fb
คาดการณ์เศรษฐกิจอิตาลี ปี 2569 มีแนวโน้มดีขึ้น โต 0.8% แต่ยังต่ำกว่า Euro Zone

คาดการณ์เศรษฐกิจอิตาลี ปี 2569 มีแนวโน้มดีขึ้น โต 0.8% แต่ยังต่ำกว่า Euro Zone

โดย
Suparat
ลงเมื่อ 29 ธันวาคม 2568 19:05
สคต. ณ เมืองมิลาน (อิตาลี) (TTC, Milan (Italy))
41

จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติอิตาลี (ISTATประจำเดือนธันวาคม 2568 เปิดเผยตัวเลขคาดการณ์ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของอิตาลี ปี 2568 และ 2569 ขยายตัวอยู่ที่ 0.5% และ 0.8ตามลำดับ (ปี 2567 GDP ของอิตาลี อยู่ที่ 0.7%) ในขณะที่ GDP ของประเทศในยุโรป ปี 2568 และ 2569 ขยายตัวอยู่ที่ 1.3% และ 1.2% ตามลำดับ โดยปัจจัยที่ส่งผลให้ GDP ของอิตาลี ปี 2568 และ 2569 ยังคงขยายตัว มาจากความต้องการบริโภคสินค้า/บริการภายในประเทศเป็นหลัก ขยายตัวอยู่ที่ 1.1% ทั้งปี 2568 และ 2569 ถึงแม้ความต้องการบริโภคสินค้า/บริการจากต่างประเทศจะหดตัวลดลง ปี 2568 หดตัวอยู่ที่ 0.6% และปี 2569 หดตัวอยู่ที่ 0.2% อย่างไรก็ตาม การคาดการณ์ทิศทางนโยบายการค้าของสหรัฐฯ จะมีความชัดเจนมากขึ้น ความต้องการระหว่างประเทศจะค่อนข้างทรงตัว ราคาวัตถุดิบด้านพลังงานจะยังคงชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง สำหรับการบริโภคภาคเอกชน ปี 2568 และ 2569 คาดการณ์ว่า จะเพิ่มขึ้นในอัตราปานกลาง ขยายตัวอยู่ที่ 0.8% และ 0.9% ตามลำดับ อันเป็นผลมาจากค่าจ้างและการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น รวมถึงในปี 2569 การออมของประชาชนจะมีแนวโน้มลดลง การลงทุนขยายตัวขึ้นเป็นอย่างมาก ในปี 2568 ขยายตัวอยู่ที่ 2.8% (จาก +0.5% ในปี 2567) และปี 2569 จะยังคงขยายตัวอยู่ที่ 2.7% โดยมีปัจจัยสนับสนุนมาจากการดำเนินงานแผนการฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจและสังคมของอิตาลี (The National Recovery and Resilience Plan (NRRP)) 

ben-tofan-bheRmFMM4K8-unsplash.jpg

GDP ของอิตาลี ไตรมาส 3 ปี 2568 ขยายตัวอยู่ที่ 0.1% เมื่อเทียบกับช่วงไตรมาส 2 ปี 256โดยมีปัจจัยสนับสนุนมาจากความต้องการภายในประเทศที่สำคัญทั้งหมดขยายตัวขึ้น โดยการบริโภคขั้นสุดท้ายภายในประเทศเพิ่มขึ้น 0.1% และการลงทุนถาวรขั้นต้น เพิ่มขึ้น 0.6% การนำเข้าและการส่งออก เพิ่มขึ้น 1.2% และ 2.6% ตามลำดับ ในขณะที่ GDP ของอิตาลี ขยายตัวอยู่ที่ 0.6% เมื่อเทียบกับช่วงไตรมาส 3 ปี 256โดยมีปัจจัยสนับสนุนมาจากความต้องการบริโภคขั้นสุดท้ายภายในประเทศ เพิ่มขึ้น 0.8% และการลงทุนถาวรขั้นต้นเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก 5.1% การนำเข้าและการส่งออก เพิ่มขึ้น 2.9% และ 2.7% ตามลำดับ

นอกจากนี้ สำนักงานสถิติแห่งชาติอิตาลี เปิดเผยตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Indexเดือนพฤศจิกายน 2568 หดตัวอยู่ที่ 0.2เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า แต่ถือเป็นตัวเลขที่หดตัวลดลงเมื่อเทียบกับเดือนตุลาคม 2568 (อยู่ที่ -0.3%เป็นผลมาจากราคาสินค้า ขยายตัวเพิ่มขึ้น (+0.1% จาก -0.2% ของเดือนตุลาคม 2568) โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาสินค้าด้านพลังงาน ขยายตัวเพิ่มขึ้น (+0.6% จาก -1.0% ของเดือนตุลาคม 2568) แบ่งเป็น ค่าไฟฟ้าในตลาดที่ได้รับการคุ้มครองและก๊าซสำหรับใช้ภายในครัวเรือน (-0.1จาก -6.4% ของเดือนตุลาคม 2568) และราคาเชื้อเพลิงยานยนต์ น้ำมันหล่อลื่น เชื้อเพลิงในครัวเรือน และไฟฟ้าในตลาดเสรี (+0.7% จาก -0.6% ของเดือนตุลาคม 2568

ในขณะที่ ดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนพฤศจิกายน 2568 เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 1.1เมื่อเทียบกับเดือนพฤศจิกายน 256ซึ่งภาวะเงินเฟ้อดังกล่าวเป็นการปรับลดลงจากดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนตุลาคม 2568 (อยู่ที่ +1.2%) โดยดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนพฤศจิกายน 2568 ขยายตัวลดลง อันเนื่องมาจากราคาบริการที่ขยายตัวลดลง (+2.3จาก +2.8% ของเดือนพฤศจิกายน 2567โดยเฉพาะราคาบริการด้านการขนส่งที่ขยายตัวลดลง (+0.9จาก +3.5% ของเดือนพฤศจิกายน 2567) ในขณะที่ ราคาสินค้าขยายตัวลดลง (+0.1จาก +0.2% ของเดือนพฤศจิกายน 2567โดยราคาสินค้าอาหารที่ขยายตัวลดลง (+1.8% จาก +2.6% ของเดือนพฤศจิกายน 2567

สถานการณ์การค้าระหว่างประเทศ

1. ข้อมูลจาก Global Trade Atlas การค้าระหว่างประเทศของอิตาลี ปี 2568 (มกราคม-ตุลาคม) มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 1,092,632.70 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 0.57% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า แบ่งเป็น การนำเข้า มูลค่า 523,100.20 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 0.27% และการส่งออก มูลค่า 569,532.49 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 0.84% โดยอิตาลีได้ดุลการค้า มูลค่า 46,432.29 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 0.57% 

2. ปี 2568 (มกราคม - ตุลาคม) อิตาลีนำเข้าสินค้าจากทั่วโลกมีมูลค่า 523,100.20 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 0.27% โดยแหล่งนำเข้าที่สำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 เยอรมนี มูลค่า 70,412.02 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (-6.73%) อันดับ 2 จีน มูลค่า 58,681.55 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+23.37%) อันดับ 3 ฝรั่งเศส มูลค่า 38,580.24 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (-3.01%) อันดับ 4 สหรัฐอเมริกา มูลค่า 33,504.19 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+47.56%) และอันดับ 5 เนเธอร์แลนด์ มูลค่า 32,219.89 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (-0.24%) โดยไทยเป็นแหล่งนำเข้า อันดับ 44 มูลค่า 1,966.43 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+5.35%) สินค้าสำคัญที่อิตาลีนำเข้าเพิ่มขึ้นจากไทย ได้แก่ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ มูลค่า 453.42 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+22.53%) ไข่มุก เครื่องประดับที่มีค่า และกึ่งมีค่า มูลค่า 202.53 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+17.77%) และยาง และผลิตภัณฑ์ยาง มูลค่า 195.67 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+15.50%) ในขณะที่ อิตาลีนำเข้าสินค้ายานยนต์และส่วนประกอบจากไทยลดลง มูลค่า 228.16 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (-8.51%

3. ปี 2568 (มกราคม - ตุลาคม) อิตาลีส่งออกสินค้าไปทั่วโลกมีมูลค่า 569,532.49 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 0.84% โดยตลาดส่งออกที่สำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 สหรัฐอเมริกา มูลค่า 64,429.61 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+12.63%) อันดับ 2 เยอรมนี มูลค่า 60,934.99 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (-5.86%) อันดับ 3 ฝรั่งเศส มูลค่า 54,417.27 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (-2.76%) อันดับ 4 สวิตเซอร์แลนด์ มูลค่า 31,799.97 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+18.42%) และอันดับ 5 สเปน มูลค่า 31,567.98 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+2.36%) โดยไทยเป็นตลาดส่งออก อันดับ 56 มูลค่า 1,682.18 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (-0.88%) สินค้าสำคัญที่อิตาลีส่งออกไปไทยเพิ่มขึ้น ได้แก่ เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ หม้อไอน้ำ เครื่องจักร เครื่องใช้กล และส่วนประกอบ มูลค่า 426.07 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+6.75%) ไข่มุก เครื่องประดับที่มีค่า และกึ่งมีค่า มูลค่า 179.08 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+22.66%) และยานยนต์และส่วนประกอบ มูลค่า 92.50 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+10.10%) ในขณะที่ อิตาลีส่งออกเครื่องจักรไฟฟ้าและอุปกรณ์ไปไทยลดลง มูลค่า 146.54 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (-13.71%

4. ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ ปี 2568 (มกราคม - พฤศจิกายน) การค้าระหว่างไทย-อิตาลี มีมูลค่า 4,655.31 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 0.42% แบ่งเป็น การนำเข้า มูลค่า 2,651.43 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 0.35% และการส่งออก มูลค่า 2,003.88 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 0.52% (ไทยขาดดุลการค้ากับอิตาลี มูลค่า 647.54 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 0.20%) โดยสินค้าส่งออกสำคัญของไทยมายังอิตาลี 5 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 อัญมณีและเครื่องประดับ มูลค่า 287.73 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+5.88%) อันดับ 2 เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ มูลค่า 257.05 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+7.20%) อันดับ 3 รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ มูลค่า 162.71 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (-22.87%) อันดับ 4 อาหารสัตว์เลี้ยง มูลค่า 160.47 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+4.49%) และอันดับ 5 ผลิตภัณฑ์ยาง มูลค่า 114.12 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+13.39%)

ความคิดเห็นของ สคต. ณ เมืองมิลาน

          1. จากการที่สำนักงานสถิติแห่งชาติอิตาลี รวมถึงกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้คาดการณ์ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ปี 2569 ของอิตาลี จะขยายตัวอยู่ที่ 0.8% ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสถานการณ์เศรษฐกิจอิตาลีจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น อันมีปัจจัยสนับสนุนมาจากความต้องการบริโภคสินค้าและบริการภายในประเทศที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับอัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มลดลงอาจส่งผลให้ผู้บริโภคบริโภคสินค้า/บริการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเชีย-ยูเครน และระหว่างอิสราเอล-ปาเลสไตน์ รวมถึงนโยบายทางเศรษฐกิจของทรัมป์ที่อาจส่งผลกระทบต่อสถานการณ์เศรษฐกิจของอิตาลีและโลก

2. จากตัวเลขการนำเข้าข้างต้นจะพบว่า อิตาลีหันมานำเข้าสินค้าจากสหรัฐอเมริกาขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก อันสืบเนื่องมาจากการเปิดตลาดสินค้าของสหภาพยุโรปให้กับสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ (โดยปี 2567 สหรัฐอเมริกาเป็นแหล่งนำเข้าของอิตาลี อันดับ 7) ซึ่งการที่อิตาลีหันมานำเข้าสินค้าจากสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อประเทศอื่น ๆ ที่มีสินค้าและบริการใกล้เคียงกับสหรัฐอเมริกา ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกสินค้ามายังตลาดอิตาลี ควรติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและการค้าอิตาลีอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมความพร้อมในการวางแผนและรับมือกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและการค้าของอิตาลีที่อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกไทยในปี 2569 

-------------------------------------------------------------------

ทีมา: 1. https://www.istat.it/comunicato-stampa/le-prospettive-per-leconomia-italiana-nel-2025-2026-2/

2. https://www.istat.it/comunicato-stampa/prezzi-al-consumo-novembre-2025/

3.Global Trade Atlas

4.ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

5.เครดิตรูปภาพประกอบข่าว Photo by Jakub Żerdzicki on Unsplash และ Photo by Ben Tofan on Unsplash

ข่าวเด่นประจำเดือนธ.ค 68 (ข่าวที่ 2).pdf
Share :
Instagram