
หลายปีที่ผ่านมาราคาบลูเบอร์รี่ที่จำหน่ายในตลาดจีนมีราคาสูงประมาณ 100-200 หยวนต่อกิโลกรัม และถูกผู้บริโภคเรียกติดปากว่า “ผลไม้ชั้นสูง” ทั้งนี้ตั้งแต่เดือนมกราคม 2569 เป็นต้นมา “อิสรภาพบลูเบอร์รี่” ได้ขึ้นเทรนด์ในโซเชียลมีเดีย โดยราคาจำหน่ายบลูเบอร์รี่ได้ลดลงเหลือประมาณ 80 หยวนต่อกิโลกรัม แหล่งเพาะปลูกหลักที่มณฑลยูนนานมีการขายเป็นรูปแบบยกตะกร้า ซึ่งผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อในปริมาณที่ต้องการในราคา 60-80 หยวนต่อกิโลกรัม การที่ราคาลดลงอย่างเห็นได้ชัดนี้ไม่ใช่ภาวะปริมาณบลูเบอร์รี่ล้นตลาด แต่เป็นก้าวสำคัญที่บลูเบอร์รี่จีนเปลี่ยนจากกลุ่มตลาดระดับไฮเอนด์ที่เป็นกลุ่มตลาดเฉพาะไปสู่ตลาดสำหรับคนทั่วไปที่สามารถเข้าถึงได้ และยังสะท้อนให้เห็นถึงเส้นทางการยกระดับและการเปลี่ยนแปลงของเกษตรกรรมที่มีลักษณะโดดเด่นอย่างชัดเจน
การปลูกบลูเบอร์รี่เชิงพาณิชย์ของจีนเริ่มต้นขึ้นในช่วงประมาณปี 2543 โดยเริ่มแรกอาศัยการนำเข้าพันธุ์และเทคโนโลยีการเพาะปลูกจากต่างประเทศ หลังจากพัฒนาการเพาะปลูกกว่า 20 ปี อุตสาหกรรมได้ผ่าน 3 ช่วงระยะการพัฒนา ได้แก่ (1) ระยะแรก คือ การทดลองเพาะปลูกขนาดเล็ก (2) ระยะกลาง คือ การขยายพื้นที่เพาะปลูกอย่างรวดเร็ว และ (3) ระยะปัจจุบัน คือ การพัฒนาคุณภาพสูงที่มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพและเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิต ผ่านการบูรณาการระหว่างภาคการผลิต การศึกษาและการวิจัย จีนได้เพาะพันธุ์ที่ดีเยี่ยมที่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพภูมิอากาศท้องถิ่นได้หลายพันธุ์ และได้สร้างห่วงโซ่อุตสาหกรรมที่สมบูรณ์ตั้งแต่การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ มาตรฐานการปลูก ห่วงโซ่ระบบความเย็น ไปจนถึงการสร้างแบรนด์และการทำตลาด
ปี 2563 เป็นช่วงเวลาสำคัญทางประวัติศาสตร์ของอุตสาหกรรมบลูเบอร์รี่จีน ในปีนี้ผลผลิต บลูเบอร์รี่ของจีนอยู่ที่ปริมาณ 347,200 ตัน แซงหน้าสหรัฐอเมริกา ขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของโลก หลังจากนั้นความได้เปรียบที่เป็นผู้นำโลกก็ได้ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง กล่าวคือ เมื่อปี 2567 พื้นที่เพาะปลูกบลูเบอร์รี่ทั่วประเทศจีนมีขนาดพื้นที่มากกว่า 1.4 ล้านหมู่ (ประมาณ 59 ล้านไร่) เพิ่มขึ้นร้อยละ 44 เมื่อเทียบกับปี 2563 ผลผลิตรวมประมาณ 780,000 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 197 จากปี 2563 โดยผลผลิตผลสดปริมาณ 580,000 ตัน และแปรรูปปริมาณ 200,000 ตัน ในปี 2568 พื้นที่เพาะปลูกขยายพื้นที่เพิ่มขึ้นเป็น 1.58 ล้านหมู่ (ประมาณ 66 ล้านไร่) ผลผลิตรวมเพิ่มขึ้นถึง 810,000 ตัน
ในพื้นที่เพาะปลูกนี้แหล่งผลิตที่มณฑลยูนนานได้กลายเป็นดาวรุ่งของบลูเบอร์รี่ ด้วยข้อได้เปรียบด้านภูมิอากาศที่มีแสงแดดเพียงพอและความแตกต่างของอุณหภูมิ บลูเบอร์รี่ยูนนานจึงมีรสชาติที่มีความหวาน มีผลหนา และมีฤดูกาลผลิตตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนไปจนถึงเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นการเติมเต็มช่องว่างของผลไม้ในฤดูหนาวและฤดูใบไม้ผลิที่เป็นช่วงที่มีปริมาณผลผลิตของผลไม้ค่อนข้างน้อย ในปี 2568 พื้นที่เพาะปลูกบลูเบอร์รี่ในมลฑลยูนนานอยู่ที่ 249,000 หมู่ (ประมาณ 104,580 ไร่) คิดเป็นร้อยละ 17 ของพื้นที่ทั่วประเทศ ปริมาณผลผลิต 171,000 ตัน คิดเป็นร้อยละ 22 ของผลผลิตทั่วประเทศ โดยทั้งพื้นที่เพาะปลูกและผลผลิตอยู่เป็นอันดับหนึ่งของประเทศ คาดว่าในปี 2569 ผลผลิตจากมลฑลยูนนานสูงถึง 280,000 ตัน คิดเป็นร้อยละ 30 ของทั้งประเทศ ทั้งนี้เฉพาะในเขตหงเหอโจวเพียงแห่งเดียวมีพื้นที่เพาะปลูกถึง 150,000 หมู่ (ประมาณ 63,000 ไร่) มีอัตราการใช้ระบบอุปกรณ์สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการเพาะปลูกมากกว่าร้อยละ 90 มีบริษัทกว่า 300 แห่งมาตั้งธุรกิจที่เมืองนี้ อาทิ แบรนด์ชั้นนำผลไม้ Driscoll's และ Joyvio เป็นต้น

รูปภาพแปลงเพาะปลูกบลูเบอร์รี่ในโรงเรือน
เมื่อเปรียบเทียบกับบลูเบอร์รี่นำเข้าแล้ว บลูเบอร์รี่จีนมีข้อได้เปรียบด้านระยะทางการขนส่ง ห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่นกว่า และคุณภาพที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง บลูเบอร์รี่จีนจึงได้เปรียบอย่างชัดเจนทั้งในด้านราคาและความสด ในช่วงฤดูกาลผลผลิต ราคาขายปลีกปลายของบลูเบอร์รี่จีนจะมีราคาต่ำกว่าบลูเบอร์รี่นำเข้าระดับเดียวกันร้อยละ 20-30 ซึ่งช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านราคาในตลาดอย่างมาก ปัจจัยสำคัญของความสำเร็จนี้อยู่ที่นวัตกรรมและเทคโนโลยีการเพาะปลูก ซึ่งเป็นพลังขับเคลื่อนหลักของการเติบโตของอุตสาหกรรม โดยมี 3 ประการหลัก ดังนี้
ประการแรก คือ การยกระดับสายพันธุ์ พันธุ์ที่สามารถเพาะปลูกได้ในช่วงที่ไม่ได้มีอากาศหนาวเย็นมาก (Low-chill) และพันธุ์ไม่ผลัดใบ (Evergreen) ถูกส่งเสริมและนำมาปลูก ทำให้ระยะเวลาการสุกของผลไม้ล่วงหน้ามากขึ้น โดยในพื้นที่เพาะปลูกใหม่ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีสัดส่วนร้อยละ 90 เป็นพันธุ์ไม่ผลัดใบ พันธุ์ไม่ผลัดใบสามารถเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวภายในปีเดียวกัน เกิดผลผลิตต่อหมู่ 1.5-2 ตัน ซึ่งเป็น 2-3 เท่าของพันธุ์ดั้งเดิม ในขณะเดียวกันร่วมกับเทคโนโลยีการเพาะพันธุ์ในวัสดุปลูกแบบกระถาง (Substrate Cultivation) และระบบน้ำหยดแบบบูรณาการน้ำและปุ๋ย ทำให้รายได้เฉลี่ยต่อหมู่ในเขตผลิตยูนนานมากกกว่า 50,000 หยวน
ประการที่สอง คือ การปฏิวัติการเพาะปลูกในวัสดุปลูก (Substrate Cultivation) โดยแหล่งผลิตในยูนนานได้เปลี่ยนวิธีการปลูกลงดินแบบดั้งเดิม หันมาใช้การเพาะปลูกในโรงเรือนด้วยวัสดุปลูกในกระถาง ด้วยการปลูกบลูเบอร์รี่ในกระถางที่มีส่วนผสมดินพิเศษ ควบคู่กับระบบน้ำหยดแบบบูรณาการน้ำและปุ๋ย ทำให้บลูเบอร์รี่ไม่ต้องพึ่งพาอากาศธรรมชาติอีกต่อไป
ประการที่สาม คือ การประสานงานระหว่างเขตผลิตทั่วประเทศ ยูนนานมุ่งเน้นผลิตบลูเบอร์รี่สดระหว่างฤดูหนาวและฤดูใบไม้ผลิ กุ้ยโจวมุ่งเน้นการพัฒนาการแปรรูปเชิงลึก ภาคเหนือมุ่งเน้นผลิต บลูเบอร์รี่สดระหว่างช่วงฤดูร้อน-ฤดูใบไม้ร่วง ทำให้ทั้งจีนมีผลผลิตและสามารถจำหน่ายบลูเบอร์รี่ได้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี

ภาพผลผลิตบลูเบอร์รี่
บลูเบอร์รี่จีนด้วยข้อได้เปรียบด้านความสดใหม่และต้นทุนต่ำ ได้บีบให้ปริมาณการนำเข้าจากประเทศเปรูและชิลี ลดลงจาก 35,000 ตันในปี 2566 เหลือ 3,000 ตันในปี 2567 และทำให้ส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 65 เป็นร้อยละ 95 ด้วยราคาที่ลดลงเป็นสัญญาณตลาดที่สำคัญต่อผู้บริโภค ในฤดูกาลผลิตปี 2567-2568 ราคาขายส่งบลูเบอร์รี่ยูนนานลดลงจาก 80-100 หยวนต่อกิโลกรัมเหลือ 20-40 หยวน ส่วนราคาขายปลีกปลายทางลดลงจาก 200 หยวนต่อกิโลกรัมสู่ 30-80 หยวนต่อกิโลกรัม ซึ่งการลดลงของราคานี้ไม่ใช่การแข่งขันทางตลาดที่รุนแรงด้านราคา แต่เป็นผลมาจากการลดค่าใช้จ่ายเพาะปลูกต่อขนาดพื้นที่ และการลดต้นทุนทางเทคโนโลยี
ตารางเปรียบเทียบรูปแบบการเพาะปลูกแบบตั้งเดิมและการเพาะปลูกแบบเทศโนโลยีทันสมัย
รูปแบบ | การเพาะปลูกแบบตั้งเดิม | การเพาะปลูกแบบเทคโนโลยีทันสมัย |
ผลผลิตต่อหมู่ | 500-800 กิโลกรัม | 1,200-2,000 กิโลกรัม |
การพึ่งพาแรงงาน | สูง | ลดลง 40% (ควบคุมด้วย Internet of Things) |
อัตราการสูญเสีย | 15% | 8% (สายพันธุ์ทนทาน) |
ฤดูกาลเพาะปลูก | มีนาคม – เมษายน | พฤศจิกายน – พฤษภาคม (ปีถัดไป) |
ผู้ประกอบการในแหล่งผลิตเขตหงเหอโจว มณฑลยูนนาน ให้ข้อมูลว่าแม้ว่าบลูเบอร์รี่จะมีราคาลดลงอย่างทั่วไปในตลาด แต่ตลาดได้มีการแบ่งระดับของบลูเบอร์รี่ โดยผลขนาดกลางทั่วไปจะมีราคาไม่สูง แต่ผลที่มีคุณภาพสูง ขนาดใหญ่และสายพันธุ์พิเศษยังมีราคาสูงอยู่ ราคาขายปลีกกล่องขนาด 200 กรัม ระดับพรีเมี่ยมขายที่ราคา 25-49 หยวน
นอกจากนี้ อุตสาหกรรมบลูเบอร์รี่ของจีนยังก้าวไปสู่การแปรรูปเชิงลึกในการเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ ตัวอย่างเช่น ในมณฑลกุ้ยโจวได้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์กว่า 30 ชนิด เช่น น้ำบลูเบอร์รี่ชนิดเข้มข้น ผลไม้อบแห้ง ไวน์บลูเบอร์รี่ เป็นต้น นอกจากนี้ยังสามารถแปรรูปบลูเบอร์รี่ได้หลายหมื่นตันต่อปี รวมถึงการสกัดสารแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) ทำเป็นผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพ ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิผลทางมูลค่าได้เป็นอย่างมาก
ความคิดเห็นจาก สคต. ณ เมืองหนานหนิง ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศผู้ส่งออกผลไม้เขตร้อนที่สำคัญของโลก โดยผลไม้หลัก ได้แก่ ทุเรียน มังคุด ลำไย และมะพร้าว ซึ่งได้รับความนิยมอย่างสูงในตลาดสาธารณรัฐประชาชนจีน อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมผลไม้ไทยต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการ อาทิ การแข่งขันที่ทวีความรุนแรง และความผันผวนของราคาในตลาดส่งออก ทั้งนี้ การเติบโตของอุตสาหกรรมบลูเบอร์รี่ในประเทศจีนได้สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการพัฒนาและโอกาสทางการตลาดที่สำคัญ ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้เป็นกรณีศึกษาเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมผลไม้ไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้ 4 แนวทางดังนี้
(1) การพัฒนาเทคโนโลยีและสายพันธุ์ผลไม้ถือเป็นปัจจัยสำคัญ ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนา ทั้งในด้านการปรับปรุงพันธุ์และเทคโนโลยีการเพาะปลูก เพื่อยกระดับคุณภาพผลผลิต และสร้างความหลากหลายของสินค้า โดยเฉพาะการพัฒนาผลไม้เฉพาะกลุ่มที่มีมูลค่าสูง
(2) การตอบสนองต่อพฤติกรรมผู้บริโภคจีนยุคใหม่ ซึ่งให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความสดใหม่ และคุณค่าทางโภชนาการที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบการไทยจึงควรมุ่งเน้นการพัฒนาสินค้าที่มีความแตกต่างและมีจุดเด่นเฉพาะ เช่น มังคุดที่มีรสชาติหวานหอม ทุเรียนสายพันธุ์พรีเมียม และลำไยอินทรีย์ เพื่อรองรับตลาดระดับบน
(3) การสร้างแบรนด์และความน่าเชื่อถือของสินค้า จำเป็นต้องดำเนินการควบคู่กับการพัฒนาระบบควบคุมคุณภาพอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่แหล่งผลิตจนถึงผู้บริโภคปลายทาง รวมถึงการสร้างเรื่องราวของสินค้า (Brand Story) เพื่อเพิ่มมูลค่าและเสริมสร้างภาพลักษณ์ของสินค้าไทยในตลาดสากล
(4) การปรับกลยุทธ์ทางการตลาดให้สอดคล้องกับแนวโน้มสมัยใหม่ โดยสามารถประยุกต์ใช้รูปแบบจากอุตสาหกรรมบลูเบอร์รี่ของจีน เช่น การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ในรูปแบบกระเช้าหรือของขวัญ การออกแบบผลิตภัณฑ์สำหรับครอบครัว การส่งเสริมกิจกรรมเชิงประสบการณ์ เช่น การท่องเที่ยวเชิงเกษตร และการใช้สื่อดิจิทัล อาทิ วิดีโอสั้นและการถ่ายทอดสด เพื่อสื่อสารภาพลักษณ์แหล่งผลิตและสร้างการรับรู้ในวงกว้าง
ทั้งนี้ หากประเทศไทยสามารถใช้ประโยชน์จากจุดแข็งด้านความเป็นเอกลักษณ์ของผลไม้เขตร้อน ควบคู่กับการพัฒนานวัตกรรม การยกระดับมาตรฐานคุณภาพ การเพิ่มประสิทธิภาพห่วงโซ่อุปทาน และการสร้างความแตกต่างของแบรนด์อย่างเป็นระบบ จะสามารถเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และขยายโอกาสทางการตลาดในระดับสากลได้อย่างยั่งยืน
---------------------------------------------------------------------------
แหล่งที่มา
https://mp.weixin.qq.com/s/Ojl-D-O_PU6B74MNLuPVKQ
https://mp.weixin.qq.com/s/O3BUkgmzmDLmUSiTfPNksQ
https://mp.weixin.qq.com/s/aPJo01Au6Ou5GhYuxzXuPg
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองหนานหนิง
วันที่ 16 เมษายน 2569