก็ต Coop ในเครือจำนวน 819 สาขา
• สำหรับช่องทางการค้าออนไลน์ (Retail E-commerce) มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 15 ของมูลค่าตลาด และยังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้อัตราการขยายตัวจะชะลอลงเมื่อเทียบกับช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยการเติบโตในปัจจุบันเกิดจากการพัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์ของผู้ค้าปลีกรายใหญ่ ร้านขายยา และร้านจำหน่ายเครื่องสำอางเฉพาะทาง ที่นำกลยุทธ์การจำหน่ายแบบ Omni-channel มาใช้ เพื่อเชื่อมโยงประสบการณ์การซื้อสินค้าระหว่างหน้าร้านและช่องทางออนไลน์ให้มีความสะดวกมากยิ่งขึ้น ทั้งยังช่วยขยายการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการข้อมูลผลิตภัณฑ์อย่างละเอียดก่อนตัดสินใจซื้อ โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มพรีเมียม เวชสำอาง และผลิตภัณฑ์เฉพาะทาง เช่น http://apotea.se/ และ http://ica.se/
3. การนำเข้าผลิตภัณฑ์ดูแลผิวของสวีเดน
3.1 การนำเข้าจากทั่วโลก ในปี 2568 สวีเดนนำเข้าสินค้าผลิตภัณฑ์ดูแลผิว ภายใต้รหัสศุลกากร 330499 มีมูลค่ารวม 582.16 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 8.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สะท้อนให้เห็นว่าตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลผิวของสวีเดนยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีแรงสนับสนุนจากความต้องการสินค้าดูแลผิวที่มีคุณภาพ มีส่วนผสมที่น่าเชื่อถือ และตอบโจทย์การดูแลสุขภาพผิวในระยะยาว
3.2 แหล่งนำเข้าสำคัญ ของสวีเดนในปี 2568 ได้แก่ ฝรั่งเศส มูลค่า 109.93 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 18.88% ของการนำเข้าทั้งหมด ขยายตัว 14.62% รองลงมา ได้แก่ เดนมาร์ก มูลค่า 78.23 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 13.44% หดตัว 14.99% และ เยอรมนี มูลค่า 44.09 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 7.57% หดตัว 14.85% ขณะที่เกาหลีใต้เป็นแหล่งนำเข้าอันดับที่ 4 มูลค่า 43.82 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวสูงถึง 47.40% สะท้อนอิทธิพลของกระแส K-Beauty และความนิยมผลิตภัณฑ์ดูแลผิวจากเอเชียในตลาดสวีเดน
3.3 แหล่งนำเข้าที่มีการขยายตัวโดดเด่น ได้แก่ ไอร์แลนด์ มูลค่า 37.05 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 114.42% เอสโตเนีย มูลค่า 22.48 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 115.13% และ ฟินแลนด์ มูลค่า 36.64 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 29.45% แสดงให้เห็นถึงบทบาทที่เพิ่มขึ้นของประเทศในยุโรปและกลุ่มนอร์ดิกในฐานะแหล่งกระจายสินค้าและฐานการค้าผลิตภัณฑ์ดูแลผิวเข้าสู่ตลาดสวีเดน
3.4 การนำเข้าจากไทย ในปี 2568 ไทยเป็นแหล่งนำเข้าอันดับที่ 34 ของสวีเดน มีมูลค่า 259,950 เหรียญสหรัฐ หดตัว 18.76% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และมีสัดส่วนเพียง 0.04% ของการนำเข้าทั้งหมด สะท้อนว่าผลิตภัณฑ์ดูแลผิวจากไทยยังมีสัดส่วนในตลาดสวีเดนค่อนข้างจำกัด อย่างไรก็ตาม ตลาดยังมีโอกาสสำหรับสินค้าไทย โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่สามารถชูจุดเด่นด้านส่วนผสมจากธรรมชาติ สมุนไพรไทย ผลิตภัณฑ์สปา ความยั่งยืน และการผลิตที่ได้มาตรฐานสากล เพื่อสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งในตลาด
4. งานแสดงสินค้าที่เกี่ยวข้องที่น่าสนใจ
4.1 งานแสดงสินค้า Scandinavian Beauty Expo เป็นงานแสดงสินค้าและการประชุมด้านความงามที่มุ่งเน้นกลุ่มธุรกิจคลินิกความงาม สปา ร้านเสริมสวย และผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมความงาม โดยรวบรวมผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้จัดจำหน่าย และผู้ให้บริการด้านความงาม เพื่อจัดแสดงนวัตกรรม ผลิตภัณฑ์ เครื่องมือและเทคโนโลยีใหม่ ตลอดจนเปิดโอกาสในการสร้างเครือข่ายธุรกิจและเจรจาการค้า ภายในงานยังมีการสัมมนา การสาธิตผลิตภัณฑ์ และการบรรยายโดยผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม โดยงานนี้มีกำหนดจัดขึ้นครั้งต่อไประหว่างวันที่ 1–2 กุมภาพันธ์ 2570 ณ เมืองโกเธนเบิร์ก (Göteborg) สวีเดน ข้อมูลเพิ่มเติมสามารถดูได้ที่ https://scandinavianbeautyexpo.com/
4.2 งานแสดงสินค้า Hud & Kosmetik (Skin & Cosmetics) เป็นงานแสดงสินค้าด้านผลิตภัณฑ์ดูแลผิว เครื่องสำอาง ความงาม และสปาที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของสวีเดน จัดขึ้นสำหรับผู้ประกอบการและผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมความงาม โดยเป็นเวทีในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ นวัตกรรม เทคโนโลยี และแนวโน้มล่าสุดของอุตสาหกรรม รวมถึงเปิดโอกาสให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้จัดจำหน่าย ร้านค้าปลีก ผู้เชี่ยวชาญด้านความงาม และสื่อมวลชนได้พบปะสร้างเครือข่ายและเจรจาธุรกิจ ทั้งนี้ งาน Hud & Kosmetik 2026 มีกำหนดจัดขึ้นครั้งต่อไประหว่างวันที่ 8–9 ตุลาคม 2569 ณ กรุงสตอกโฮล์ม สวีเดน ข้อมูลเพิ่มเติมสามารถดูได้ที่ https://www.hudochkosmetikmassan.se/Registration_Exhibitor_Happenings_Contacts
4.3 งานแสดงสินค้า Stockholm Beauty Week เป็นงานแสดงสินค้าและนวัตกรรมด้านความงาม เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว และสุขภาพที่สำคัญของสวีเดน จัดขึ้นปีละ 2 ครั้ง เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้จัดจำหน่าย ร้านเสริมสวย คลินิกความงาม ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง สื่อมวลชน อินฟลูเอนเซอร์ และผู้บริโภค พบปะเจรจาธุรกิจ พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมล่าสุดของอุตสาหกรรมความงาม ทั้งยังมีการจัดสัมมนา เวิร์กชอป และการประกวด Stockholm Beauty Week Award สำหรับผลิตภัณฑ์ความงามที่มีความโดดเด่น โดยกำหนดการจัดงานครั้งต่อไปกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 19 ตุลาคม 2569 ณ กรุงสตอกโฮล์ม สวีเดน คาดว่ามีผู้เข้าชมงานประมาณ 2,500–3,000 คน ข้อมูลเพิ่มเติมสามารถดูได้ที่ https://stockholmbeautyweek.se/hem/
4.4 งานแสดงสินค้า Formex เป็นงานแสดงสินค้าด้านการออกแบบ ของตกแต่งบ้าน ของใช้ในบ้าน ของขวัญ สิ่งทอ แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวกาย และผลิตภัณฑ์เดลิเคทเซน (Delicatessen) ที่ใหญ่ที่สุดในสวีเดน และเป็นเวทีสำคัญสำหรับการเจรจาการค้า การสร้างเครือข่ายธุรกิจ และการนำเสนอแนวโน้มการออกแบบใหม่ ๆ กำหนดจัดขึ้นปีละ 2 ครั้ง ณ ศูนย์แสดงสินค้า Stockholmsmässan กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน โดยครั้งถัดไปจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25–27 สิงหาคม 2569 ผู้เข้าร่วมงานประกอบด้วยผู้นำเข้า ผู้ค้าส่ง ผู้ค้าปลีก นักออกแบบ ผู้ผลิต สถาปนิก และผู้ซื้อจากประเทศนอร์ดิกและนานาชาติ ข้อมูลเพิ่มเติมสามารถดูได้ที่ formex.se
5. ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะสำหรับผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์ดูแลผิวไทย
• การมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์กระแสการดูแลสุขภาพผิวและตลาดพรีเมียม ตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลผิวของสวีเดนมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพผิวในระยะยาวมากกว่าการแก้ไขปัญหาความงามในระยะสั้น การมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูง ใช้ส่วนผสมที่มีงานวิจัยรองรับ และมีคุณสมบัติที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค เช่น ผลิตภัณฑ์ฟื้นฟูเกราะป้องกันผิว (Skin Barrier) ผลิตภัณฑ์ให้ความชุ่มชื้น ผลิตภัณฑ์ชะลอวัย และผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติหลายประการในชิ้นเดียว (Multifunctional Products) สามารถเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันในตลาดสวีเดนได้
• การสร้างจุดขายจากวัตถุดิบธรรมชาติ สมุนไพรไทย และแนวคิดด้านความยั่งยืน
ผู้บริโภคชาวสวีเดนให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ ความโปร่งใสของส่วนผสม และการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผู้ประกอบการไทยสามารถนำเสนอจุดเด่นของวัตถุดิบธรรมชาติและสมุนไพรไทย เช่น ข้าวหอมมะลิ มะพร้าว ว่านหางจระเข้ ขมิ้น หรือสมุนไพรไทยอื่นๆ ควบคู่กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ใช้บรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืน และมีการรับรองมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งและเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าไทยได้
• การให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามกฎระเบียบและมาตรฐานของสหภาพยุโรป การเข้าสู่ตลาดสวีเดนจำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎหมายเครื่องสำอางของสหภาพยุโรปอย่างเคร่งครัด ผู้ประกอบการควรเตรียมความพร้อมด้านเอกสารและการรับรองต่างๆ เช่น การจัดทำข้อมูลความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ (Product Information File: PIF) การแต่งตั้งผู้รับผิดชอบผลิตภัณฑ์ (Responsible Person) ภายในสหภาพยุโรป การแจ้งข้อมูลผ่านระบบ Cosmetic Product Notification Portal (CPNP) ตลอดจนการจัดทำฉลากและข้อมูลผลิตภัณฑ์เป็นภาษาสวีเดน รวมถึงหลีกเลี่ยงการกล่าวอ้างสรรพคุณที่เกินจริง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้นำเข้าและผู้บริโภค
• การสร้างแบรนด์และขยายเครือข่ายธุรกิจผ่านกิจกรรมส่งเสริมการค้า จากการศึกษาตลาดพบว่า ผู้บริโภคชาวสวีเดนให้ความสำคัญกับแบรนด์ที่มีอัตลักษณ์ชัดเจน มีเรื่องราวของสินค้า (Brand Story) และสามารถสื่อสารคุณค่าของผลิตภัณฑ์ได้อย่างน่าเชื่อถือ การสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่สะท้อนคุณภาพ และนวัตกรรมควบคู่กับการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าด้านความงามในสวีเดนและภูมิภาคนอร์ดิก เช่น Scandinavian Beauty Expo, Hud & Kosmetik และ Stockholm Beauty Week อาจสามารถสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ พบปะผู้นำเข้า ผู้จัดจำหน่าย และคู่ค้ารายใหม่ได้
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโคเปนเฮเกน
กรกฎาคม 2569