
จากรายงานของผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐ (State Comptroller) นาย Matanyahu Englman และข้อมูลจาก ธนาคารกลางอิสราเอล (Bank of Israel) ที่เผยแพร่ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2569 ได้เตือนและรายงานเกี่ยวกับความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง ของการค้าและการลงทุนของอิสราเอล 3 ด้าน ซึ่งพอสรุปเป็นประเด็นที่สำคัญได้ดังนี้
ด้านที่ 1 วิกฤตความมั่นคงด้านพลังงานและก๊าซธรรมชาติ (Energy Independence at Risk)
จากรายงานตรวจสอบภาวะฉุกเฉินและการจัดการโครงสร้างพื้นฐาน (State Comptroller Report) รายงานว่า อิสราเอลกำลังเผชิญความเสี่ยงที่จะสูญเสียการพึ่งพาตนเองด้านพลังงานภายใน 2 ทศวรรษข้างหน้า (ภายในต้นทศวรรษ 2050 หรืออาจเร็วกว่านั้น 4 ปี) โดยมีสาเหตุหลัก คือ
การส่งออกที่มากเกินไป ในปีที่ผ่านมา อิสราเอลส่งออกก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้ในประเทศสูงถึง 49% ไปยังอียิปต์และจอร์แดน ทำให้ปริมาณสำรองเพื่อใช้ในประเทศลดลงเร็วกว่ากำหนด
การเติบโตของอุปสงค์พลังงาน: ความต้องการไฟฟ้าในประเทศพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจากจำนวนประชากรที่โตขึ้น สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง และการขยายตัวอย่างรวดเร็วของ ศูนย์ข้อมูลขั้นสูง (Data Centers) ที่ใช้สำหรับระบบปัญญาประดิษฐ์
ขาดคลังจัดเก็บก๊าซบนฝั่ง (No Onshore Storage): อิสราเอลพึ่งพาก๊าซธรรมชาติจากแหล่งนอกชายฝั่งถึง 70% ในการผลิตไฟฟ้า แต่กลับไม่มีสถานีจัดเก็บก๊าซธรรมชาติบนฝั่งเลย ส่งผลให้ระบบไฟฟ้ามีความเปราะบางสูงมากหากเกิดกรณีฉุกเฉินหรือถูกโจมตีทางทหาร
ความเสี่ยงจากการปิดโรงกลั่นน้ำมัน: แผนการปิดโรงกลั่นน้ำมัน Bazan ในอ่าวไฮฟาภายในปี 2572 จะทำให้ประเทศต้องพึ่งพาผู้นำเข้าก๊าซหุงต้ม (LPG) รายใหญ่เพียงรายเดียวถึง 80% ซึ่งรัฐบาลยังไม่มีมาตรการรองรับความเสี่ยงด้านความมั่นคง
ด้านที่ 2 ความเสี่ยงในตลาดสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (Mortgage Market Vulnerability)
จากรายงานของผู้ตรวจการแผ่นดินระบุว่า ตลาดสินเชื่อบ้านของอิสราเอลกำลังส่งสัญญาณอันตรายต่อระบบสถาบันการเงิน โดยมีสัญญานในเรื่องดังกล่าว ดังนี้
สัดส่วนหนี้กลุ่มเสี่ยงพุ่งสูง: ตัวเลขสะสมชี้ว่า สัดส่วนของสินเชื่อบ้านที่จัดอยู่ในกลุ่ม "ความเสี่ยงสูง" (High-risk Loans) ได้พุ่งทะยานจาก 20% ขึ้นมาอยู่ที่ 31%
ข้อจำกัดในการจ่ายคืนของภาคครัวเรือน: หนี้ครัวเรือนภาพรวมขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 914,000 ล้านเชเกล ซึ่งภาระหนี้ที่สูงประกอบกับอัตราดอกเบี้ยเบนช์มาร์ก (Prime Rate) ของธนาคารกลางที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับ 4% กำลังทำให้หลายครอบครัวเริ่มหมดความสามารถในการผ่อนชำระรายเดือน
ความล่าช้าด้านการกำกับดูแล: รายงานวิจารณ์ฝ่ายกำกับดูแลธนาคาร (Banking Supervision Department) ว่า ไม่ได้ปรับปรุงเกณฑ์การคำนวณน้ำหนักความเสี่ยง (Risk Weightings) ให้สอดคล้องกับสภาพตลาดปัจจุบัน โดยเกณฑ์หลักไม่ได้ถูกแก้ไขมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 ซึ่งอาจนำไปสู่ความล้มเหลวเชิงระบบ (Systemic Failure) คล้ายวิกฤตซับไพรม์ในอดีตได้หากราคาอสังหาริมทรัพย์ผันผวน
ด้านที่ 3 สถานะงบขาดดุลและหนี้สาธารณะ (Fiscal Deficit & Public Debt)
รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจฉบับล่าสุดจาก สถาบันประชาธิปไตยอิสราเอล (IDI)และ Bank of Israel ระบุสถานะทางการคลังที่ตึงตัวอย่างมาก โดยตัวเลขที่จะต้องติดตามดังนี้
หนี้สาธารณะต่อ GDP เพิ่มขึ้นจดทะลุเป้า: เดิมก่อนช่วงสงคราม หนี้สาธารณะของอิสราเอลค่อนข้างแข็งแกร่งอยู่ที่ราว 60% ของ GDP แต่ผลจากค่าใช้จ่ายทางทหารและการเยียวยาทำให้หนี้ดีดตัวขึ้นมาอยู่ที่ 68.5% ในปีที่ผ่านมา และคาดการณ์ว่าจะพุ่งขึ้นไปยืนอยู่ที่ระดับ 70.5% - 71% ของ GDP ณ สิ้นปี พ.ศ. 2569 นี้
การขาดดุลงบประมาณที่สูงกว่าคาด: แม้ว่ารัฐบาลจะตั้งเป้าขาดดุลงบประมาณปี 2569 ไว้ที่ 4.9% แต่เนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจและรายได้จากภาษีไม่ได้เป็นไปตามเป้าหมาย ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ คาดว่ายอดขาดดุลจริงจะขยับสูงขึ้นไปอยู่ที่ราว 5.3% ของ GDP ซึ่งเป็นการขาดดุลในระดับสูงติดต่อกันเป็นปีที่ 4
แรงกดดันต่องบประมาณปี 2570: สถาบันการเงินระหว่างประเทศเตือนให้รัฐบาลปรับลดงบประมาณที่ไม่จำเป็น และหลีกเลี่ยงการประเมินรายได้ในแง่ดีเกินไป เพื่อป้องกันการถูกหั่นอันดับเครดิตความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ซึ่งจะยิ่งทำให้ต้นทุนการกู้ยืมเงินของประเทศเพื่อมาฟื้นฟูเศรษฐกิจสูงขึ้นไปอีก
แผนการรับมือของธนาคารกลางอิสราเอล
รัฐบาลอิสราเอลและธนาคารกลาง (Bank of Israel) ได้มีการประกาศแผน แถลงนโยบาย และพิจารณาร่างมาตรการเพื่อรับมือกับความเสี่ยงเชิงโครงสร้างทั้ง 3 ด้านอย่างเร่งด่วน โดยสามารถประมวลแนวทางการแก้ไขปัญหาได้ดังนี้
1. แผนรับมือวิกฤตพลังงานและความมั่นคงก๊าซธรรมชาติ
กระทรวงพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานร่วมกับสภาความมั่นคงแห่งชาติ (NSC) กำลังปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์พลังงานใหม่เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานในทะเล:
การทบทวนโควตาการส่งออก (Export Quota Review): เริ่มมีการตั้งคณะกรรมการพิจารณาจำกัดเพดานการส่งออกก๊าซธรรมชาติไปยังอียิปต์และจอร์แดนใหม่ เพื่อบังคับให้ผู้รับสัมปทานต้องสำรองก๊าซไว้ใช้ในประเทศเพิ่มขึ้นในระยะยาว
เร่งสร้างคลังจัดเก็บและโครงข่ายบนฝั่ง: มีการอนุมัติงบประมาณเร่งด่วนเพื่อพัฒนา สถานีจัดเก็บก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) บนฝั่ง และสถานีจ่ายก๊าซสำรองในพื้นที่ปลอดภัย เพื่อไม่ให้การผลิตไฟฟ้าพึ่งพาท่อส่งจากทะเลเพียงอย่างเดียว
การกระจายความเสี่ยงด้วยพลังงานหมุนเวียน: รัฐบาลปรับเป้าหมายการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Power) ร่วมกับระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ให้สูงขึ้น โดยเน้นติดตั้งในพื้นที่ทะเลทรายเนเกฟ (Negev) เพื่อลดสัดส่วนการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติที่ปัจจุบันสูงถึง 70%
2. มาตรการควบคุมความเสี่ยงในตลาดสินเชื่อบ้าน (Mortgages)
ฝ่ายกำกับดูแลสถาบันการเงินของธนาคารกลางอิสราเอล ได้ยกระดับการควบคุมเพื่อป้องกันวิกฤตฟองสบู่และหนี้เสีย (NPLs):
คุมเข้มเกณฑ์การปล่อยกู้ (Macroprudential Measures): ธนาคารกลางอยู่ระหว่างการพิจารณาปรับเพิ่มน้ำหนักความเสี่ยง (Risk Weighting) สำหรับกลุ่มสินเชื่อบ้านที่มีสัดส่วนหนี้ต่อรายได้สูง (High Loan-to-Income) ซึ่งจะบังคับให้ธนาคารพาณิชย์ต้องกันสำรองเงินทุนหนาขึ้นหากจะปล่อยกู้ให้กลุ่มเสี่ยง
โครงการปรับโครงสร้างหนี้ภาคครัวเรือน: มีการร่วมมือกับธนาคารพาณิชย์ขยายระยะเวลามาตรการผ่อนปรน (Grace Period) และการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โดยอนุญาตให้ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวสามารถปรับลดค่างวดชั่วคราว หรือพักชำระเงินต้นได้ยาวขึ้นเพื่อป้องกันการผิดนัดชำระหนี้เป็นวงกว้าง
เร่งปลดล็อกซัพพลายที่อยู่อาศัย: กระทรวงก่อสร้างและที่อยู่อาศัยเร่งผลักดันโครงการก่อสร้างบ้านราคาประหยัด และเพิ่มการประมูลที่ดินของรัฐเพื่อชะลอการพุ่งสูงขึ้นของราคาอสังหาริมทรัพย์
3. แผนบริหารจัดการงบประมาณและลดหนี้สาธารณะ
กระทรวงการคลัง (Ministry of Finance) ร่วมกับรัฐสภา (Knesset) กำลังเตรียมกรอบงบประมาณปี 2570 เพื่อกู้คืนความเชื่อมั่นของสถาบันจัดอันดับเครดิตโลก ดังนี้
การปฏิรูปภาษีและเพิ่มรายได้รัฐ: รัฐบาลมีแผนปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 17% เป็น 18% ซึ่งคาดว่าจะเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างจริงจังเพื่อดึงรายได้เข้าคลัง รวมถึงการตัดลดข้อยกเว้นทางภาษีในบางเซกเตอร์ที่ไม่จำเป็น
การหั่นงบประมาณรายจ่ายที่ไม่เร่งด่วน (Austerity Measures): กระทรวงการคลังเสนอแผนตัดลดงบประมาณของกระทรวงต่าง ๆ (ยกเว้นงบกลาโหมและความมั่นคง) โดยเน้นไปที่การชะลอโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ที่ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน และการยุบรวมหน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่ทับซ้อนกัน
การออกพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว (Diaspora Bonds): เน้นการระดมทุนผ่านการออกพันธบัตรอิสราเอล (Israel Bonds) ในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มนักลงทุนสถาบันและชุมชนชาวยิวในสหรัฐฯ และยุโรป เพื่อกระจายแหล่งกู้เงินและล็อคอัตราดอกเบี้ยระยะยาว ป้องกันความผันผวนของต้นทุนการกู้ยืมในอนาคต
ความเห็นของ สคต.
สคต. ณ กรุงเทลอาวีฟ มีมุมมองและข้อแนะนำแก่ผู้ประกอบการและนักธุรกิจไทย เพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างของอิสราเอล ดังนี้
1. วิกฤตพลังงานและการผลิตไฟฟ้า
ความเปราะบางของระบบไฟฟ้าอิสราเอลที่พึ่งพาก๊าซธรรมชาติสูงถึง 70% และขาดคลังจัดเก็บบนฝั่ง อาจส่งผลให้เกิด ภาวะไฟฟ้าดับหรือค่าไฟผันผวนเฉียบพลัน หากเกิดการยกระดับทางทหาร รวมถึงแผนการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานแสงอาทิตย์ของรัฐบาล
คำแนะนำ
กลุ่มสินค้าอาหารและสินค้าเกษตรแปรรูป: ควรตรวจสอบกับผู้นำเข้าอิสราเอลเกี่ยวกับระบบโลจิสติกส์และการจัดเก็บสินค้า (Cold Chain Logistics) ว่ามีระบบไฟสำรองที่มั่นคงเพียงพอหรือไม่ เพื่อป้องกันสินค้าเน่าเสียระหว่างการขนส่งหรือกักกันศุลกากร
โอกาสส่งออกสินค้าไทย: ถือเป็นโอกาสทองของไทยในการผลักดันสินค้ากลุ่ม อุปกรณ์ประหยัดพลังงาน, แผงโซลาร์เซลล์, และระบบสำรองไฟ (UPS/Energy Storage) เนื่องจากทั้งภาครัฐและภาคครัวเรือนในอิสราเอลมีความต้องการกระจายความเสี่ยงด้านพลังงานสูงขึ้นมาก
2. ความเสี่ยงตลาดสินเชื่อบ้านและกำลังซื้อภาคครัวเรือน
หนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงประกอบกับอัตราดอกเบี้ยผ่อนบ้านที่กดดัน ทำให้ประชาชนอิสราเอลชนชั้นกลางลงไปมี กำลังซื้อที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ พฤติกรรมการบริโภคจะเปลี่ยนไปสู่ความคุ้มค่า (Value for Money) และระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น
คำแนะนำ
การปรับตำแหน่งผลิตภัณฑ์ (Product Positioning):สินค้าไทยที่ส่งออกมายังอิสราเอล (เช่น อาหารกระป๋อง, ของใช้ในบ้าน, ผลิตภัณฑ์ส่วนบุคคล) ควรเน้นจับตลาดกลุ่ม "ราคาคุ้มค่า" (Affordable Quality) หรือสินค้าที่ทดแทนสินค้าราคาแพงจากยุโรปได้
หลีกเลี่ยงสินค้าฟุ่มเฟือยระดับกลาง: สินค้าที่ไม่ได้จำเป็นต่อการดำรงชีวิตหรือมีราคาสูงเกินไปอาจมียอดขายชะลอตัว ควรชะลอการขยายตลาดกลุ่มนี้ชั่วคราว
เพิ่มความระมัดระวังด้านการชำระเงินค่าสินค้า: จากภาวะตึงตัวทางการเงินของผู้นำเข้าที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต ควรพิจารณาเงื่อนไขการชำระเงินที่รัดกุม เช่น การใช้ Letter of Credit (L/C) หรือการเก็บเงินมัดจำล่วงหน้าเพื่อลดความเสี่ยงจากการเบี้ยวหนี้
3. มาตรการรัดเข็มขัดและการขึ้นภาษี VAT ของรัฐบาล
แผนการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เป็น 18% และการตัดลดงบประมาณของภาครัฐเพื่อควบคุมหนี้สาธารณะ จะส่งผลให้ ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในอิสราเอลปรับตัวสูงขึ้นทั้งกระดาน และการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐจะเข้มงวดขึ้น
คำแนะนำ
คำนวณต้นทุนการนำเข้าสินค้าแฝงใหม่: ผู้นำเข้าอิสราเอลจะมีภาระต้นทุนภาษีที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจขอลดราคาส่งออกจากฝั่งไทย นักธุรกิจไทยจึงต้องบริหารต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งให้มีประสิทธิภาพเพื่อคงความสามารถในการแข่งขัน
เจาะกลุ่มสินค้าวัตถุดิบ (Raw Materials):แทนที่จะส่งออกสินค้าสำเร็จรูป ควรเน้นการส่งออกวัตถุดิบหรือสินค้ากึ่งสำเร็จรูป (เช่น ส่วนผสมอาหาร, ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์) ให้แก่โรงงานในอิสราเอล เพื่อช่วยเขาลดต้นทุนการผลิตในประเทศ
ติดตามนโยบายการค้าอย่างใกล้ชิด: รัฐบาลอิสราเอลอาจมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างภาษีนำเข้า หรือโควตาสินค้าเกษตรบางรายการเพื่อควบคุมค่าครองชีพในประเทศ ซึ่งอาจเป็นทั้งอุปสรรคหรือโอกาสใหม่ของไทย
ผู้ส่งออกหรือนักธุรกิจที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมด้านการค้าและการลงทุนต่าง ๆ เกี่ยวประเทศอิสราเอล ท่านสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ E-mail: ของสำนักงานฯ ที่ thaicomt@zahav.net.il
ที่มา :
รายงานของผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐ (State Comptroller) เกี่ยวกับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจของอิสราเอล - มิ.ย. 69
ข้อมูลสถิติเศรษฐกิจของ ธนาคารกลางอิสราเอล
รายงานข่าวของ นสพ. เกี่ยวกับคำเตือนของ ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐ (State Comptroller)
https://en.globes.co.il/en/article-comptroller-warns-israels-mortgage-market-at-high-risk-1001546905