บริษัท GPV Group ผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ของเดนมาร์ก และถือเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการด้าน Electronics Manufacturing Services (EMS) ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรป เปิดเผยผลประกอบการไตรมาสแรกปี 2569 โดยแม้รายได้รวมจะลดลงร้อยละ 3 เหลือประมาณ 2.1 พันล้านโครนเดนมาร์ก (ประมาณ 319 ล้านเหรียญสหรัฐ) แต่ผลกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) กลับเพิ่มขึ้นร้อยละ 12 อยู่ที่ประมาณ 160 ล้านโครนเดนมาร์ก (ประมาณ 24 ล้านเหรียญสหรัฐ) สะท้อนถึงประสิทธิภาพการบริหารต้นทุนและการปรับโครงสร้างองค์กรที่เริ่มเห็นผลอย่างชัดเจน หลังจากบริษัทดำเนินการปิดโรงงานในเดนมาร์กและออสเตรีย รวมถึงปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในช่วงที่ผ่านมา
ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท ระบุว่า แม้ตลาดโลกเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวและมีแนวโน้มเคลื่อนไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่บริษัทยังคงเผชิญความท้าทายสำคัญหลายด้าน โดยเฉพาะปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบและชิ้นส่วนสำคัญ เช่น memory chips รวมถึงต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งที่เพิ่มสูงขึ้นจากสถานการณ์ความไม่มั่นคงในตะวันออกกลาง ขณะเดียวกัน หลายอุตสาหกรรมลูกค้ายังคงเผชิญแรงกดดันด้านราคา ส่งผลให้บริษัทต้องดำเนินธุรกิจอย่างระมัดระวังท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลก
อย่างไรก็ตาม GPV มีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มธุรกิจในปี 2569 เนื่องจากปัจจุบันมีคำสั่งซื้อ (Order Book) อยู่ในระดับแข็งแกร่ง พร้อม pipeline ของลูกค้าใหม่ที่มีแนวโน้มดี บริษัทจึงยังคงประมาณการรายได้ทั้งปีไว้ที่ 8.5–9 พันล้านโครนเดนมาร์ก (ประมาณ 1,368 ล้านเหรียญสหรัฐ) และคาดว่า EBITDA จะอยู่ระหว่าง 690–750 ล้านโครนเดนมาร์ก (ประมาณ 104 – 114 ล้านเหรียญสหรัฐ) สะท้อนความเชื่อมั่นว่าธุรกิจมีฐานะที่แข็งแกร่งขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน หากปัจจัยภายนอกยังคงอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้
ในด้านกลยุทธ์ระยะยาว บริษัทกำลังขยายกำลังการผลิตในประเทศเม็กซิโก เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดสหรัฐอเมริกา โดยอาศัยความได้เปรียบจากข้อตกลงการค้าเสรี USMCA ระหว่างสหรัฐฯ เม็กซิโก และแคนาดา แม้สหรัฐฯ จะมีแนวโน้มใช้นโยบายกีดกันทางการค้าเพิ่มขึ้นก็ตาม ปัจจุบัน GPV มีโรงงานผลิตกระจายอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก ได้แก่ เดนมาร์ก เอสโตเนีย ฟินแลนด์ เยอรมนี สโลวาเกีย สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ เม็กซิโก จีน ศรีลังกา และประเทศไทย ซึ่งสะท้อนถึงกลยุทธ์การกระจายฐานการผลิตเพื่อลดความเสี่ยงด้านซัพพลายเชนและรองรับความผันผวนของตลาดโลกในระยะยาว
บทวิเคราะห์ผลกระทบต่อไทย ข้อเสนอแนะ โอกาสและแนวทาง และความคิดเห็นของสคต.:
ผลประกอบการของ GPV Group สะท้อนให้เห็นว่าอุตสาหกรรมการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ในเดนมาร์กและยุโรปเหนือยังคงมีความต้องการด้านการผลิตและคำสั่งซื้อในระดับที่แข็งแกร่ง แม้ภาคอุตสาหกรรมจะยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ และปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบสำคัญ เช่น semiconductor และ memory chips ก็ตาม แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนว่ากลุ่มประเทศนอร์ดิกยังคงให้ความสำคัญกับการรักษาความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Resilience) และการกระจายฐานการผลิตเพื่อลดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกที่เกิดขึ้นทั่วโลก
ทั้งนี้ ข่าวดังกล่าวถือเป็นสัญญาณบวกต่ออุตสาหกรรมการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรม supporting industries ของไทย เนื่องจากไทยยังคงเป็นหนึ่งในฐานการผลิตสำคัญของบริษัทอุตสาหกรรมระดับโลกหลายแห่ง รวมถึงบริษัทในกลุ่ม EMS และ electronics supply chain ที่เชื่อมโยงกับตลาดยุโรป ผู้ประกอบการไทยในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ แผงวงจรไฟฟ้า ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์ไฟฟ้า precision parts รวมถึงบริการด้าน engineering support, industrial automation และ contract manufacturing อาจได้รับประโยชน์ทางอ้อมจากการขยายกำลังการผลิตและการกระจายฐานการจัดซื้อของบริษัทในยุโรปที่ต้องการลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาซัพพลายเออร์เพียงบางภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มดังกล่าวยังสะท้อนให้เห็นว่าผู้ซื้อในเดนมาร์กและนอร์ดิกจะให้ความสำคัญมากขึ้นกับปัจจัยด้านความต่อเนื่องของ supply chain มาตรฐานคุณภาพ ความสามารถในการส่งมอบสินค้าอย่างสม่ำเสมอ ตลอดจนต้นทุนด้านพลังงานและความยั่งยืนในกระบวนการผลิต ผู้ประกอบการอาจสามารถเร่งยกระดับมาตรฐานการผลิตให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของตลาดยุโรป โดยเฉพาะด้าน ESG, carbon footprint, traceability และมาตรฐานอุตสาหกรรมขั้นสูง รวมถึงติดตามความต้องการของผู้ผลิตยุโรปที่กำลังมองหาทางเลือกใหม่ในการจัดหาชิ้นส่วนและวัตถุดิบจากเอเชีย
แม้สถานการณ์เศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอนสูง แต่การที่บริษัทอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ในเดนมาร์กยังคงขยายกำลังการผลิตและมีคำสั่งซื้อที่แข็งแกร่ง สะท้อนว่าภาคอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ของกลุ่มประเทศนอร์ดิกยังคงมีศักยภาพในการเติบโตในระยะยาว ทั้งนี้ ไทยสามารถใช้โอกาสดังกล่าวในการรักษาความสามารถในการแข่งขันในฐานะฐานการผลิตอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของภูมิภาค และเสริมสร้างความเชื่อมั่นในห่วงโซ่อุปทาน เพื่อขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนร่วมกับภาคอุตสาหกรรมยุโรปในอนาคต