fb
เวียดนามอัพเกรดอุตสาหกรรมข้าวสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง รับแรงกดดันสภาพภูมิอากาศและมาตรฐานการค้าโลก

เวียดนามอัพเกรดอุตสาหกรรมข้าวสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง รับแรงกดดันสภาพภูมิอากาศและมาตรฐานการค้าโลก

โดย
Tran
ลงเมื่อ 06 มีนาคม 2569 16:19
สคต. ณ นครโฮจิมินห์ (เวียดนาม) (TTC, Ho Chi Minh City (Vietnam))
6

เนื้อข่าว 

 ภาคการผลิตข้าวของเอเชีย รวมถึงเวียดนาม กำลังอยู่ในช่วงการปรับทิศทางเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรม จากแนวทางที่มุ่งขยายพื้นที่เพาะปลูกและเพิ่มปริมาณผลผลิตรวมไปสู่การยกระดับมูลค่าทางเศรษฐกิจต่อหน่วยพื้นที่มากยิ่งขึ้น ภายใต้บริบทที่อุปทานข้าวในตลาดโลกยังคงอยู่ในระดับสมดุลกับความต้องการบริโภค โดยในปีการผลิต 2568 – 2569 คาดว่าปริมาณผลผลิตข้าวทั่วโลกจะอยู่ที่ประมาณ 556.4 ล้านตัน และหลายประเทศสามารถบรรลุระดับความมั่นคงทางอาหารแบบพึ่งพาตนเองได้แล้ว

image.png

อย่างไรก็ดี ปัจจัยกำหนดทิศทางการพัฒนาภาคข้าวในระยะต่อไปมิได้ขึ้นอยู่กับการเพิ่มปริมาณผลผลิตเป็นสำคัญ หากแต่เป็นแรงผลักดันจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ข้อกำหนดด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนมาตรฐานการนำเข้าที่มีความเข้มงวดมากขึ้นในตลาดโลก ซึ่งส่งผลให้แนวทาง การเติบโตที่มุ่งเน้นการเพิ่มปริมาณผลผลิตเป็นหลักเริ่มไม่สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจการค้าและข้อกำหนดด้านความยั่งยืนของตลาดระหว่างประเทศในปัจจุบัน

ในบริบทดังกล่าว เวียดนามจึงเร่งผลักดันการปรับรูปแบบการพัฒนาภาคข้าวไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่มีข้าวเป็นศูนย์กลางของห่วงโซ่มูลค่า (rice economy) ซึ่งให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิต คุณภาพสินค้า และการสร้างมูลค่าเพิ่ม มากกว่าการจำหน่ายผลผลิตขั้นต้นเพียงอย่างเดียว ที่ผ่านมาเวียดนามสามารถยกระดับผลิตภาพการผลิตข้าวได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 6 ตันต่อเฮกตาร์ และมีผลผลิตรวมมากกว่า 43 ล้านตันต่อปี อย่างไรก็ตาม ศักยภาพในการเพิ่มผลผลิตเชิงปริมาณเริ่มมีข้อจำกัด ทำให้ทิศทาง การพัฒนาในระยะต่อไปมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพผลผลิต การเพิ่มประสิทธิภาพเชิงต้นทุน และการส่งเสริมรูปแบบการผลิตที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ (low-emission production)

เพื่อขับเคลื่อนแนวทางดังกล่าว กระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมของเวียดนามได้ดำเนินโครงการสำคัญหลายประการ อาทิ โครงการพัฒนาพื้นที่ปลูกข้าวคุณภาพสูงและปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำจำนวน 1 ล้านเฮกตาร์ในเขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง (Mekong Delta) ควบคู่กับโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการผลิตพืชช่วงปี 2568 – 2578 โดยมีเป้าหมายส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถสร้างรายได้เพิ่มเติมจากตลาดคาร์บอน (carbon markets) และกลไกทางการเงินด้านคาร์บอน (carbon finance mechanisms) นอกเหนือจากรายได้จากการจำหน่ายข้าวสารเพียงอย่างเดียว

ทั้งนี้ เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจำเป็นต้องปฏิบัติตามมาตรฐานการเพาะปลูกที่กำหนด เช่น การลดการใช้เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย และสารกำจัดศัตรูพืช การบริหารจัดการน้ำแบบสลับเปียกสลับแห้ง (alternate wetting and drying: AWD) ตลอดจนการจัดการฟางข้าวอย่างเหมาะสม จากผลการดำเนินโครงการนำร่องพบว่าสามารถลดการปล่อยก๊าซมีเทนได้ประมาณร้อยละ 20–40 และช่วยเพิ่มกำไรสุทธิของเกษตรกรได้มากกว่าร้อยละ 30 

ขณะเดียวกัน เวียดนามอยู่ระหว่างการพัฒนาระบบการวัด รายงาน และทวนสอบ (Measurement, Reporting and Verification: MRV) เพื่อจัดทำฐานข้อมูลที่มีความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ รองรับการรับรองคาร์บอนเครดิตในภาคการผลิตพืช นอกจากนี้ ยังเร่งส่งเสริมการใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตรและเทคโนโลยีดิจิทัลในกระบวนการผลิต เช่น การใช้โดรนในการหว่านเมล็ดและใส่ปุ๋ย รวมถึงการจัดทำระบบบันทึกข้อมูลการผลิตในรูปแบบดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบย้อนกลับ และรองรับข้อกำหนดด้านมาตรฐานของตลาดนำเข้าในระดับสากล

ในเชิงสถาบัน สหกรณ์การเกษตรซึ่งจัดตั้งและดำเนินงานภายใต้กฎหมายสหกรณ์ของเวียดนาม มีบทบาทสำคัญในฐานะกลไกกลางของระบบการผลิต โดยทำหน้าที่จัดระเบียบการเพาะปลูก เชื่อมโยงเกษตรกรกับภาคธุรกิจ และคุ้มครองผลประโยชน์ของสมาชิกในเครือข่าย ทั้งยังสนับสนุนการรวมกลุ่มของเกษตรกรเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองในห่วงโซ่มูลค่า และยกระดับประสิทธิภาพการจัดการการผลิตในระดับพื้นที่ 

ในระดับภูมิภาค เวียดนามยังได้เสนอแนวทางความร่วมมือระหว่างประเทศในหลายด้าน ได้แก่ การพัฒนาเมล็ดพันธุ์ที่ทนทานต่อสภาพภูมิอากาศ การปรับประสานมาตรฐานการผลิตแบบปล่อยคาร์บอนต่ำ และการผลักดันการยอมรับร่วมกันของคาร์บอนเครดิตภาคการเกษตร ควบคู่กับการเรียกร้องให้สถาบันการเงินระหว่างประเทศขยายการสนับสนุนผ่านกลไกทางการเงินด้านสภาพภูมิอากาศ (climate finance) และกลไกการจ่ายเงินตามผลลัพธ์ (results-based payment mechanisms) เพื่อสนับสนุนการปรับโครงสร้างห่วงโซ่มูลค่าข้าว 

แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อยกระดับประสิทธิภาพของภาคการผลิตข้าวอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งลดต้นทุนการผลิต เพิ่มคุณภาพสินค้าและขยายโอกาสการเข้าถึงตลาด ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเกษตรกรรายย่อย และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้การพัฒนาภาคข้าวดำเนินไปอย่างยั่งยืนในระยะยาว

 (แหล่งที่มา https://vietnamnews.vn/ ฉบับวันที่ 3 มีนาคม 2569)

วิเคราะห์ผลกระทบ

อุตสาหกรรมข้าวของเวียดนามกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างที่สำคัญ โดยทิศทางการพัฒนาจะเปลี่ยนจากการมุ่งเพิ่มปริมาณผลผลิตและการส่งออก ไปสู่การยกระดับมูลค่าเพิ่ม คุณภาพสินค้า และมาตรฐานการผลิตในห่วงโซ่มูลค่ามากยิ่งขึ้น การปรับตัวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางบริบทของการแข่งขันทางการค้าโลกที่ทวีความเข้มข้น ควบคู่กับการยกระดับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ซึ่งเริ่มถูกนำมาใช้เป็นเงื่อนไขทางการค้าในตลาดนำเข้าสำคัญ ตลอดจนความผันผวนของอุปสงค์ในตลาดโลก ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้เวียดนามจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างภาคการผลิต การค้า และการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างเป็นระบบ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมข้าวในระยะยาว ทั้งในด้านประสิทธิภาพการผลิต ความสามารถในการเข้าถึงตลาด และการปฏิบัติตามมาตรฐานสากลที่เข้มงวดมากขึ้น

ข้อมูลการค้าล่าสุดสะท้อนแนวโน้มดังกล่าวได้อย่างชัดเจน โดยในเดือนมกราคม 2569 ฟิลิปปินส์ยังคงเป็นตลาดส่งออกหลักของข้าวเวียดนาม ด้วยปริมาณนำเข้ากว่า 331,000 ตัน มูลค่า 147.4 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นประมาณร้อยละ 51 ของปริมาณและเกือบร้อยละ 48 ของมูลค่าการส่งออกข้าวทั้งหมดของเวียดนามในเดือนดังกล่าว สัดส่วนดังกล่าวสะท้อนระดับการพึ่งพาตลาดหลักที่ยังคงอยู่ในระดับค่อนข้างสูง แม้มาตรการปรับนโยบายด้านความมั่นคงทางอาหารของประเทศคู่ค้าอาจมีลักษณะชั่วคราวก็ตาม อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการกระจายตลาดเริ่มปรากฏเด่นชัดมากขึ้น โดยตลาดในอาเซียนและแอฟริกาเริ่มมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย รวมถึงหลายประเทศในแอฟริกาตะวันตก โดยในปี 2568 กานาได้เพิ่มการนำเข้าข้าวจากเวียดนามร้อยละ 21.3 โกตดิวัวร์เพิ่มขึ้นร้อยละ 67.5 และบังกลาเทศเพิ่มขึ้นถึง 125 เท่า สัญญาณดังกล่าวสะท้อนศักยภาพของตลาดเกิดใหม่ในการรองรับการขยายตัวของการส่งออก และช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดเดียวในเชิงโครงสร้าง

ในขณะเดียวกัน ตลาดพัฒนาแล้ว เช่น สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และอเมริกาเหนือ ยังคงยกระดับข้อกำหนดด้านมาตรฐานสินค้าเกษตรอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นข้อกำหนดเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การใช้ทรัพยากรน้ำ การควบคุมสารตกค้างทางการเกษตร ตลอดจนมาตรฐานความรับผิดชอบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมในห่วงโซ่อุปทาน ส่งผลให้ความได้เปรียบเชิงปริมาณผลผลิตซึ่งเคยเป็นจุดแข็งสำคัญของเวียดนามในอดีตไม่เพียงพออีกต่อไปในการรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว ดังนั้น ประเด็นเชิงยุทธศาสตร์ของภาคข้าวเวียดนามจึงมิได้อยู่ที่การเพิ่มปริมาณการส่งออกเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นการยกระดับมาตรฐานการผลิต การสร้างความแตกต่างของสินค้า และการปรับตัวให้สอดคล้องกับกฎระเบียบทางการค้าและสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศที่มีความเข้มงวดมากขึ้น

ภายใต้บริบทดังกล่าว รัฐบาลเวียดนามจึงได้ผลักดันนโยบายสำคัญเพื่อปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมข้าว โดยเฉพาะโครงการพัฒนาพื้นที่ปลูกข้าวคุณภาพสูงและปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำจำนวน 1 ล้านเฮกตาร์ในเขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ควบคู่กับแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการเกษตรช่วงปี 2568–2578 นโยบายดังกล่าวมิได้เป็นเพียงการขยายพื้นที่ผลิตเชิงปริมาณ หากแต่มีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ในการยกระดับมาตรฐานกระบวนการผลิต ลดต้นทุนที่ไม่จำเป็น เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปัจจัยการผลิต และส่งเสริมการเชื่อมโยงระหว่างภาคการผลิต การแปรรูป และการตลาดในห่วงโซ่มูลค่าข้าวอย่างครบวงจร ในมิติที่ลึกยิ่งขึ้น โครงการดังกล่าวยังสะท้อนความพยายามของเวียดนามในการผลักดันข้าวคาร์บอนต่ำให้เป็นสินค้าทางยุทธศาสตร์ใหม่ของประเทศ และเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าโลกที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานความยั่งยืนมากขึ้น

ความคืบหน้าของแนวทางดังกล่าวเริ่มปรากฏเป็นรูปธรรม โดยในเดือนพฤศจิกายน 2568 ข้าวเวียดนามประมาณ 70,000 ตันได้รับฉลากรับรองข้าวเวียดนามที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปล่อยคาร์บอนต่ำซึ่งแม้ปริมาณยังอยู่ในระดับจำกัดเมื่อเทียบกับปริมาณการส่งออกทั้งหมด แต่ถือเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนามาตรฐานสินค้าเกษตรที่สอดคล้องกับแนวโน้มการค้าระหว่างประเทศในอนาคต อีกทั้งยังสะท้อนระดับความเชื่อมั่นของทั้งเกษตรกร สหกรณ์การเกษตร และผู้ประกอบการส่งออก ต่อทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมข้าวรูปแบบใหม่ที่มุ่งเน้นคุณภาพ มาตรฐาน และความยั่งยืน

การปรับทิศทางสู่ระบบการผลิตที่เน้นมูลค่าเพิ่มสูงของอุตสาหกรรมข้าวเวียดนามถือเป็นทั้งโอกาสเชิงยุทธศาสตร์และความท้าทายเชิงโครงสร้างในเวลาเดียวกัน หากเวียดนามสามารถเดินหน้ากระจายตลาดส่งออก ลดการพึ่งพาตลาดหลัก ยกระดับมาตรฐานการผลิต และสร้างความแตกต่างของสินค้าโดยอาศัยคุณภาพและคุณลักษณะด้านความยั่งยืนเป็นปัจจัยสำคัญ ก็มีแนวโน้มที่จะรักษาสถานะผู้ส่งออกข้าวรายสำคัญของโลก พร้อมทั้งยกระดับบทบาทสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและการค้าข้าวคุณภาพสูงและคาร์บอนต่ำในตลาดโลกได้อย่างมั่นคงในระยะยาว ซึ่งจะส่งผลเชิงบวกต่อรายได้ของเกษตรกร การพัฒนาห่วงโซ่มูลค่าเกษตร และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจการค้าของประเทศโดยรวม

นำเสนอโอกาส/แนวทาง

การปรับโครงสร้างภาคการผลิตข้าวของเอเชีย รวมถึงเวียดนาม จากแนวทางที่มุ่งเพิ่มปริมาณผลผลิตไปสู่การยกระดับมูลค่าเพิ่ม คุณภาพสินค้า และมาตรฐานความยั่งยืน มีแนวโน้มส่งผลต่อโครงสร้างการแข่งขันในตลาดข้าวโลกอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในด้านมาตรฐานสิ่งแวดล้อม การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และระบบตรวจสอบย้อนกลับ ซึ่งเริ่มถูกใช้เป็นเงื่อนไขทางการค้าในตลาดนำเข้าสำคัญมากขึ้น สำหรับผู้ประกอบการไทย แนวโน้มดังกล่าวอาจก่อให้เกิดแรงกดดันด้านการแข่งขันในระยะกลาง เนื่องจากเวียดนามมีการปรับระบบการผลิตและพัฒนาห่วงโซ่มูลค่าอย่างเป็นระบบเพื่อรองรับมาตรฐานการค้าใหม่ ขณะเดียวกัน การขยายตลาดส่งออกของเวียดนามไปยังอาเซียน แอฟริกา และตลาดเกิดใหม่ อาจทำให้การแข่งขันในตลาดข้าวระดับกลางถึงล่างมีความเข้มข้นมากขึ้น

อย่างไรก็ดี การยกระดับมาตรฐานการผลิตและการพัฒนาโครงการข้าวคาร์บอนต่ำของเวียดนามยังเปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่สำหรับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยีการเกษตร เครื่องจักรกลการเกษตร ระบบดิจิทัลเพื่อการจัดการฟาร์ม ตลอดจนบริการด้านการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานความยั่งยืน ซึ่งมีแนวโน้มได้รับความต้องการเพิ่มขึ้นจากการดำเนินโครงการพัฒนาพื้นที่ปลูกข้าวคุณภาพสูงและปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำในเขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง นอกจากนี้ การพัฒนาระบบการวัด รายงาน และทวนสอบ (MRV) รวมถึงการเชื่อมโยงกับตลาดคาร์บอน อาจเปิดโอกาสให้เกิดความร่วมมือด้านกลไกการเงินเพื่อสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิตภาคการเกษตรในระดับภูมิภาค

                    ผู้ประกอบการไทยทั้งในประเทศและในเวียดนามควรเร่งปรับตัว โดยมุ่งยกระดับมาตรฐานการผลิตและการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานให้สอดคล้องกับข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนของตลาดโลก ควบคู่กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าวที่มีความแตกต่างด้านคุณภาพและมูลค่าเพิ่ม เช่น ข้าวคุณภาพสูง ข้าวเฉพาะสายพันธุ์ หรือผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าว นอกจากนี้ การสร้างความร่วมมือกับสหกรณ์การเกษตรและผู้ประกอบการท้องถิ่นในเวียดนาม ตลอดจนการติดตามทิศทางนโยบายด้านคาร์บอน ตลาดคาร์บอน และมาตรฐานการค้าระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด จะเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาความสามารถในการแข่งขันและขยายโอกาสทางการค้าในห่วงโซ่มูลค่าข้าวของภูมิภาคในระยะยาว

News 2 - 6 March 2026 -VN rice sector enters higher-value era-edit.pdf
Share :
Instagram