
ประธานาธิบดี Ferdinand R. Marcos Jr. มีคำสั่งฝ่ายบริหาร ฉบับที่ 113 (Executive Order: EO No. 113) ลงวันที่ 13 เมษายน 2569 ว่าด้วยการผ่อนคลายกฎระเบียบการลงทุนจากต่างประเทศในธุรกิจค้าปลีกภายใต้บัญชีรายการกิจการที่ห้ามหรือจำกัดการลงทุนจากต่างชาติของฟิลิปปินส์ ฉบับที่ 13 (13th Regular Foreign Investment Negative List: RFINL) โดยอนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติสามารถถือหุ้นได้ในสัดส่วนไม่เกินร้อยละ 40 ของธุรกิจที่มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วน้อยกว่า 25 ล้านเปโซ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวถือเป็นการปรับปรุงหลักเกณฑ์จากบัญชีฉบับก่อนหน้าเมื่อปี 2565 ที่ไม่ให้ชาวต่างชาติถือหุ้นในธุรกิจค้าปลีกขนาดเล็ก เพื่อให้สอดคล้องกับการปฏิรูปกฎหมายและนโยบายการเปิดเสรีในปัจจุบัน โดยธุรกิจที่มีทุนจดทะเบียนต่ำกว่าเกณฑ์ดังกล่าวจะไม่เป็นธุรกิจที่สงวนไว้สำหรับชาวฟิลิปปินส์อีกต่อไป แต่ยังคงต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขการจำกัดสัดส่วนการถือหุ้นของชาวต่างชาติไม่เกินร้อยละ 40 และกำหนดให้การควบคุมกิจการต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของบุคคลสัญชาติฟิลิปปินส์ตามพระราชบัญญัติการเปิดเสรีธุรกิจค้าปลีก (Retail Trade Liberalization Act) ทั้งนี้ ในคำสั่งฉบับดังกล่าว ประธานาธิบดี Marcos ได้เน้นถึงความจำเป็นในการปรับปรุงโครงสร้างการลงทุนจากต่างประเทศ เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพเศรษฐกิจและเป็นไปตามนโยบายในการผ่อนคลายข้อจำกัดการมีส่วนร่วมของนักลงทุนต่างชาติในบางภาคส่วน ตามข้อเสนอแนะของกระทรวงเศรษฐกิจ การวางแผน และการพัฒนา (Department of Economy, Planning, and Development) นอกจากนี้ มีการกำหนดสัดส่วนการถือหุ้นของต่างชาติสูงสุดอยู่ที่ร้อยละ 75 สำหรับโครงการโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ จากเดิมในบัญชีฉบับที่ 12 (12th RFINL) กำหนดไว้ที่ร้อยละ 40 สำหรับการจัดซื้อจัดจ้างโครงการสาธารณะ ภายใต้คำสั่งฝ่ายบริหาร ฉบับที่ 175 ในปี 2565 (Executive Order No. 175) ซึ่งลงนามโดยอดีตประธานาธิบดี Rodrigo R. Duterte อย่างไรก็ตาม การผ่อนปรนดังกล่าวจะจำกัดเฉพาะโครงการที่จำเป็นต้องใช้ทักษะหรือเทคโนโลยีเฉพาะที่ผู้ประกอบการภายในประเทศยังขาดแคลนเท่านั้น นอกจากนี้ ยังอนุญาตให้ต่างชาติมีส่วนร่วมในการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าของภาครัฐได้ในสัดส่วนร้อยละ 40 โดยผู้เสนอราคาต่างชาติมีสิทธิเข้าร่วมได้ หากได้รับอนุญาตตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ หากประเทศของผู้ลงทุนให้สิทธิแบบต่างตอบแทนแก่ผู้ประกอบการฟิลิปปินส์ หากสินค้าไม่มีสามารถจัดหาได้ภายในประเทศ หรือการเข้าร่วมของต่างชาติเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสภาพการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมหรือข้อจำกัดทางการค้า ขณะเดียวกัน ได้ปรับเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นของต่างชาติเป็นร้อยละ 40 เพื่ออนุญาตให้ว่าจ้างที่ปรึกษาต่างชาติในกรณีที่ที่ปรึกษาในประเทศไม่มีทักษะและความเชี่ยวชาญที่จำเป็น ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของหัวหน้าหน่วยงานจัดซื้อจัดจ้าง และยังได้กำหนดกฎระเบียบใหม่สำหรับภาคกลาโหม เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงผ่านการผลิตภายในประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในทะเลจีนใต้ที่เพิ่มขึ้น โดยอนุญาตให้ชาวต่างชาติถือหุ้นได้ร้อยละ 40 ในกิจการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา การผลิต การประกอบ หรือดำเนินงานด้านยุทโธปกรณ์ (วัสดุและอุปกรณ์ทางการทหาร) โดยกิจการที่จัดตั้งขึ้นภายในประเทศ ภายใต้พระราชบัญญัติการฟื้นฟูแนวทางพึ่งพาตนเองด้านกลาโหม ฉบับที่ 12024 (Republic Act (RA) No. 12024) ซึ่งครอบคลุมการพัฒนาเทคโนโลยีทางทหาร ระบบอาวุธและยานเกราะ โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศภายในประเทศควบคู่กับความร่วมมือระหว่างประเทศในระดับที่จำกัด นอกจากนี้ มีการเปิดเสรีในภาคโทรคมนาคมและพลังงานหมุนเวียน โดยอนุญาตให้ต่างชาติเป็นเจ้าของกิจการบริหารจัดการโทรคมนาคมได้ร้อยละ 100 ภายใต้เงื่อนไขการให้สิทธิแบบต่างตอบแทนของประเทศผู้ลงทุน จากเดิมที่กำหนดไว้ที่ร้อยละ 40 ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติ ฉบับที่ 11659 (RA No. 11659) อนุญาตให้ต่างชาติถือหุ้นได้ร้อยละ 100 ในภาคส่วนสำคัญ ได้แก่ โทรคมนาคม การขนส่งทางเรือ และระบบราง โดยการปรับคำนิยามของสาธารณูปโภคให้แคบลง ซึ่งสอดคล้องกับหนังสือเวียนของกระทรวงพลังงานปี 2565 (Department of Energy’s 2022 circular) ที่อนุญาตให้ต่างชาติเข้าร่วมลงทุนได้เต็มรูปแบบ ในโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และพลังงานน้ำ
นาย Michael L. Ricafort หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากธนาคาร Rizal Commercial Banking Corp. กล่าวว่า การผ่อนคลายกฎระเบียบด้านธุรกิจค้าปลีกจะช่วยส่งเสริมให้เกิดการลงทุนจากต่างประเทศมากขึ้น และเอื้อต่อการสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจและเศรษฐกิจที่เหมาะสม ส่งผลให้ผู้บริโภคมีทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้น ราคาต่ำลง และคุณภาพสินค้าและบริการที่ดีขึ้น โดยเฉพาะระบบเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์ที่ขับเคลื่อนด้วยการบริโภคในครัวเรือนเป็นหลัก มีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 70 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ประกอบกับจำนวนประชากรกว่า 114 ล้านคน ทั้งนี้ บัญชีรายการกิจการที่ห้ามหรือจำกัดการลงทุนจากต่างประเทศ ฉบับที่ 13 (13th RFINL) จะมีผลบังคับใช้ 15 วันหลังจากเผยแพร่ประกาศอย่างเป็นทางการ โดยบัญชีดังกล่าวแบ่งออกเป็น 2 บัญชี ได้แก่ List A จำกัดการลงทุนตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายเฉพาะได้แก่ กิจการสื่อมวลชน การทำเหมืองขนาดเล็ก และการใช้ทรัพยากรทางทะเลในน่านน้ำหมู่เกาะ และเขตเศรษฐกิจพิเศษของฟิลิปปินส์ รวมถึงห้ามชาวต่างชาติเป็นเจ้าของหรือบริหารสนามชนไก่ และห้ามมีส่วนร่วมในการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ ชีวภาพ และเคมี และ List B จำกัดสัดส่วนการถือหุ้นของต่างชาติไว้ไม่เกินร้อยละ 40 ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ สาธารณสุข และการคุ้มครองวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รวมถึงการผลิตและจัดจำหน่ายอาวุธปืน ยุทโธปกรณ์ การประกอบกิจการสถานคาสิโน และกิจการสถานนวด
ที่มา: หนังสือพิมพ์ Business World
บทวิเคราะห์และข้อคิดเห็น
• ตามคำสั่งของประธานาธิบดี Marcos ภายใต้บัญชีรายการกิจการที่ห้ามหรือจำกัดการลงทุนจากต่างประเทศ ฉบับที่ 13 เป็นการปรับปรุงโครงสร้างนโยบายการเปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศของฟิลิปปินส์ โดยผ่อนคลายข้อจำกัดในหลายภาคส่วนสำคัญควบคู่กับการคงหลักเกณฑ์ด้านการควบคุมของรัฐในกิจการที่มีความอ่อนไหว เพื่อรักษาดุลยภาพระหว่างการส่งเสริมการลงทุนและการคุ้มครองผลประโยชน์ภายในประเทศ โดยเฉพาะการเปิดให้ต่างชาติถือหุ้นในธุรกิจค้าปลีกขนาดเล็กที่มีทุนจดทะเบียนต่ำกว่า 25 ล้านเปโซได้ไม่เกินร้อยละ 40 ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงจากเดิมที่สงวนไว้เฉพาะผู้ประกอบการสัญชาติฟิลิปปินส์ มีนัยสำคัญต่อการเพิ่มระดับการแข่งขัน การขยายทางเลือกของผู้บริโภค และการดึงดูดเงินลงทุนและรูปแบบธุรกิจใหม่เข้าสู่ตลาด ขณะเดียวกันยังคงกำหนดให้การควบคุมกิจการต้องอยู่ภายใต้บุคคลสัญชาติฟิลิปปินส์ตามพระราชบัญญัติการเปิดเสรีการค้าปลีก ทั้งนี้ ในภาคโครงสร้างพื้นฐานมีการปรับเพิ่มการถือหุ้นของต่างชาติเป็นไม่เกินร้อยละ 75 สำหรับโครงการที่ต้องใช้ทักษะหรือเทคโนโลยีเฉพาะ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเร่งรัดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและแก้ไขข้อจำกัดด้านศักยภาพภายในประเทศ นอกจากนี้ ยังมีการผ่อนคลายเงื่อนไขการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยอนุญาตให้ผู้ประกอบการต่างชาติเข้าร่วมได้ภายใต้เงื่อนไขสนธิสัญญาระหว่างประเทศ หลักการต่างตอบแทน หรือกรณีที่ไม่สามารถจัดหาภายในประเทศ รวมถึงการว่าจ้างที่ปรึกษาต่างชาติในกรณีขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญภายในประเทศตามดุลพินิจของหน่วยงานรัฐ ในภาคกลาโหม ได้กำหนดการถือหุ้นต่างชาติไม่เกินร้อยละ 40 ในกิจการยุทโธปกรณ์ภายใต้พระราชบัญญัติ ฉบับที่ 12024 เพื่อส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมกลาโหมภายในประเทศควบคู่กับความร่วมมือจากต่างชาติในระดับที่จำกัด ขณะเดียวกันยังมีการเปิดเสรีในภาคโทรคมนาคมให้ต่างชาติถือหุ้นได้ถึงร้อยละ 100 ภายใต้เงื่อนไขการให้สิทธิแบบต่างตอบแทน สอดคล้องกับพระราชบัญญัติ ฉบับที่ 11659 และนโยบายพลังงานหมุนเวียนที่เปิดให้มีการลงทุนจากต่างชาติเต็มรูปแบบตามหนังสือเวียนกระทรวงพลังงานปี 2565 โดยรวมแล้ว มาตรการดังกล่าวสะท้อนทิศทางการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่การเปิดเสรีเชิงคัดเลือก เพื่อดึงดูดเงินลงทุนและเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ขณะเดียวกันยังคงกลไกกำกับดูแลในกิจการเชิงยุทธศาสตร์เพื่อป้องกันผลกระทบต่อความมั่นคงและผู้ประกอบการภายในประเทศ ซึ่งความสำเร็จของนโยบายจะขึ้นอยู่กับความชัดเจนของการบังคับใช้กฎหมายและประสิทธิภาพของการกำกับดูแลในทางปฏิบัติ
• มาตรการดังกล่าวอาจเป็นทั้งโอกาสและข้อจำกัดต่อผู้ประกอบการไทย สำหรับการผ่อนคลายข้อจำกัดการถือหุ้นและการเปิดกว้างในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ อาจเอื้อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถขยายการลงทุนหรือความร่วมมือทางธุรกิจในตลาดฟิลิปปินส์ได้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในสาขาค้าปลีก สินค้าอุปโภคบริโภค วัสดุก่อสร้าง และพลังงาน อย่างไรก็ตาม การเปิดเสรีดังกล่าวอาจส่งผลให้ระดับการแข่งขันในตลาดเพิ่มสูงขึ้นจากการเข้ามาของผู้ประกอบการต่างชาติรายอื่น ซึ่งอาจมีศักยภาพด้านเงินทุนและเทคโนโลยีที่สูงกว่า อีกทั้งเงื่อนไขที่กำหนดให้การควบคุมกิจการยังต้องอยู่ภายใต้บุคคลสัญชาติฟิลิปปินส์ อาจเป็นข้อจำกัดในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการไทยในบางกรณี ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยควรพิจารณาปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจให้เหมาะสม การแสวงหาพันธมิตรทางธุรกิจในท้องถิ่นที่มีความน่าเชื่อถือ การพัฒนาศักยภาพสินค้าและบริการให้มีความแตกต่าง การติดตามกฎระเบียบและเงื่อนไขด้านการลงทุนอย่างใกล้ชิด ตลอดจนการเตรียมความพร้อมด้านกฎหมายและโครงสร้างการลงทุน ทั้งนี้ เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
-----------------------------------
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมะนิลา
เมษายน 2569