
โครงการโรงปุ๋ยในเอธิโอเปียของบริษัท Dangote ความหวังการพัฒนาด้านการเกษตรของแอฟริกาตะวันออก
ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการ
| รายละเอียด | ข้อมูลสำคัญ |
| ชื่อโครงการ | โรงงานผลิตปุ๋ยยูเรีย (urea) ขนาดใหญ่ที่ Gode เมืองทางตะวันออกเฉียงใต้ของเอธิโอเปีย |
| ผู้ลงทุน /เจ้าของ | Dangote Group (ไนจีเรีย) ถือหุ้น 60% และ Ethiopian Investment Holdings (EIH) ถือหุ้น 40% |
| เงินลงทุน | ประมาณ 2,500 ล้าน USD |
| กำลังผลิต | ปุ๋ยยูเรีย (urea) ราว 3 ล้านเมตริกตันต่อปี |
| โครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง | การสร้างท่อแก๊สจากแหล่ง Hilal และ Calub มายังโรงงาน, โครงสร้างโลจิสติกส์และการส่งออก, โครงสร้างที่รองรับอนาคตในการขยายไปปุ๋ยที่ใช้แอมโมเนีย เช่น ammonium nitrate, sulfate ฯลฯ |
| ระยะเวลาในการสร้าง | ประมาณ 40 เดือน (3.5 ปี) แล้วเสร็จปี 2029 |
| ผลประโยชน์ | ลดการนำเข้าปุ๋ย, เสริมความมั่นคงทางอาหาร, สร้างงานโดยตรงและทางอ้อม, ช่วยลดการใช้เงินตราต่างประเทศ, ส่งออกไปยังประเทศอื่นในภูมิภาค |
ผลต่อเศรษฐกิจเอธิโอเปีย
ลดการนำเข้า & เสริมความมั่นคงทางอาหาร - ปัจจุบันเอธิโอเปียต้องนำเข้าปุ๋ยจำนวนมาก ใช้เงินตราต่างประเทศสูง เมื่อโรงงานผลิตได้ ~3 ล้านตัน/ปี จะช่วยทดแทนการนำเข้า ลดการขาดดุลการค้าได้เป็นจำนวนมาก
เพิ่มการจ้างงานและรายได้ประชาชน – การก่อสร้างกว่า 40 เดือนจะสร้างงานตรง (วิศวกร, ก่อสร้าง, logistic) ของประเทศ เมื่อเดินเครื่อง จะมีทั้งงานในโรงงานและห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) เช่น ขนส่ง แพ็กกิ้ง บริการสนับสนุน
การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน - การสร้างท่อส่งก๊าซและโครงข่าย logistic จะช่วยให้เศรษฐกิจรอบพื้นที่ (เช่น Somali Region) ได้ประโยชน์ และ เพิ่มศักยภาพในการดึงดูดอุตสาหกรรม downstream (เช่น แอมโมเนีย, เคมีภัณฑ์เกษตร)
เสริมภาพลักษณ์การลงทุนของเอธิโอเปีย - แสดงให้เห็นว่าประเทศสามารถดึงดูด FDI ขนาดใหญ่ แม้จะเผชิญความท้าทายด้านการเมืองและโครงสร้างพื้นฐานอาจนำไปสู่การลงทุนอุตสาหกรรมหนักอื่น ๆ (เช่น ปิโตรเคมี, ปูนซีเมนต์, เหล็ก)
ผลต่อเศรษฐกิจแอฟริกาตะวันออก
สร้างเสริมภาพของเอธิโอเปียในการเป็น ศูนย์กลางผู้ผลิตปุ๋ยของภูมิภาค - โดยเอธิโอเปียจะสามารถส่งออกปุ๋ยไปยังประเทศรอบข้าง เช่น เคนยา ซูดาน ยูกันดา แทนซาเนีย และโซมาเลีย และลดการพึ่งพาการนำเข้าจากตะวันออกกลางและเอเชีย
ลดต้นทุนการเกษตรในภูมิภาค - ปุ๋ยที่ผลิตในภูมิภาคมีราคาถูกกว่าและlogistic ที่สั้นลง ช่วยส่งเสริมการเกษตรเชิงพาณิชย์ (maize, coffee, tea, horticulture) ของแอฟริกาตะวันออก ให้มีเสถียรภาพและต้นทุนที่แข่งขันได้มากขึ้น จะทำให้ความมั่นคงทางอาหารโดยรวมมีความมั่นคงมากยิ่งขึ้นกว่าปัจจุบัน
การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานใหม่ - เปิดโอกาสให้ผู้ให้บริการ logistic, ท่าเรือ (Djibouti, Berbera, Lamu) มีบทบาทมากขึ้น
เสริมความร่วมมือทางการค้าใน East African Community (EAC) และ Horn of Africa
การกระจายความเสี่ยงด้านความมั่นคงอาหารของภูมิภาค - ในยุคที่ราคาปุ๋ยโลกผันผวน (เช่น ช่วงวิกฤตยูเครน-รัสเซีย) การมีแหล่งผลิตในทวีปเองจะช่วยลดความเสี่ยง
ความท้าทาย
ความมั่นคงใน Somali Region และเสถียรภาพทางการเมืองของเอธิโอเปีย
ความต่อเนื่องของ supply ก๊าซธรรมชาติที่เป็นวัตถุดิบหลัก
สถานการณ์ก๊าซธรรมชาติในเอธิโอเปีย - มีแหล่งก๊าซธรรมชาติภายในประเทศที่ Ogaden Basin (Somali Region) ถูกค้นพบมาตั้งแต่ทศวรรษ 1970 ปัจจุบันบริษัทจีน Poly-GCL Petroleum Investments ได้พัฒนาแหล่งก๊าซนี้ โดยมีแผนจะผลิต 3–4 พันล้านลูกบาศก์เมตร/ปี ซึ่งมีโครงการท่อส่งก๊าซจาก Ogaden ไปท่าเรือ Djibouti เพื่อนำไปทำ LNG export
อย่างก็ดี มีความเสี่ยงของโครงการพัฒนาก๊าซที่ดำเนินไปอย่างล่าช้าเพราะ ความไม่มั่นคงใน Somali Region และปัญหาด้านการเงิน ทำให้ยังไม่มีท่อส่งและโรงแยกก๊าซที่ทำงานเต็มรูปแบบ ดังนั้น หาก supply ภายในไม่พอ อาจต้องพิจารณา นำเข้าก๊าซ LNG ผ่าน Djibouti หรือท่าเรือ Lamu (เคนยา) ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น
โครงสร้างพื้นฐานขนส่ง (ถนน/ราง/ท่าเรือ) ยังไม่สมบูรณ์ อาจทำให้ต้นทุน logistic สูง
การแข่งขันกับผู้ผลิตปุ๋ยรายใหญ่นอกภูมิภาค (เช่น โมร็อกโก, ซาอุฯ) ซึ่งขึ้นกับการบริหารจัดการของผู้ผลิตว่า จะแข่งขันได้มากน้อยเพียงใด
ความเห็นของ สคต.
โครงการโรงงานผลิตปุ๋ยดังกล่าว น่าจะเป็นตัวอย่างในการที่แสดงให้เห็นว่า โอกาสทางด้านการลงทุนในแอฟริกานั้นยังมีอีกมาก และการที่เอธิโอเปียจะมีโรงงานดังกล่าว จะส่งผลให้มีความั่นคงในการผลิตสินค้าเกษตรของทั้งภูมิภาคได้ในอนาคต ซึ่งหากเป็นตามที่ทุกฝ่ายมุ่งหวังแล้ว การที่คนมีความเป็นอยู่ที่ดีมากขึ้น จะทำให้คนมีรายได้มากขึ้น และมีความต้องการสินค้าและบริการที่ดีขึ้นตามไปด้วย
สคต.มองว่า โครงการนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ แอฟริกาตะวันออกจะก้าวไปสู่การเป็นผู้ผลิตสินค้าอาหารหลักของทวีปแอฟริกา ซึ่งอาจส่งผลกระทบในเชิงลบและบวกกับไทย โดยในเชิงบวก ถ้าการค้าและการลงทุนทำให้คนมีรายได้สูงขึ้น โอกาสในการส่งออกสินค้าของไทยก็จะมีมากขึ้น นอกจากนั้น การส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรเช่น เครื่องจักรการเกษตรที่ไทยเป็นผู้นำเข้านั้น อาจจะทำให้มีโอกาสมากขึ้นอย่างก้าวกระโดดก็เป็นไปได้เช่นกัน เนื่องจาก จะมีความต้องการจำนวนมากตามมา อย่างไรก็ดี ก็จะมีผลด้านลบที่ การพึ่งพาการนำเข้าสินค้าอาหารและเกษตรจากไทย เช่น ข้าว น้ำตาล เป็นต้น ในตลาดแอฟริกา อาจจะมีจำนวนลดลงได้ในอนาคต ซึ่งไทยควรมองหาโอกาสที่จะเข้ามาลงทุนในแอฟริกามากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เพราะหากเรามาช้าไปแล้ว โอกาสที่จะได้เป็นผู้นำตลาดก็จะมีโอกาสน้อยลงตามไปด้วย
ผู้ส่งออกหรือนักธูรกิจที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมด้านการค้าและการลงทุนต่าง ๆ เกี่ยวประเทศเคนยา และประเทศในแอฟริกาตะวันออก ท่านสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ E-mail: ของสำนักงานฯ ที่ info@ocanairobi.co.ke
ที่มา : https://apanews.net/