fb
GCC ดัน 5 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ลดพึ่งพาการนำเข้า
โดย
Suthida
ลงเมื่อ 29 กรกฎาคม 2569 11:15
สคต. ณ เมืองดูไบ (สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) (TTC, Dubai (United Arab Emirates))
1

สภาความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) ได้กำหนด 5 อุตสาหกรรมเป้าหมาย เพื่อเร่งการพัฒนา ภาคการผลิตในภูมิภาค เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และลดการพึ่งพาการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การบูรณาการอุตสาหกรรมของประเทศสมาชิก ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ คูเวต โอมาน และบาห์เรน 

การดำเนินงานดังกล่าวได้รับการเห็นชอบจากคณะกรรมการความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมของ GCC โดยมุ่งส่งเสริมการลงทุนร่วม การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาห่วงโซ่อุปทานภายในภูมิภาค และการสร้างความมั่นคงทางอุตสาหกรรมในระยะยาว

  1. 5 อุตสาหกรรมสำคัญที่ GCC ให้ความสำคัญ

    • อุตสาหกรรมอาหาร (Food Industries) เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตอาหารและเครื่องดื่ม  ส่งเสริมความมั่นคงทางอาหาร และลดการนำเข้าอาหารแปรรูปและสินค้าอุปโภคบริโภค

    • อุตสาหกรรมยาและเวชภัณฑ์ (Pharmaceuticals) เพิ่อผลิตยา วัคซีน และอุปกรณ์ทางการแพทย์ภายในภูมิภาค และลดการพึ่งพาการนำเข้าจากยุโรป อินเดีย และจีน 

    • อุตสาหกรรมเคมีและปิโตรเคมี (Chemicals & Petrochemicals)  โดยจะเพิ่มการแปรรูปวัตถุดิบ ปิโตรเคมีให้เป็นสินค้ามูลค่าเพิ่ม  สนับสนุนอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น พลาสติก บรรจุภัณฑ์ และเคมีภัณฑ์เฉพาะทาง 

    • อุตสาหกรรมเครื่องจักรและอุปกรณ์ (Machinery & Equipment) จะผลิตเครื่องจักรสำหรับภาคอุตสาหกรรม พลังงาน และการก่อสร้าง เพื่อจะลดการนำเข้าเครื่องจักรจากยุโรป ญี่ปุ่น และจีน 

      • อุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียนและเทคโนโลยีสะอาด (Renewable Energy Technologies) ผลิตอุปกรณ์โซลาร์เซลล์ ระบบกักเก็บพลังงาน และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง และสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศสมาชิก

        นอกจากนี้ GCC ยังตั้งเป้าส่งเสริมการลงทุนร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านอุตสาหกรรม และเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศสมาชิก เพื่อให้ภูมิภาคสามารถผลิตสินค้าได้เองมากขึ้นและลดความเสี่ยงจากความผันผวนของการค้าโลก

         

        ผลกระทบต่อการนำเข้าสินค้าของ GCC

      1. อุตสาหกรรมอาหาร (ผลกระทบสูง) คาดว่าการนำเข้าจะลดลงในระยะกลาง (3–7 ปี) สินค้า     ที่อาจได้รับผลกระทบ ได้แก่ อาหารแปรรูป ผลิตภัณฑ์นม เครื่องดื่ม อาหารพร้อมรับประทาน ขนมขบเคี้ยว ในขณะที่วัตถุดิบอาหาร เช่น ข้าว น้ำตาล ธัญพืช เนื้อสัตว์ ผลไม้สด วัตถุดิบอาหารสัตว์ ยังจำเป็นต้องนำเข้าต่อไป เนื่องจากข้อจำกัดด้านภูมิอากาศและทรัพยากรน้ำของภูมิภาค

      ผลกระทบต่อประเทศไทย : การส่งออกวัตถุดิบอาหารของไทยยังมีโอกาสเติบโตแต่การแข่งขันในสินค้าปลายทาง เช่น อาหารแปรรูปและ Ready-to-Eat จะรุนแรงขึ้น หากมีการผลิตภายใน GCC มากขึ้น 

      2. ยาและเวชภัณฑ์GCC ตั้งเป้าลดการนำเข้ายาสามัญและเวชภัณฑ์จาก อินเดีย ยุโรป สหรัฐฯ    และจีน โดยส่งเสริมการตั้งโรงงานผลิตยาในซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

      ผลกระทบต่อประเทศไทย:ผลกระทบโดยตรงยังมีจำกัด เนื่องจากไทยส่งออกยาไป GCC ไม่มาก  แต่ผู้ผลิตไทยควรติดตามโอกาสในการร่วมลงทุนหรือรับจ้างผลิต (Contract Manufacturing)

      3. เคมีภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์คาดว่าจะลดการนำเข้า พลาสติกสำเร็จรูป เม็ดพลาสติกชนิดพิเศษ บรรจุภัณฑ์พลาสติก และสารเคมีอุตสาหกรรมบางประเภท เนื่องจาก GCC มีวัตถุดิบปิโตรเคมีต้นน้ำจำนวนมากและสามารถต่อยอดสู่สินค้ามูลค่าเพิ่มได้

      4. เครื่องจักรแม้ GCC ต้องการผลิตเครื่องจักรเองมากขึ้น แต่ในช่วง 5–10 ปีแรก ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าเครื่องจักร เทคโนโลยี และชิ้นส่วนจากต่างประเทศเพื่อรองรับการขยายกำลังการผลิต สินค้าที่ยังมีโอกาส ได้แก่ เครื่องจักรแปรรูปอาหาร เครื่องจักรบรรจุภัณฑ์ ระบบอัตโนมัติ (Automation) หุ่นยนต์อุตสาหกรรม 

      5. พลังงานสะอาด : จะมีความต้องการนำเข้าเพิ่มขึ้นในระยะสั้นสำหรับ แผงโซลาร์เซลล์ อินเวอร์เตอร์ ระบบกักเก็บพลังงาน (Battery Storage) อุปกรณ์โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ ก่อนที่โรงงานภายในภูมิภาคจะเริ่มผลิตได้เพียงพอ

      image.png

      ผลกระทบต่อการส่งออกของไทย

    • หากมองแนวโน้มช่วงล่าสุด การส่งออกของไทยยังขยายตัวต่อเนื่อง มูลค่าการส่งออกของไทยล่าสุดในช่วงครึ่งแรกปี 2569 อยู่ที่ 4,100.07 ล้านเหรียญสหรัฐ และขยายตัว 1.92% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยมียูเออีเป็นตลาดหลักมูลค่ามากที่สุด คิดเป็นสัดส่วน 65.99% ของมูลค่าส่งออกไปกลุ่ม GCC ช่วงมกราคม-มิถุนายน 2569 ซาอุดีอาระเบียเป็นตลาดอันดับ 2 มีสัดส่วน 22.08%  โอมาน คูเวต กาตาร์ และบาห์เรนมีสัดส่วนตลาดค่อนข้างน้อยกว่ามาก 

    • สินค้าส่งออกมูลค่าสูงสุดคืออัญมณีและเครื่องประดับ คิดเป็น 35.94%  ยานพาหนะ และส่วนประกอบเป็นสินค้าสำคัญอันดับ 2 คิดเป็น 25.43% เครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ยังเป็นสินค้าหลักที่ส่งออกต่อเนื่อง ผลิตภัณฑ์ไม้(ปาติเกิลบอร์ด) ผลิตภัณฑ์ยาง (ยางรถยนต์) และเครื่องจักรกลก็มีมูลค่าส่งออกสูง  หากดูแนวโน้มการขยายตัว อัญมณีและเครื่องประดับเป็นสินค้าที่โตเด่นที่สุด

    • สินค้าอื่นที่น่าจับตาได้แก่ เครื่องจักรกล เครื่องสำอาง และอาหารสัตว์เลี้ยง (Pet Food)โดยรวมตลาด GCC ยังมีศักยภาพสูง และไทยควรเน้นยูเออี กับซาอุดีอาระเบียเป็นตลาดหลักในการขยายต่อไป

    • ความเห็นของ สคต.ดูไบ

      การกำหนด 5 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของ GCC สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านจากการเป็น ผู้นำเข้าสินค้ารายใหญ่ของโลก ไปสู่การเป็น ฐานการผลิตระดับภูมิภาค ภายใต้นโยบายสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม (Industrial Resilience) ควบคู่กับการกระจายเศรษฐกิจออกจากการพึ่งพารายได้จากน้ำมัน ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ระยะยาวของประเทศสมาชิก เช่น Saudi Vision 2030, UAE Operation 300bn และ Oman Vision 2040

      ในระยะ 3–5 ปีข้างหน้า คาดว่าการนำเข้าสินค้าสำเร็จรูปในกลุ่มอาหาร ยา เคมีภัณฑ์ และบรรจุภัณฑ์จะทยอยลดลง ขณะที่ความต้องการนำเข้า วัตถุดิบ เครื่องจักร เทคโนโลยี และชิ้นส่วนอุตสาหกรรม จะยังขยายตัวเพื่อรองรับการลงทุนในโรงงานใหม่ ดังนั้น ผู้ส่งออกไทยควรปรับกลยุทธ์จากการจำหน่ายสินค้าสำเร็จรูปเพียงอย่างเดียวไปสู่การเป็น ผู้จัดหาวัตถุดิบ เทคโนโลยี เครื่องจักร และพันธมิตรด้านการผลิต เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและใช้ประโยชน์จากการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมใน GCC ในระยะยาว 

      ------------------------------------------------------------------------  

2026 PR july 27 GCC identifies five priority industries to boost manufacturing.pdf
Share :
Instagram