fb
ส่องกระเป๋าเงินชาวจีนหลังราคาสินค้าปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ส่องกระเป๋าเงินชาวจีนหลังราคาสินค้าปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โดย
Boochita
ลงเมื่อ 29 เมษายน 2569 13:03
สคต. ณ เมืองชิงต่าว (จีน) (TTC, Qingdao (China))
7

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติจีนระบุว่า ในเดือนมีนาคม 2569 ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ปรับตัวสูงขึ้นร้อยละ 1.0 (YoY) และดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.5 (YoY) การขยายตัวดังกล่าวถือเป็นการสิ้นสุดภาวะการลดลงของราคาสินค้าที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องยาวนานถึง 41 เดือน ทั้งนี้ การปรับตัวสูงขึ้นของราคาสินค้าและบริการในรอบนี้มีลักษณะเป็นการปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างอย่างค่อยเป็นค่อยไป (Structural Adjustment) โดยได้รับแรงขับเคลื่อนจากปัจจัยด้านต้นทุนพลังงาน ความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลก และการปรับสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน

การปรับราคาสินค้าในปี 2569 ส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าใช้จ่ายภาคครัวเรือนใน 5 หมวดหลัก ดังนี้

หมวดที่ 1 พลังงานและผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี   

  • พลังงานเชื้อเพลิง: ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นร้อยละ 56 (จาก 73 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ณ สิ้นปี 2568 ขยับเพิ่มขึ้นเป็น 114 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลในต้นเดือนเมษายน) จากปัจจัยความไม่สงบในตะวันออกกลางและการลดกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิง (เบนซิน 92 และ 95) ในประเทศปรับตัวสูงขึ้น ค่าใช้จ่ายในการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงสูงกว่าปีที่ผ่านมาถึง 30-40 หยวน (144 – 192 บาท) เฉลี่ยครอบครัวทั่วไปมีค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงรายเดือนเพิ่ม 100-200 หยวน (480- 960 หยวน) ซึ่งตราบใดที่สถานการณ์ระหว่างประเทศยังไม่คลี่คลาย ก็คาดว่าราคาน้ำมันมีแนวโน้มผันผวนในระดับสูง

  • ก๊าซธรรมชาติและก๊าซหุงต้ม: ปรับราคาสูงขึ้นประมาณ 0.3-0.5 หยวน (1.44 – 2.40 บาท) ต่อลูกบาศก์เมตร และ 10-15 หยวน  (48-72 บาท) ต่อถัง ตามลำดับ

  • ผลิตภัณฑ์ปลายน้ำ: ต้นทุนวัตถุดิบ อาทิ พลาสติก ยาง และเส้นใยสังเคราะห์ ส่งผลให้ราคาสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันปรับราคาสูงขึ้นทั้งหมด อาทิ บรรจุภัณฑ์พลาสติกปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 5-8 ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด (น้ำยาซักผ้า, แชมพู) ปรับตัวสูงขึ้นร้อยละ 3-8 คิดเป็นค่าใช้จ่ายครัวเรือนเพิ่มขึ้น 30-50 หยวน (144-240 บาท) ต่อเดือน

หมวดที่ 2 สินค้าบริโภค (อาหาร)   

  • ผักและผลไม้: ราคาผักสดปรับตัวสูงขึ้นร้อยละ 4.9 และผลไม้ร้อยละ 4.0 (YoY) โดยมีสาเหตุหลักจากต้นทุนโลจิสติกส์ ปุ๋ย และยาฆ่าแมลง โดยผักและผลไม้ เช่น มะเขือเทศ แตงกวา แอปเปิ้ล กล้วย ฯลฯ เพิ่มขึ้น 1-3 หยวน ต่อกิโลกรัม คิดเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 50-80 หยวน (240-384 บาท) ต่อเดือน 

  • เนื้อสัตว์: คาดการณ์ว่าราคาเนื้อหมูทั้งปีจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 15-20 ขณะที่เนื้อไก่และไข่ไก่จะปรับตัวสูงขึ้นร้อยละ 8-12 ในช่วงครึ่งปีหลัง

  • ธัญพืชและน้ำมัน: ราคาข้าว แป้ง และน้ำมันพืช ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 3-8 โดยมีแนวโน้มว่าจะคงตัวในระดับสูงต่อเนื่องในระยะยาว

หมวดที่ 3 เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

  • การเพิ่มขึ้นของต้นทุนวัตถุดิบ เช่น ทองแดง อะลูมิเนียม ชิป หน้าจอ และแบตเตอรี่ ฯลฯ ส่งผลต่อการปรับราคาสูงขึ้น

  • แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าชั้นนำ อาทิ MideaHaier และ Gree ปรับราคาเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ อาทิ เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า โทรทัศน์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 3-10 เช่น ส่วนเครื่องใช้ในครัวเรือนขนาดเล็ก อาทิ หม้อหุงข้าว เตาแม่เหล็กไฟฟ้า เครื่องดูดฝุ่น ฯลฯ ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 2-6

  • สินค้ากลุ่มสมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์ มีแนวโน้มปรับราคาสูงขึ้นร้อยละ 5-12 ตามต้นทุนแผงวงจรและแบตเตอรี่   

หมวดที่ 4 สินค้าจำเป็นในครัวเรือน

  • กลุ่มผลิตภัณฑ์กระดาษชำระและอุปกรณ์ทำความสะอาดทั่วไป มีอัตราการปรับราคาขึ้นร้อยละ 3-8 สืบเนื่องจากภาระต้นทุนด้านโลจิสติกส์และวัตถุดิบ   

หมวดที่ 5 ภาคบริการและค่าแรง

  • ค่าแรงงาน เช่น พี่เลี้ยงเด็ก มีการปรับเพิ่มขึ้น 300-800 หยวน (1,440 -3,840 บาท) บริการทำความสะอาดบ้านปรับเพิ่มขึ้นชั่วโมงละ 5-10 หยวน (24- 48 บาท) รวมถึงค่าบริการซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 10-20

  • ภาคขนส่งและโลจิสติกส์ อาทิ บริการเรียกรถและจัดส่งสินค้า ปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อยตามสัดส่วนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ทำให้ค่าเดินทางและการชอปปิ้งออนไลน์จะเพิ่มขึ้น

 

ความเห็นของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองชิงต่าว

สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น ความผันผวนของสินค้าโภคภัณฑ์ระหว่างประเทศ และการปรับอุปสงค์และอุปทาน เป็นปัจจัยที่สำคัญในการปรับเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าในตลาดจีนของปีนี้ ซึ่งเป็นการปรับราคาอย่างค่อยเป็นค่อยไปทำให้ชาวจีนสามารถปรับตัวและรับมือได้หากมีการวางแผนที่ดี จึงคาดว่าจะยังไม่ส่งผลประทบต่อการบริโภคสินค้าในชีวิตประจำวันรวมถึงการบริโภคสินค้าไทยในระยะสั้นนี้ ขณะเดียวกันผู้ประกอบการไทยก็ต้องสร้างความเชื่อมั่น ความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์อย่างต่อเนื่อง สร้างความจงรักภักดีต่อแบรนด์ สร้างโอกาสในการกลับมาซื้อซ้ำให้สูงขึ้น รวมถึงการขยายช่องทางการค้าให้มีความหลากหลาย และติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าในตลาดจีนอย่างใกล้ชิดและวางแผนการตลาดที่รอบคอบเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน

ที่มาhttps://baijiahao.baidu.com/s?id=1862927304114985949&wfr=spider&for=pc

Share :
Instagram