
เวียดนามและสหภาพยุโรปยกระดับความสัมพันธ์ความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์รอบด้านอย่างเป็นทางการ

นาย António Costa ประธานสภายุโรป (Council of Europe) ได้เดินทางเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการในระหว่างวันที่ 28–29 มกราคม 2569 ในโอกาสการเยือนครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้ตัดสินใจยกระดับความสัมพันธ์ความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์รอบด้าน (Comprehensive Strategic Partnership: CSP) ส่งผลให้เวียดนามเป็นประเทศแรกในภูมิภาคอาเซียนที่มีความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์รอบด้านของสหภาพยุโรป
ผู้นำของทั้งสองฝ่ายได้เห็นชอบต่อแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยการเสริมสร้างความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ การค้า และ การลงทุน โดยเน้นย้ำถึงผลประโยชน์ที่เวียดนามและสหภาพยุโรปได้รับจากความตกลงการค้าเสรีระหว่างเวียดนาม–สหภาพยุโรป (EU–Vietnam Free Trade Agreement: EVFTA) เนื่องจากข้อตกลงดังกล่าวได้ช่วยให้มูลค่าการค้าทวิภาคีเพิ่มขึ้นร้อยละ 40 นับตั้งแต่ปี 2563 ทั้งสองฝ่ายต่างเห็นว่ายังมีศักยภาพและช่องทางอีกมากในการขยายความร่วมมือด้านการค้าเพิ่มเติม แม้จะต้องเผชิญกับอุปสรรคและความท้าทายของการค้าโลก ดังนั้น ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันใช้ประโยชน์และพัฒนาโอกาสทางการค้าและการลงทุนในสาขาที่มีความสนใจร่วมกัน สาขาความร่วมมือดังกล่าวครอบคลุมถึง แต่ไม่จำกัดเพียงวัตถุดิบที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ พลังงาน รวมถึงพลังงานและเทคโนโลยีที่มีความปลอดภัย ยั่งยืน และ มีการปล่อยคาร์บอนต่ำ เศรษฐกิจหมุนเวียน โลจิสติกส์ การขนส่ง โครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสาร อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ซึ่งรวมถึงโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นและความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ การเสริมสร้างความสามารถในการรับมือและการกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนภาคเกษตรกรรม ป่าไม้ และ การประมงอย่างยั่งยืน ทั้งสองฝ่ายจะเดินหน้าส่งเสริมความร่วมมือด้านวัตถุดิบที่มีความสำคัญอย่างต่อเนื่องขยายการค้าและการลงทุนในสินค้า บริการ และเทคโนโลยีที่สนับสนุนการสกัดและการแปรรูปอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งเพิ่มการเข้าถึงตลาดสำหรับสินค้า บริการ และการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐต่อไป
ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันในการให้พิจรณาอนุมัติข้อตกลงคุ้มครองการลงทุนระหว่างเวียดนาม–สหภาพยุโรป (EU–Vietnam Investment Protection Agreement: EVIPA) เพื่อส่งเสริมเงินลงทุนคุณภาพสูงจากสหภาพยุโรปสู่เวียดนาม นอกจากนี้ สหภาพยุโรปให้คำมั่นว่าจะส่งคณะตรวจสอบไปยังเวียดนามเพื่อประเมินการแก้ไขปัญหาการทำประมง ผิดกฎหมาย ไม่รายงาน และไม่อยู่ภายใต้การควบคุม (Illegal, Unreported and Unregulated Fishing: IUU) พร้อมทั้งสนับสนุนเวียดนามอย่างต่อเนื่องในการปรับปรุงอุตสาหกรรมประมงให้มีความทันสมัยและยั่งยืน
ในโอกาสการเยือนครั้งนี้ นาย António Costa ประธานสภายุโรป ได้เยี่ยมชมโครงการรถไฟฟ้าสายที่ 3 ของ กรุงฮานอย (Nhon – สถานีรถไฟฮานอย) ซึ่งเป็นโครงการที่สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมืออย่างลึกซึ้งระหว่างเวียดนาม และพันธมิตรยุโรปและมุ่งสู่การขยายความร่วมมือในด้านคมนาคมสีเขียว รถไฟ ท่าเรือ สนามบิน รถไฟความเร็วสูง และระบบรถไฟฟ้าในเขตเมือง ภายใต้กรอบริเริ่มโครงการโกลบอลเกตเวย์ Global Gateway ของสหภาพยุโรป ขณะเดียวกัน สหภาพยุโรปยังเป็นหุ้นส่วนของเวียดนามในกรอบความเป็นหุ้นส่วนโครงการการเปลี่ยนผ่านที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Just Energy Transition Partnership – JETP) โดยมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนเวียดนามในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน และส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืน
ในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สหภาพยุโรปมีแผนลงนามในบันทึกความเข้าใจ (Memorandom of Understanding: MOU) กับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของเวียดนาม (Ministry of Science and Technology: MOST) เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา การแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญ การเข้าร่วมโครงการ Marie Skłodowska-Curie และโครงการริเริ่มที่เกี่ยวข้องอื่นๆ
(จาก https://hanoitimes.vn/)
ข้อคิดเห็น สคต
การเยือนอย่างเป็นทางการของนาย António Costa ประธานสภายุโรป และการยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนาม–สหภาพยุโรปขึ้นเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์รอบด้าน (CSP) ได้ส่งสัญญาณเชิงบวกต่อสภาพแวดล้อมความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนระหว่างเวียดนามกับพันธมิตรทั่วโลก รวมถึงภาคธุรกิจจากประเทศไทยด้วย การเสริมสร้าง ความร่วมมือในสาขาต่างๆ อาทิ การค้า การลงทุน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐาน ควบคู่กับการผลักดันการดำเนินการข้อตกลงการค้าเสรีเวียดนาม–สหภาพยุโรป (EVFTA) อาจเอื้อให้เกิดสภาพแวดล้อมและโอกาสในการขยายตลาดส่งออกวัสดุและชิ้นส่วนประกอบในห่วงโซ่การผลิตของผู้ประกอบการไทยให้แก่ผู้ผลิตเวียดนามเพื่อการส่งออกไปยังตลาดยุโรป
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายยังคงมีอยู่ การที่เวียดนามเร่งให้มีความร่วมมือและยกระดับความสัมพันธ์กับสหภาพยุโรปอย่างแน่นแฟ้น หมายความว่าแรงกดดันด้านการแข่งขันในตลาดเวียดนามจะเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากสินค้าจากสหภาพยุโรปสามารถเข้าสู่ตลาดได้สะดวกยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันมาตรฐานด้านสินค้าและเทคนิคต่างๆ ถูกยกระดับให้เข้มงวดมากขึ้นโดยเฉพาะการส่งเสริมความร่วมมือด้านการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและมาตรฐานความยั่งยืน อาจก่อให้เกิดข้อกำหนดที่สูงขึ้นในด้านคุณภาพ มาตรฐานสิ่งแวดล้อม และความสามารถในการปรับตัวทางเทคโนโลยีของสินค้านำเข้า ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยอาจต้องเร่งพัฒนาสินค้าเพื่อสามารถแข่งขันได้ดีในตลาดเวียดนาม อย่างไรก็ดี แม้ว่าความร่วมมือ อย่างเข้มข้นระหว่างเวียดนามกับสหภาพยุโรปในด้านห่วงโซ่อุปทาน โครงสร้างพื้นฐาน และเทคโนโลยี อาจเป็นความท้าทายต่อภาคธุรกิจในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงประเทศไทย แต่ผู้ประกอบการยังสามารถใช้ประโยชน์จากจุดแข็งด้านต้นทุน การดำเนินงานหรือความยืดหยุ่นในการผลิต เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดเวียดนามต่อไป