
การทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในภาคธุรกิจของตุรกี โดยในปี 2024 มีปริมาณการค้าในระบบดังกล่าวเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าร้อยละ 61.7 หรือคิดเป็นมูลค่า 3 ล้านล้านตุรกีลีร่า หรือประมาณ 69 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ บริษัทห้างร้านในตุรกีได้หันมาให้ความสำคัญกับการค้าขายด้วยระบบอีคอมเมิร์ซ โดยในประเทศตุรกีมีบริษัท ร้านค้าหรือองค์กรที่ดำเนินการด้านอีคอมเมิร์ซในตุรกีทั้งหมด 559,412 ราย ประกอบด้วย 1. ร้านค้าและองค์กรบนตลาดอีคอมเมิร์ซ 559,412 ราย 2. ร้านค้าที่จดทะเบียนร่วมกับ ETBIS 46,042 ราย 3. องค์กรที่ประกอบการทั้งบนเว็บไซต์และตลาด 54,683 ราย โดยสามารถแบ่งภาคธุรกิจที่มีการค้าด้วยระบบอีคอมเมิร์ซที่มีการใช้จ่ายมากที่สุด ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านและเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนขนาดเล็ก โดยมีมูลค่า 233 พันล้านตุรกีลีร่า ตามมาด้วยสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ 135 พันล้านตุรกีลีร่า และสินค้าประเภทเสื้อผ้า รองเท้า และเครื่องประดับที่ 127 พันล้านตุรกีลีร่า
ข้อมูลทั่วไป (Country Overview in 2024)
ข้อมูลขนาดเศรษฐกิจของประเทศ (GDP)
ข้อมูลสถิติเชิงภูมิศาสตร์ประชากร (Age/Gender/Education/Etc.)
ข้อมูลระดับรายได้ต่อหัวของประชากร (GDP per Capita)
ข้อมูลผู้ใช้งาน (Population/Internet Users/Mobile User/Online Shoppers)
ในปี 2026 อัตราการใช้อินเทอร์เน็ตของเพศชายอยู่ที่ 93.6% ขณะที่เพศหญิงอยู่ที่ 88.2%
ในปี 2026 ตุรกีมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือคิดเป็น 76.5% และมีการสมัครใช้บริการอินเทอร์เน็ตโทรศัพท์มากกว่า 99 ล้านบัญชี ซึ่งถือว่ามากกว่าจำนวนประชากรของประเทศ
ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์สามรายใหญ่ของตุรกีคือ Turkcell จำนวนผู้ใช้งาน 39.03 ล้านคน คิดเป็น 40% Turk Telekom จำนวนผู้ใช้งาน 30.81 ล้านคน คิดเป็น 31% Vodafone จำนวนผู้ใช้งาน 29.30ล้านคน คิดเป็น 29%
ข้อมูลระบุว่า ในช่วงต้นปี 2024 ประเทศตุรกีมีผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปจำนวน 54.30 ล้านคน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 86.8 ของประชากรทั้งหมดในกลุ่มอายุ 18 ปีขึ้นไป
ในช่วงต้นปี 2026 ประเทศตุรกีมีผู้ใช้งาน Facebook จำนวน 34.8 ล้านคน
รายงานจากสถาบันสถิติแห่งชาติตุรกีระบุว่า คนตุรกีนิยมใช้สื่อสังคมออนไลน์ คิดเป็น Instagram 89.5% WhatsApp 88.9% YouTube 78% Facebook 68.6% Tiktok 57.9% และ X 58.7%
ข้อมูลด้านโครงสร้างโทรคมนาคมและดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (Digital Infrastructure)
ความเร็วเฉลี่ยของอินเทอร์เน็ตโทรศัพท์เคลือที่ อยู่ที่ 73 Mbps
ความเร็วเฉลี่ยของอินเทอร์เน็ตบ้าน อยู่ที่ 65-70 Mbps
โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของตุรกีกำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ โดยเฉพาะเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบ 5G ในปี 2026 และการขยายเครือข่ายไฟเบอร์ออปติก
ภายใต้โครงการ "ระดมพลไฟเบอร์" ตุรกีได้ขยายโครงสร้างพื้นฐานจนมีความยาวเทียบเท่ากับการล้อมรอบโลกถึง 16 รอบ ความยาวรวม 657,000 กิโลเมตร (ณ สิ้นปี 2025) อัตราการเติบโต เติบโตประมาณ 11.7% ต่อปี การเข้าถึงครัวเรือน ครอบคลุมแล้วกว่า 34.3 ล้านครัวเรือน เป้าหมายปี 2028 รัฐบาลตั้งเป้าขยายโครงสร้างพื้นฐานให้ถึง 850,000 กิโลเมตร
ข้อมูลความเป็นอยู่และค่านิยมพฤติกรรมการกินอยู่ใช้ในภาพรวมของคนในประเทศ (Consumer Behaviors)
ภาพรวมและแนวโน้มการค้าออนไลน์ของประเทศ (E-Commerce Ecosystem Overview)
ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2023 มีปริมาณการค้าในระบบดังกล่าวเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 109.7 คิดเป็นมูลค่า
ข้อมูลสถิติจากกระทรวงพาณิชย์ของตุรกี (Ministry of Trade) และระบบ ETBİS (Electronic Commerce Information System) แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างผู้ประกอบการที่จดทะเบียนอย่างเป็นทางการกับผู้ประกอบการทั้งหมดในระบบนิเวศอีคอมเมิร์ซ สถิติล่าสุด (ข้อมูลปี 2024 - ต้นปี 2026) ตามรายงาน "E-Commerce Outlook in Türkiye" ฉบับล่าสุด ข้อมูลตัวเลขผู้ประกอบการมีการแบ่งประเภทไว้อย่างชัดเจน ผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซทั้งหมดรวมทุกรูปแบบ (Marketplace, Own Site, Social Commerce) โดยประมาณ 600,800 ราย ผู้ประกอบการที่ลงทะเบียนกับ ETBIS เฉพาะผู้ที่มีเว็บไซต์ของตัวเองหรือมีแพลตฟอร์มกลาง ประมาณ 35,000-40,000 ราย และผู้ประกอบการที่ขายผ่าน Marketplace อย่างเดียว ส่วนใหญ่เป็น SME ที่ขายผ่าน Trendyol, Hepsiburada ฯลฯ
การขายผ่าน Marketplace: ผู้ค้ากว่า 472,000 ราย ดำเนินธุรกิจผ่านแพลตฟอร์มกลางอย่างเดียว ซึ่งแพลตฟอร์มเหล่านั้น (เช่น Trendyol) เป็นผู้รับผิดชอบการลงทะเบียน ETBİS ในภาพรวมให้แล้ว
Social Commerce: กลุ่มที่ขายผ่าน Instagram หรือ Facebook ซึ่งยังคงเป็นโซนสีเทาในการกำกับดูแลผ่าน ETBİS
น่าสนใจว่ากลุ่ม "สายการบินและท่องเที่ยว" มีสัดส่วนมูลค่าสูงมาก (รวมกันกว่า 30%) แม้จำนวนผู้เล่นในตลาดจะน้อยกว่ากลุ่มแฟชั่น สะท้อนถึงมูลค่าต่อธุรกรรม (Ticket Size) ที่สูงกว่า
โอกาสของสินค้าไทย (Trend & Opportunity)
โอกาสของสินค้าไทยในตลาดตุรกีปี 2026 ถือว่าน่าสนใจมาก แม้ตุรกีจะเป็นฐานการผลิตที่แข็งแกร่งของภูมิภาค แต่สินค้าไทยหลายกลุ่มยังมีช่องว่างและ "แต้มต่อ" ที่สามารถเจาะตลาดได้ โดยเฉพาะผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซที่กำลังเติบโต ดังนี้
สถิติเปรียบเทียบ Online vs. Offline (2020 - 2026)

Ø พัฒนาการและจุดเปลี่ยนที่สำคัญ
Ø สรุปความแตกต่างของพฤติกรรม
ข้อมูลนี้สะท้อนว่าแม้อีคอมเมิร์ซจะโตเร็ว แต่ช่องทาง Offline ยังคงมีอิทธิพลสูง การใช้กลยุทธ์ "O2O" (Online-to-Offline) จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับแบรนด์ไทยที่ต้องการบุกตลาดนี้
มูลค่าการซื้อขายบนตลาดออนไลน์แบบ B2B / C2C /B2C (Domestic vs. Cross-Border)
ปัจจัยกำกับดูแลใหม่ (ปี 2026)
การยกเลิก Simplified Customs: ตั้งแต่มกราคม 2026 มีการยกเลิกพิธีการศุลกากรแบบง่ายสำหรับสินค้า B2C นำเข้า ทำให้สินค้าจากต่างประเทศ (เช่น จีน) ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบที่นานขึ้นและเสียภาษีในอัตราที่สูงขึ้น (30% สำหรับ EU และ 60% สำหรับนอก EU)
ข้อมูลพฤติกรรมของผู้บริโภคในการซื้อขายสินค้าและบริการออนไลน์ (Online Consumer Behaviors)
Ø อุปกรณ์และช่วงเวลาการใช้งาน
Mobile-First Nation: สมาร์ทโฟนคืออุปกรณ์หลัก โดยครองส่วนแบ่งการซื้อขายออนไลน์กว่า 70% ผู้บริโภคมักซื้อสินค้าผ่านแอปพลิเคชัน (App-based) มากกว่าการเข้าผ่านเว็บเบราว์เซอร์
ความถี่ในการซื้อ: ผู้บริโภคกลุ่มใหญ่ (43%) ช้อปปิ้งออนไลน์ อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง โดยกลุ่มสินค้าหลักคือ แฟชั่นและเครื่องประดับ (71%) ตามมาด้วยสินค้าอิเล็กทรอนิกส์
Ø ความคาดหวังด้านบริการ (Service Expectations)
ความเร็วคือหัวใจ (Need for Speed): การส่งสินค้าแบบ Same-day delivery กลายเป็นมาตรฐานใหม่ในเขตเมืองใหญ่อย่าง Istanbul และ Ankara หากแบรนด์ส่งช้ากว่าคู่แข่งจะเสียโอกาสทันที
ความโปร่งใส (Real-time Transparency): ลูกค้าต้องการระบบติดตามสถานะสินค้า (Tracking) ที่แม่นยำและเรียลไทม์ รวมถึงกระบวนการคืนสินค้า (Returns) ที่ต้องทำได้ง่ายและไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝง
Ø พฤติกรรมการชำระเงิน
Installment Culture: ผู้บริโภคนิยม การผ่อนชำระ แม้จะเป็นสินค้าที่มีมูลค่าไม่สูงนัก ผ่านระบบบัตรเครดิตที่มีคะแนนสะสม (Loyalty points)
การเติบโตของ Digital Wallets: ระบบกระเป๋าเงินดิจิทัลและ Buy Now Pay Later (BNPL) กำลังได้รับความนิยมสูงสุดในกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen Z) แทนที่การใช้เงินสดหรือบัตรเครดิตแบบเดิม
Cash on Delivery (COD): แม้จะลดลงแต่ยังมีสัดส่วนอยู่ประมาณ 9% โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ซื้อที่ยังกังวลเรื่องความปลอดภัยออนไลน์
5 อันดับแฟลตฟอร์ม / Social Media / ช่องทางที่นิยมใช้ซื้อขายสินค้าออนไลน์พร้อมสัดส่วน (Top 5 E-Marketplace & Market Share) (ในประเทศ vs. Cross-Border)
5 อันดับแอปพลิเคชันด้านอาหารและเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมสูงสุดในตุรกี
5 อันดับสินค้าที่นิยมซื้อออนไลน์ (Top 5 - Popular Products)
กลยุทธ์การทำประชาสัมพันธ์ / โปรโมทสินค้าที่นิยม 5 อันดับแรก (Marketing & Promotion Activities)
สินค้าที่ส่งออกมากที่สุดในตุรกีในปี 2026 โดยเรียงตามความนิยม 10 อันดับแรก (Export Products of Turkey)
3 อันดับ การชำระเงินออนไลน์ที่พบบ่อยที่สุดตามประเภทในตุรกี
5 อันดับช่องทางการขนส่งสินค้า (E-Logistics)
Aras Kargo ผู้นำตลาด: มีส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดในกลุ่มพัสดุอีคอมเมิร์ซ เน้นการใช้เทคโนโลยีคัดแยกอัตโนมัติและความครอบคลุมของจุดรับ-ส่งสินค้า (Aras Burası) ทั่วประเทศ
Yurtiçi Kargo ความเชื่อมั่นสูงสุด: เป็นบริษัทเอกชนรายแรกๆ ของตุรกี มีชื่อเสียงด้านความปลอดภัยและการส่งมอบสินค้าที่ตรงเวลา (Reliability) มีระบบ Tracking ที่แม่นยำ
MNG Kargo (DHL Group) ยกระดับสู่สากล: หลังจากถูกซื้อโดย DHL Group ในปี 2023 ทำให้ในปี 2026 MNG ได้ปรับมาตรฐานการบริการเข้าสู่ระดับสากลมากขึ้น โดยเฉพาะการเชื่อมต่อการขนส่งข้ามพรมแดน (Cross-border)
PTT Kargo เครือข่ายรัฐบาล: เป็นหน่วยงานภายใต้ไปรษณีย์ตุรกี มีจุดเด่นที่ค่าบริการย่อมเยาและเข้าถึงพื้นที่ห่างไกลได้ดีที่สุด เหมาะสำหรับร้านค้าที่เน้นประหยัดต้นทุน
Trendyol Express In-house Logistics: เป็นระบบขนส่งของแพลตฟอร์ม Trendyol เอง ซึ่งเติบโตเร็วมากจากการรองรับคำสั่งซื้อของตนเองเป็นหลัก เน้นความเร็วสูงสุดในเขตเมืองใหญ่
บริษัทชั้นนำในตลาดการขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ของตุรกี (E-Logistics)
ยักษ์ใหญ่ระดับประเทศ (The National Giants)
Aras Kargo:เป็นผู้นำอันดับ 1 ในด้านนวัตกรรมโลจิสติกส์ มีการนำ AI มาใช้ในการวางแผนเส้นทางและมีระบบคัดแยกพัสดุอัตโนมัติที่ทันสมัยที่สุดในภูมิภาค
Yurtiçi Kargo:ขึ้นชื่อเรื่องมาตรฐานการบริการและความเชื่อถือได้ (Reliability) มีฐานลูกค้าองค์กรและร้านค้าออนไลน์ขนาดใหญ่หนาแน่นที่สุด
ขนส่งในเครือแพลตฟอร์ม (Captive/In-house Logistics)
Trendyol Express:ระบบขนส่งของ Trendyol (เบอร์ 1 อีคอมเมิร์ซตุรกี) ซึ่งเน้นความเร็วระดับ "Next-day delivery" ในเมืองใหญ่ และมีจุดเด่นที่การใช้ข้อมูลจากแพลตฟอร์มมาบริหารจัดการคลังสินค้าแบบเรียลไทม์
Hepsijet:หน่วยงานโลจิสติกส์ของ Hepsiburada ที่เน้นบริการพรีเมียม เช่น การส่งสินค้าขนาดใหญ่และการติดตั้ง ณ จุดส่ง
ผู้เล่นระดับโลก (Global Powerhouses)
MNG Kargo (DHL Group):หลังจาก DHL เข้าซื้อกิจการ MNG ได้กลายเป็นหัวหอกสำคัญในการเชื่อมพัสดุจากตุรกีไปยังยุโรปและทั่วโลก โดยใช้เครือข่ายของ DHL เป็นตัวขับเคลื่อน
UPS Turkey & FedEx: ยังคงเป็นตัวเลือกหลักสำหรับสินค้ามูลค่าสูงและต้องการความปลอดภัยในระดับสากล รวมถึงการจัดการเอกสารศุลกากรที่ซับซ้อน
ผู้เชี่ยวชาญด้าน Last-mile & Quick Commerce
Getir (GetirYemek/GetirMarket): แม้จะเน้นอาหารและของชำ แต่โครงสร้างพื้นฐานด้านการส่งด่วนภายใน 15-30 นาทีของ Getir ถือเป็นมาตรฐานที่บีบให้บริษัทขนส่งพัสดุอื่นๆ ต้องเร่งพัฒนาความเร็วตาม
การค้าระหว่างประเทศไทยและตุรกี: สินค้าส่งออกและนำเข้าสำคัญ
ประเทศไทยมีการส่งออกสินค้าหลักไปยังตุรกี ซึ่งประกอบด้วย:
ในขณะที่สินค้านำเข้าหลักจากตุรกี ได้แก่:
ขั้นตอนการนำเข้าสินค้าแบบ Cross-Border E-Commerce (Flowchart)
A[ผู้ซื้อกดสั่งซื้อในแพลตฟอร์ม] --> B{ตรวจสอบมูลค่าสินค้า}
B -- ไม่เกิน 30 EUR --> C[เข้าเกณฑ์พัสดุรายย่อย]
B -- เกิน 30 EUR --> D[เข้าเกณฑ์นำเข้าปกติ/พาณิชย์]
C --> E[จัดส่งผ่าน Express Courier / PTT]
E --> F[พิธีการศุลกากรแบบย่อ]
F --> G[ชำระภาษีนำเข้า 30% หรือ 60%]
G --> H[Last-mile Delivery ถึงมือผู้ซื้อ]
D --> I[ต้องใช้บริษัทชิปปิ้ง/ตัวแทนออกของ]
I --> J[ยื่นใบขนสินค้าขาเข้าเต็มรูปแบบ]
J --> K[ชำระอากรขาเข้า + VAT + ภาษีพิเศษ]
K --> H
ข้อสังเกต/ข้อควรระวังในการทำการค้าออนไลน์ (Things to Knows)
กฎระเบียบและภาษี (Regulatory & Tax Risks)
ภาษีนำเข้าพัสดุรายย่อย: ต้องระวังเกณฑ์มูลค่า 30 ยูโร หากสินค้าจากไทยมีมูลค่าเกินนี้ ลูกค้าในตุรกีจะต้องเสียภาษีในอัตราพาณิชย์ที่สูงมาก (60% สำหรับสินค้านอก EU) และขั้นตอนจะยุ่งยากทันที
กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (KVKK): ตุรกีมีกฎหมายที่เข้มงวดคล้ายกับ GDPR ของยุโรป การเก็บข้อมูลลูกค้าเพื่อทำมาร์เก็ตติ้งต้องได้รับความยินยอมอย่างชัดเจน มิฉะนั้นอาจโดนค่าปรับมหาศาล
การจดทะเบียน ETBİS: หากคุณเปิดเว็บไซต์ขายของเองในตุรกี (ไม่ใช่แค่ฝากขายใน Marketplace) คุณต้องจดทะเบียนกับระบบข้อมูลอีคอมเมิร์ซของรัฐบาลตามกฎหมาย
ความผันผวนทางเศรษฐกิจ (Economic Volatility)
ค่าเงินลีราตุรกี (TRY): ค่าเงินมีความผันผวนสูง การตั้งราคาสินค้าต้องมีการวางแผนรองรับความเสี่ยง (Hedging) หรือปรับราคาให้สอดคล้องกับต้นทุนนำเข้าที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
ภาวะเงินเฟ้อ: ส่งผลต่อกำลังซื้อและพฤติกรรมการเปรียบเทียบราคา ผู้บริโภคจะไวต่อส่วนลดและโปรโมชั่นมากเป็นพิเศษ
โลจิสติกส์และการส่งคืนสินค้า (Logistics & Returns)
ความคาดหวังเรื่องความเร็ว: ผู้ซื้อชาวตุรกีคาดหวังการส่งของที่เร็วมาก หากใช้การส่งจากไทยโดยตรง (Cross-border) ต้องแจ้งระยะเวลาที่ชัดเจน เพื่อป้องกันการยกเลิกคำสั่งซื้อกลางคัน
อัตราการคืนสินค้าสูง: โดยเฉพาะกลุ่มแฟชั่นและเครื่องสำอาง การจัดการ Reverse Logistics (การส่งคืนสินค้ากลับไทย) มีค่าใช้จ่ายสูงมาก ควรมีตัวแทนหรือคลังสินค้าในตุรกีเพื่อจัดการส่วนนี้
วัฒนธรรมและพฤติกรรมการชำระเงิน
ความไว้วางใจ (Trust): ผู้ซื้อในตุรกีมักไม่ซื้อจากเว็บที่ไม่คุ้นเคยหรือไม่มีรีวิว การมีหน้าเว็บภาษาตุรกีและการแสดงสัญลักษณ์ความปลอดภัย (SSL/ETBİS) เป็นเรื่องจำเป็น
ระบบผ่อนชำระ (Installments): เป็นปัจจัยหลักที่ช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้าที่มีราคาสูง หากระบบชำระเงินของคุณไม่รองรับการผ่อนผ่านบัตรเครดิตของธนาคารท้องถิ่น อาจเสียโอกาสทางการค้าได้
สินค้าต้องห้ามและมาตรฐานฮาลาล
สินค้าควบคุม: เครื่องสำอาง อาหารเสริม และเครื่องมือแพทย์ มีกฎระเบียบเฉพาะของกระทรวงสาธารณสุขตุรกี (TITCK) ซึ่งต้องมีการขออนุญาตก่อนนำเข้าแบบออนไลน์
มาตรฐานฮาลาล: แม้ตุรกีจะเป็นประเทศที่มีความทันสมัย (Secular) แต่ประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิม การมีเครื่องหมายฮาลาลที่น่าเชื่อถือบนสินค้าอาหารและเครื่องสำอางจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นได้ดีกว่า
ข้อมูลประกอบ
กฎหมาย กฎระเบียบและภาษีการประกอบธุรกิจออนไลน์ (Legal Framework, Regulations, Tax)
Ø การจดทะเบียนและใบอนุญาต (Mandatory Registrations)
Ø กฎระเบียบภาษี (Taxation Framework)
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและข้อมูลการติดต่อ (Relevant Government Agency and Contact Information)
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (Thai Trade Centre) ณ กรุงอังการา
Kazim Ozalp Mah. Mahatma Gandi Cad. No:17/8 Cankaya Ankara
+90 312 436 5868-69
สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา (Royal Thai Embassy, Ankara)
Koza Sokak No: 87, 06700 Gaziosmanpaşa/Ankara
ankara.thaiembassy.org
+90 312 437 4318
กระทรวงพาณิชย์ตุรกี (Ministry of Trade - T.C. Ticaret Bakanlığı)
Söğütözü Mah. Nizami Gencevi Cad. No: 63/1, 06530 Çankaya/Ankara
+90 312 204 7500
สำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICTA / BTK)
Eskişehir Yolu 10.Km No: 276, Çankaya/Ankara
+90 312 294 7100
หน่วยงานคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (KVKK)
www.kvkk.gov.tr
องค์กรภาคเอกชนและหอการค้า
สมาคมผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซตุรกี (ETİD - Electronic Commerce Business Association)
หอการค้าและสภาสินค้าโภคภัณฑ์แห่งตุรกี (TOBB)
www.tobb.org.tr
นโยบายของภาครัฐบาลในการสนับสนุนการค้าออนไลน์ (Government Policy and Support)
การส่งเสริมการส่งออกออนไลน์ (e-İhracat Support)
งบประมาณสนับสนุน: รัฐบาลจัดสรรงบประมาณกว่า 1.4 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2026 เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการค้า รวมถึงการส่งเสริมแบรนด์ตุรกีในตลาดสากล
สิทธิประโยชน์ทางภาษี: ผู้ประกอบการที่ส่งออกสินค้าหรือบริการผ่านระบบออนไลน์ (e-Export) สามารถได้รับสิทธิ ลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงถึง 80% ของรายได้ที่มาจากการส่งออก
การขยายตลาดเป้าหมาย: กระทรวงพาณิชย์ได้ประกาศขยายตลาดส่งออกเป้าหมายครอบคลุม 60 ประเทศ ภายใต้กลยุทธ์ "Far Countries Strategy" เพื่อลดการพึ่งพาตลาดเดิม
นโยบายคุมเข้มและปกป้องตลาด (Protectionism Measures)
การยกเลิกข้อยกเว้นภาษีมูลค่าต่ำ (€30): ตั้งแต่มกราคม 2026 รัฐบาลได้ยกเลิกข้อยกเว้นภาษีสำหรับพัสดุนำเข้าที่มีมูลค่าต่ำกว่า 30 ยูโร ทำให้ทุกชิ้นต้องเสียภาษีตั้งแต่นาทีแรก
การปรับขึ้นอัตราภาษีศุลกากร: มีการเรียกเก็บภาษีศุลกากรเพิ่มเติมสูงสุดถึงร้อยละ 48-60 สำหรับสินค้านำเข้านอกกลุ่มประเทศ EU เพื่อทำให้สินค้าที่ผลิตในตุรกีมีราคาที่แข่งขันได้มากขึ้น
การจัดเก็บภาษีรายได้ดิจิทัล: รัฐบาลเข้มงวดกับการตรวจสอบรายได้จากแพลตฟอร์มต่างชาติที่เข้ามาดำเนินกิจการในตุรกี โดยต้องเสียภาษีบนฐานรายได้ที่เกิดขึ้นจริงในประเทศ
การสร้างมาตรฐานและการศึกษา (Regulation & Education)
Digital Transformation ในแผนพัฒนาประเทศ: ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจระยะกลาง (MTP 2026-2028) รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) โดยมีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนอีคอมเมิร์ซให้ถึงร้อยละ 22-25 ของการค้าปลีกรวม
โครงการฝึกอบรมผู้ประกอบการ: กระทรวงพาณิชย์ได้เริ่มโครงการฝึกอบรมทั่วประเทศสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย (Esnaf) เพื่อให้มีความรู้ในการใช้เครื่องมืออีคอมเมิร์ซและระบบการชำระเงินดิจิทัลอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
กลยุทธ์ "Digital Turkey" และความร่วมมือระหว่างประเทศ
ความปลอดภัยของข้อมูล: มีการปรับปรุงกฎหมาย KVKK (คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล) ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ลงทุนและผู้บริโภค
ความเห็นของสำนักงาน
สินค้าที่มีศักยภาพหรือตัวอย่างกรณีศึกษาสินค้าไทย (Potential Products and / or Success Cases)
บริษัทไทยที่เข้าไปลงทุนในตุรกีในขณะนี้ (2026) ได้แก่
เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Turkey): เป็นผู้เล่นรายใหญ่ที่สุดของไทยในตุรกี ดำเนินธุรกิจมานานกว่า 30 ปี มีพนักงานท้องถิ่นกว่า 3,000 คน ครอบคลุมธุรกิจอาหารสัตว์ ฟาร์มไก่ และธุรกิจค้าปลีก รวมถึงการผลิตอาหารสำเร็จรูปภายใต้แนวคิด "Kitchen of the World"
อินโดรามา เวนเจอร์ส (Indorama Ventures): ยักษ์ใหญ่ด้านเคมีภัณฑ์ที่มีโรงงานผลิตเม็ดพลาสติก PET ขนาดใหญ่ในเมือง Corlu (ใกล้กับ Istanbul) และเพิ่งมีการปรับปรุงระบบการผลิตให้ทันสมัย (Modernization) ในช่วงปี 2025-2026 เพื่อรองรับความต้องการในตลาดยุโรป
ปตท.สผ. (PTTEP): แม้จะเน้นการลงทุนในอ่าวไทยเป็นหลัก แต่มีความร่วมมือทางยุทธศาสตร์กับบริษัท Valeura Energy ในโครงการสำรวจและผลิตก๊าซธรรมชาติในแอ่ง Thrace (Thrace Basin) ทางตะวันตกเฉียงเหนือของตุรกี
SCG (เอสซีจี): แม้จะเน้นตลาดอาเซียนเป็นหลัก แต่มีการขยายความร่วมมือด้านนวัตกรรมและ Startup ผ่านโครงการ "Open Innovation" เพื่อเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ในภูมิภาคยุโรปตะวันออกและตุรกีเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์
บริษัทในกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์: หลายบริษัทได้เข้าไปตั้งสำนักงานตัวแทนหรือร่วมทุนกับพาร์ทเนอร์ท้องถิ่น เพื่อรองรับห่วงโซ่อุปทานรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ตุรกีกำลังผลักดันอย่างหนักในปี 2026
การเตรียมตัวของผู้ประกอบการไทย (Preparation)
การเตรียมความพร้อมด้านกฎระเบียบและมาตรฐาน (Compliance)
มาตรฐานความปลอดภัยสินค้า (Product Safety): ตรวจสอบว่าสินค้าของคุณสอดคล้องกับประกาศกระทรวงพาณิชย์ตุรกีปี 2026 (Communiqué 2026/3 และ 2026/6) หรือไม่ โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอาหารที่ต้องผ่านการประเมินจากกระทรวงเกษตรและป่าไม้ของตุรกี
การจดสิทธิพิเศษ GSP: ตรวจสอบหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (EUR 1) และเงื่อนไขการใช้สิทธิ GSP ของตุรกีเพื่อลดภาระภาษีนำเข้า
การรับรอง Halal: สำหรับกลุ่มอาหารและเครื่องสำอาง การมีเครื่องหมายฮาลาลที่ได้รับความเชื่อถือในตุรกีเป็น "ใบเบิกทาง" สำคัญที่ช่วยให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคส่วนใหญ่ได้ทันที
การปรับตัวเข้าสู่ระบบนิเวศ E-Commerce ยุค 2026
การตั้งราคาสินค้า (Pricing Strategy): เนื่องจากการยกเลิกข้อยกเว้นภาษีมูลค่าต่ำ (€30) ทุกชิ้นจะถูกเก็บภาษี 60% (สำหรับสินค้านอก EU) ผู้ประกอบการควรคำนวณต้นทุนแฝงนี้เข้าไปในราคาสินค้า หรือปรับปรุงให้เป็นสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (High Value) เพื่อให้คุ้มค่ากับค่าภาษี
การใช้ช่องทาง Super App: พิจารณาร่วมมือกับตัวแทนจำหน่ายในตุรกีเพื่อนำสินค้าเข้าไปวางขายใน Trendyol Go หรือ Hepsiburada เพื่อใช้ระบบโลจิสติกส์ที่รวดเร็วและเข้าถึงฐานผู้ใช้ 45 ล้านคนในปี 2026
ระบบชำระเงินดิจิทัล: เตรียมระบบที่รองรับการชำระเงินท้องถิ่น เช่น Troy หรือการผ่อนชำระผ่านธนาคารตุรกี ซึ่งเป็นพฤติกรรมหลักของผู้ซื้อที่นี่
กลยุทธ์การตลาดและการสื่อสาร (Marketing & Culture)
Hyper-Personalization: ใช้ AI ในการวิเคราะห์และนำเสนอโปรโมชั่นที่ตรงใจผู้ซื้อชาวตุรกี ซึ่งให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า (Value for Money) เป็นอันดับแรก
Storytelling และรีวิว (KOC): เน้นการจ้าง Micro-influencer หรือผู้ใช้จริงในตุรกี (Key Opinion Consumers) รีวิวสินค้าเป็นภาษาตุรกี เพราะผู้บริโภคกลุ่มนี้เชื่อถือรีวิวจากผู้ใช้จริงมากกว่าโฆษณาทางการ
ช่องทาง WhatsApp Business: ในตุรกี WhatsApp เป็นเครื่องมือหลักในการปิดการขายและการบริการลูกค้า (Customer Service) แบรนด์ไทยควรมีแอดมินที่สื่อสารภาษาตุรกีหรือภาษาอังกฤษได้ดีเพื่อตอบข้อสงสัยทันที
กลยุทธ์แนะนำสำหรับผู้ประกอบการไทยเจาะตลาดออนไลน์ (Strategy recommendation for Thai Exporters)
กลยุทธ์การเจาะตลาด (Market Entry Strategy)
Indirect Exporting (แนะนำสำหรับเริ่มต้น): ร่วมมือกับตัวแทนจำหน่ายหรือผู้นำเข้าในตุรกีที่มีบัญชีร้านค้าใน Trendyol หรือ Hepsiburada อยู่แล้ว เพื่อลดความยุ่งยากเรื่องการจดทะเบียนและการทำบัญชีภาษี
Direct Selling (ผ่าน Marketplace สากล): ใช้ Amazon Turkey ในการเริ่มขายสินค้าแบบข้ามพรมแดน เพื่อใช้ระบบการจัดการสต็อกและโลจิสติกส์ที่เป็นมาตรฐานสากล
การแต่งตั้งตัวแทน (Mandatory Representative): ตามกฎหมายตุรกีปี 2026 ผู้ขายต่างชาติที่ขายตรงถึงผู้บริโภคต้องแต่งตั้ง "ตัวแทนในประเทศ" เพื่อรับผิดชอบด้านกฎหมายและภาษี
กลยุทธ์สินค้าและราคา (Product & Pricing Strategy)
การตั้งราคาแบบรวมทุกอย่าง (DDP Pricing): เนื่องจากภาษีนิรโทษกรรมพัสดุรายย่อยถูกยกเลิก (ทุกชิ้นเสียภาษี 60%) ผู้ประกอบการควรตั้งราคาแบบ Delivered Duty Paid (DDP) คือรวมภาษีนำเข้าและค่าขนส่งไว้ในราคาขาย เพื่อไม่ให้ลูกค้าต้องแปลกใจกับค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมตอนรับของ
สินค้ากลุ่มนิช (Niche Selection): เน้นสินค้าที่มีเอกลักษณ์ไทยและมีอัตรากำไรสูง เช่น อัญมณี, สินค้าสปาพรีเมียม, หรือแฟชั่นดีไซน์ไทย เพื่อให้คุ้มค่ากับต้นทุนภาษีและค่าขนส่งที่สูงขึ้น
กลยุทธ์การตลาดดิจิทัล (Digital Marketing)
Social Commerce & Live Selling: ลงทุนในการทำ TikTok Shop และ Instagram Shopping โดยเน้นการทำ "Live Streaming" ซึ่งเป็นเทรนด์ที่ทรงพลังที่สุดในตุรกีปี 2026
Micro-Influencers (KOC): จ้างอินฟลูเอนเซอร์ท้องถิ่นที่มีผู้ติดตาม 5,000 - 50,000 คนมาทำรีวิวสินค้าในเชิงการใช้จริง (Authentic Review) เพราะชาวตุรกีเชื่อถือรีวิวจากผู้ใช้จริงมากกว่าโฆษณาทางการถึง 32%
ภาษาและวัฒนธรรม (Localization): ข้อมูลสินค้าต้องเป็น ภาษาตุรกี และควรมีแอดมินตอบแชทผ่าน WhatsApp Business ซึ่งเป็นช่องทางปิดการขายหลักของชาวตุรกี
กลยุทธ์โลจิสติกส์และการชำระเงิน (Logistics & Payment)
O2O (Online-to-Offline): หากเป็นไปได้ ควรมีสต็อกสินค้าในคลังสินค้าเสรี (Free Zone) ในตุรกี เพื่อให้สามารถส่งสินค้าได้ภายใน 1-2 วัน (Next-day Delivery) ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค
ระบบผ่อนชำระ (Installment Support): ตรวจสอบว่าระบบชำระเงินของคุณรองรับการผ่อนชำระผ่านบัตรเครดิตธนาคารตุรกีหรือไม่ หากไม่มีฟีเจอร์นี้ โอกาสปิดการขายสินค้ามูลค่าสูงจะลดลงอย่างมาก
การบริหารจัดการภาษีและความเสี่ยง (Tax & Risk Management)
ความโปร่งใสผ่าน Digital Tax Office: ในปี 2026 ธุรกิจต้องรายงานช่องทางดิจิทัลทุกช่องทางต่อสรรพากรตุรกี การทำบัญชีที่โปร่งใสและแยกบัญชี Virtual POS เฉพาะเป็นเรื่องที่ละเลยไม่ได้
การใช้สิทธิพิเศษทางการค้า: ติดตามความคืบหน้าของ Thai-Turkey FTAและการใช้สิทธิ GSP เพื่อหาช่องทางการลดภาษีนำเข้าในกลุ่มสินค้าเป้าหมาย
กลยุทธ์แนะนำสำหรับภาครัฐในการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเจาะตลาดออนไลน์ (Strategy recommendation for Government)
การเร่งรัดและยกระดับกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ
เร่งปิดดีล FTA ไทย-ตุรกี: ปัจจุบันทั้งสองประเทศตั้งเป้าสรุปการเจรจาภายในปี 2026 ภาครัฐควรผลักดันให้มีข้อบทด้าน "พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (Digital Trade)" โดยเฉพาะการลดภาษีนำเข้าออนไลน์จาก 60% ให้เหลือในระดับที่แข่งขันได้เทียบเท่ากับกลุ่มประเทศ EU
ความร่วมมือด้านศุลกากรดิจิทัล: จัดทำบันทึกความเข้าใจ (MoU) เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกรมศุลกากรไทยและตุรกี เพื่อให้สินค้าไทยที่ส่งผ่านระบบออนไลน์ได้รับความสะดวกรวดเร็วในพิธีการศุลกากรแบบย่อ (Simplified Customs)
การสร้างภาพลักษณ์และแบรนด์ประเทศไทย (Nation Branding)
Thai Pavilion บนแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่: DITP ควรเจรจากับ Trendyol และ Hepsiburada เพื่อจัดตั้งหน้าร้านพิเศษ (Exclusive Thai Store) ที่รวบรวมสินค้าไทยคุณภาพดีที่มีตราสัญลักษณ์ Thailand Trust Mark เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคชาวตุรกี
แคมเปญ "Thai Food & Wellness Online Festival": จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายร่วมกับแอปพลิเคชันอาหาร (Yemeksepeti/Getir) เพื่อแนะนำวัตถุดิบอาหารไทยและผลิตภัณฑ์สปาไทยผ่านช่องทางดิจิทัลแบบ Hyper-local
การบังคับใช้กฎหมายเพื่อความเป็นธรรม (Reciprocity Policy)
การจัดเก็บภาษีนำเข้าเพื่อความเท่าเทียม: ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 ไทยเริ่มเก็บภาษีสินค้านำเข้าออนไลน์ตั้งแต่บาทแรก ภาครัฐควรใช้มาตรการนี้เป็นเครื่องมือในการเจรจาระดับรัฐต่อรัฐ (G2G) กับตุรกี เพื่อขอสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เท่าเทียมกันสำหรับสินค้าไทยที่ส่งไปตุรกีเช่นกัน