fb
การก่อสร้างท่าเรือเอกชนแห่งใหม่ของชิลีในพื้นที่ Cabo Negro

การก่อสร้างท่าเรือเอกชนแห่งใหม่ของชิลีในพื้นที่ Cabo Negro

โดย
Ratanaporn
ลงเมื่อ 04 กุมภาพันธ์ 2569 10:00
สคต. ณ กรุงซันติอาโก (ชิลี) (TTC, Santiago (Chile))
7

รัฐบาลชิลี โดยคณะกรรมการชายฝั่งทะเลระดับภูมิภาค (Regional Coastal Border Commission: CRUBC) ได้อนุมัติการดำเนินโครงการการก่อสร้างท่าเรือ Cabo Negro ที่เป็นโครงการท่าเรือเอกชน แต่รองรับการใช้งานสาธารณะด้วย โดยมีที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ทางตอนใต้สุดของชิลีในแคว้น Magallanes ห่างจากเมือง Punta Arenas ไปทางทิศเหนือ ประมาณ 28 กิโลเมตร ที่ผ่านมา โครงการดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของภาครัฐนานถึง 8 ปี จนได้รับการอนุมัติในปี 2568 คาดว่าจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างในปี 2570 และเสร็จสิ้นในปี 2572 ด้วยมูลค่าการลงทุนประมาณ 150 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยพื้นที่ท่าเรือดังกล่าวสามารถรองรับการให้บริการที่หลากหลายสำหรับอุตสาหกรรมสำคัญต่าง ๆ เช่น ไฮโดนเจนสีเขียว และแซลมอน มีท่าเทียบเรือจะมีขนาดความยาว 700 เมตร ความลึก 11 เมตร มีพื้นที่รวม 30 เฮกตาร์ (ประมาณ 187.5 ไร่) และแหล่งพลังงานสำหรับท่าเรือจะมาจากพลังงานจากธรรมชาติ โดยเฉพาะพลังงานลม มีการคาดการณ์ว่าหลังจากการก่อสร้างท่าเรือ Cabo Negro เสร็จสิ้นในปี 2572 จะช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมในพื้นที่ และรองรับการขนถ่ายสินค้าในปริมาณ 1.5 ล้านตันต่อปี สำหรับพื้นที่เขตอุตสาหกรรมใกล้เคียง ซึ่งสินค้าส่วนใหญ่ที่จะผ่านมายังท่าเรือนี้จะอยู่ในกลุ่มของพลังงาน (เชื้อเพลิงสีเขียว พลังงานลม ไฮโดรเจนสีเขียว) เนื่องจาก พื้นที่ในเขต Cabo Negro มีความพร้อมสำหรับโครงสร้างพื้นฐานสำหรับอุตสาหกรรมพลังงาน เช่น ท่อส่งน้ำมัน  การบำบัด และการจำหน่ายเชื้อเพลิง อย่างไรก็ดี การดำเนินโครงการก่อสร้างท่าเรือฯ จะครอบคลุมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่เดิมดังกล่าวด้วย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในภาพรวมของการขนส่ง โทรคมนาคม และการท่องเที่ยวในพื้นที่  

ภาคเอกชนโดยบริษัท Inversiones PPG และบริษัท Compas Marine จะร่วมกันศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและการออกแบบท่าเรือ โดยมีเป้าหมายให้เมือง Punta Arenas เป็นศูนย์กลางการลงทุนและแหล่งท่องเที่ยวทางตอนใต้ของชิลี และคาดว่าการศึกษาดังกล่าวจะเสร็จสิ้นในเดือนสิงหาคม 2569  

บทวิเคราะห์ / ความเห็นของ สคต. ณ กรุงซันติอาโก

ชิลีมีท่าเรือจำนวน 50 แห่งทั่วประเทศ (ทั้งของภาครัฐและเอกชน) ตั้งอยู่ตามแนวชายฝั่งแปซิฟิกทางทิศตะวันออกของประเทศ ซึ่งท่าเรือขนาดใหญ่จะเน้นกิจกรรมการนำเข้าและส่งสินค้าต่าง ๆ และสินค้าส่งออกหลักของชิลี เช่น ทองแดง ไฮโดรเจนสีเขียว เป็นต้น 

ท่าเรือทางตอนเหนือ ประกอบด้วยท่าเรือที่อยู่ในแคว้นทางตอนเหนือของชิลี จำนวน 4 แคว้น ได้แก่

  • แคว้น Arica (เมืองหลวง คือ เมือง Arica) และแคว้น Tarapaca (เมืองหลวง คือ เมือง Iquique)กิจกรรมภายในท่าเรือส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับการนำเข้า/ส่งออกสินค้าระหว่างชิลีและประเทศโบลิเวีย  ในกลุ่มสินค้าแร่ธาตุ 

  • แคว้น Antofagasta (เมืองหลวง คือ เมือง Antofagasta) และเมือง Mejillones: กิจกรรมภายในท่าเรือส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับการนำเข้า/ส่งออกสินค้าในกลุ่มทองแดง  

  • แคว้น Antofagasta เมือง Angamos: สินค้าที่ขนถ่ายส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าสำหรับการส่งออกที่มีบรรจุภัณฑ์ขนาดใหญ่

ท่าเรือทางตอนกลาง ประกอบด้วยท่าเรือที่อยู่ในแคว้น Valparaíso ทางตอนกลางของชิลี จำนวน 2 ท่าเรือ ได้แก่

  • ท่าเรือ San Antonio: เป็นท่าเรือที่มีความคับคั่งมากที่สุดของชิลี มีปริมาณขนถ่ายสินค้ากว่าล้านตู้คอนเทนเนอร์ในปี 2568 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นมากกว่า 6 ล้านตู้คอนเทนเนอร์ภายในปี 2579 

  • ท่าเรือ Valparaíso: มีปริมาณการขนถ่ายสินค้ากว่า 841,000 ตู้ตอนเทนเนอร์ในปี 2568 (เพิ่มร้อยละ 22 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า) และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นถึง 1 ล้านตู้คอนเทนเนอร์ภายในปี 2573  

ท่าเรือทางตอนใต้ ประกอบด้วยท่าเรือที่อยู่ในแคว้น Magallanes ทางตอนใต้ของชิลี จำนวน 2 ท่าเรือ ได้แก่

  • ท่าเรือ Punta Arenas: กิจกรรมหลักจะเกี่ยวข้องกับการขนส่งและโลจิสติกส์สินค้าแซลมอน และเชื้อเพลิง 

  • โครงการก่อสร้างท่าเรือ Cabo Negro จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการนำเข้า/ส่งออกสินค้าในกลุ่มพลังงาน และในกลุ่มอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่คาดว่าจะรองรับการขนถ่ายสินค้ารวมกว่า 1.5 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2572 รวมถึงกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การท่องเที่ยว  

ทำเลที่ตั้งของโครงการก่อสร้างท่าเรือ Cabo Negro อยู่ในพื้นที่ช่องแคบ Magellan (Strait of Magellan) ที่สามารถเป็นทางเลือกหนึ่งการขนส่งสินค้าจากฝั่งแปซิฟิกไปยังภูมิภาคเอเชียตะวันออก  ช่วยลดระยะเวลาการขนส่งจากชิลีไปยังภูมิภาคเอเชีย และช่วยลดความแออัดของการขนส่งสินค้าผ่านท่าเรือที่คับคั่งระดับโลก เช่น คลองปานามา  

โดยการขนส่งสินค้าจากท่าเรือ Cabo Negro ผ่านช่องแคบ Magellan จะเป็นประโยชน์และโอกาสสำหรับสินค้าส่งออกของชิลีในกลุ่มพลังงานไปยังตลาดเอเชีย โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ที่มีการนำเข้าพลังงานสีเขียวจำนวนมากจากชิลี เช่น แอมโมเนีย และไฮโดรเจน นอกจากนี้ สคต.ฯ เห็นว่า ไทยจะได้รับประโยชน์ทางอ้อมจากการก่อสร้างท่าเรือดังกล่าวในระยะยาว เนื่องจากการลงทุนและพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสีเขียวของนานาประเทศช่วยให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดความสมดุลระหว่างความต้องการของมนุษย์และการรักษาสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน ในขณะที่ ไทยอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมกับอนาคตด้านพลังงานและเศรษฐกิจยุคใหม่อย่างจริงจัง เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกและรักษาความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว ซึ่งไฮโดรเจนสีเขียวเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านนี้และเป็นพลังงานสะอาดที่จะเข้ามาเสริมระบบพลังงานหลัก โดยไทยได้เริ่มวางแผนและเริ่มขับเคลื่อนพลังงานไฮโดรเจนมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปัจจุบัน 

____________________________

 

 สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงซันติอาโก

กุมภาพันธ์ 2569

Full Steam Ahead on Private Port Project in Cabo Negro Area_REV.pdf
Share :
Instagram