ตลาดกาแฟในโปแลนด์กำลังเปลี่ยนไปอย่างน่าสนใจ ทั้งจากพฤติกรรมของผู้บริโภคและปัจจัยระดับโลกอย่างสภาพอากาศและต้นทุนวัตถุดิบ บริษัท eLeader ซึ่งเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี automation งานของพนักงานขาย ได้วิเคราะห์ชั้นวางสินค้าในร้านค้าและพบการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่น่าจับตา โดยเฉพาะกาแฟเมล็ด (Whole bean coffee) ได้รับความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนแบ่งพื้นที่จัดแสดงทั่วประเทศขยับจาก 22% เป็น 23.82% หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.83 การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นเร็วที่สุดในร้านดิสเคาท์สโตร์ ซึ่งตอนนี้กาแฟเมล็ดกินพื้นที่ชั้นวางมากกว่าหนึ่งในสี่แล้ว ในรอบปีที่ผ่านมา มีสินค้าใหม่ (SKU) เข้ามาในกลุ่มนี้ถึง 42 รายการ โดยเป็นแบรนด์ของผู้ผลิต 29 รายการ (เพิ่มขึ้น 12.6%) และแบรนด์ House Brand หรือแบรนด์ของร้านเอง 13 รายการ (เพิ่มขึ้น 17.1%)
อย่างไรก็ดี แม้ว่ากาแฟเมล็ดจะมาแรงและได้รับความนิยมมากขึ้นในตลาดโปแลนด์ แต่กาแฟคั่วบดยังครองพื้นที่ชั้นวางมากที่สุด โดยเฉลี่ย 31.4% และสูงถึง 38.11% ในร้านดิสเคาท์สโตร์ ขณะที่กาแฟสำเร็จรูป กาแฟธัญพืช และกาแฟแคปซูลมีส่วนแบ่งลดลงในภาพรวม กาแฟแคปซูลยังมีความแตกต่างระหว่างช่องทางขายอย่างชัดเจน กล่าวคือในไฮเปอร์มาร์เก็ตกาแฟแคปซูลคิดเป็น 15.14% ของพื้นที่ แต่ในดิสเคาท์สโตร์มีเพียง 3.81% สาเหตุหลักมาจากไฮเปอร์มาร์เก็ตมีพื้นที่ใหญ่กว่าและเลือกสินค้าได้หลากหลายกว่า
ตลาดวัตถุดิบตึงตัวเพราะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กาแฟประมาณ 75% ของโลกมาจาก 5 ประเทศ ได้แก่ บราซิล เวียดนาม โคลอมเบีย เอธิโอเปีย และอินโดนีเซีย ระหว่างปี 2564 ถึง 2568 จำนวนวันที่อุณหภูมิสูงเกิน 30 องศาเซลเซียสเพิ่มขึ้นในทุกประเทศเหล่านี้ ซึ่งกระทบทั้งปริมาณและคุณภาพผลผลิต เฉพาะบราซิลประเทศเดียวมีจำนวนวันที่อุณหภูมิเป็นอันตรายต่อพืชผลเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึง 70 วัน ผลที่ตามมาคือราคาที่สูงขึ้น โดยข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติโปแลนด์ (GUS) ระบุว่า ในเดือนสิงหาคม 2569 ราคาหมวด "กาแฟและผลิตภัณฑ์แทนกาแฟ" สูงขึ้น 3.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน
ข้อมูลเพิ่มเติม/ข้อคิดเห็นของสคต. วอร์ซอ
1. ตลาดกาแฟโปแลนด์เคลื่อนไหวอย่างมีพลวัต ทั้งแรงกดดันด้านต้นทุน ความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมของผู้บริโภค และพฤติกรรมการซื้อที่เปลี่ยนไป ทำให้หมวดสินค้านี้ต้องถูกติดตามอย่างสม่ำเสมอ เครื่องมือ AI อย่าง Shelf Recognition AI ที่วิเคราะห์ภาพถ่ายชั้นวางสินค้า จึงกลายเป็นตัวช่วยสำคัญให้ผู้ผลิตและผู้ค้าปลีกตัดสินใจทางธุรกิจได้แม่นยำขึ้น
2. กาแฟไทยมีโอกาสเข้าตลาดโปแลนด์ แต่เป็นโอกาสในกลุ่มเฉพาะ ไม่ใช่การแข่งขันกับผู้เล่นรายใหญ่โดยตรง เหตุผลแรกคือโครงสร้างตลาดที่ผู้ผลิตรายใหญ่ 7 รายครองส่วนแบ่งกว่า 61% และยังขยายพื้นที่ในดิสเคาท์สโตร์ได้ต่อเนื่อง ทำให้การเข้าไปแย่งพื้นที่ชั้นวางสินค้าทั่วไปด้วยราคาหรือปริมาณเป็นเรื่องยากมาก นอกจากนี้ ประเทศไทยผลิตกาแฟได้น้อยเมื่อเทียบกับเวียดนามหรือบราซิล และส่วนใหญ่ใช้บริโภคภายในประเทศ จึงไม่ควรวางตำแหน่งเป็นผู้ขายกาแฟปริมาณมากราคาถูก อย่างไรก็ตาม แนวโน้มในรายงานมีช่องทางที่เปิดให้กาแฟไทย เพราะกาแฟเมล็ดกำลังได้พื้นที่ชั้นวางเพิ่มและมีสินค้าใหม่เข้ามาถึง 42 รายการในปีเดียว ซึ่งสะท้อนว่าผู้บริโภคเริ่มสนใจกาแฟเมล็ดและพร้อมลองสินค้าใหม่ๆ ขณะเดียวกันราคากาแฟโลกที่ถูกกดดันจากภาวะโลกร้อนก็ทำให้ผู้ซื้อในยุโรปมองหาแหล่งผลิตที่หลากหลายขึ้น ประเทศไทยมีจุดเด่นที่เล่าเรื่องได้ดี เช่น กาแฟอาราบิกาจากภาคเหนืออย่างเชียงใหม่ เชียงราย และน่าน ซึ่งปลูกใต้ร่มเงาไม้บนที่สูง และมีเรื่องราวของชุมชนชาวเขาและการปลูกทดแทนฝิ่น ซึ่งเข้ากับผู้บริโภคยุโรปที่ใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมและที่มาของสินค้า
3. วิธีเข้าตลาดที่น่าจะได้ผลที่สุดคือการเน้นกาแฟพรีเมียมหรือสเปเชียลตี้ในปริมาณน้อยแต่ราคาดี โดยขายให้โรงคั่วขนาดเล็ก ร้านกาแฟอิสระ และร้านค้าออนไลน์ในเมืองใหญ่อย่างวอร์ซอ คราคูฟ และวรอตซวัฟ ซึ่งมีวัฒนธรรมคาเฟ่ที่เติบโต มากกว่าจะพยายามเข้าสู่ไฮเปอร์มาร์เก็ตหรือดิสเคาท์สโตร์ในช่วงแรก การเข้าร่วมงานแสดงสินค้าอาหารและกาแฟในยุโรป และการร่วมมือกับผู้นำเข้าหรือผู้จัดจำหน่ายท้องถิ่นที่เข้าใจตลาดโปแลนด์ จะช่วยลดความเสี่ยงได้มาก ส่วนอีกเส้นทางหนึ่งคือการเป็นผู้ผลิตหรือส่งออกเมล็ดกาแฟให้แบรนด์ House Brand ของร้านค้า ซึ่งกำลังเพิ่ม SKU ในกลุ่มกาแฟเมล็ดอย่างรวดเร็ว แต่เส้นทางนี้ต้องแข่งขันด้านราคาและความสม่ำเสมอของคุณภาพอย่างเข้มข้น
4. ด้านกฎระเบียบ มีเรื่องที่ผู้ส่งออกไทยต้องเตรียมตัว คือกฎหมายป้องกันการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป (EUDR) ซึ่งครอบคลุมกาแฟด้วย กำหนดบังคับใช้ถูกเลื่อนไปเป็นวันที่ 30 ธันวาคม 2569 สำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดใหญ่ ส่วน ผู้ประกอบการขนาดเล็กและรายย่อยมีเวลาถึง 30 มิถุนายน 2570 ผู้ส่งออกต้องพิสูจน์ได้ว่ากาแฟไม่ได้มาจากพื้นที่ที่ถูกทำลายป่าหลังสิ้นปี 2563 ซึ่งต้องมีระบบตรวจสอบย้อนกลับถึงแปลงปลูก แม้เป็นภาระเพิ่ม แต่ก็เป็นโอกาสให้เกษตรกรและผู้ส่งออกไทยที่จัดระบบได้ดีสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งที่ยังไม่พร้อม
5. ประเด็นที่ควรสนใจคือข้อตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป โดย กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าให้การเจรจาเสร็จสิ้นภายในสิ้นปี 2569 และจนถึงรอบที่แปดซึ่งจัดที่เชียงใหม่ เจรจาเสร็จแล้ว 11 จาก 24 บท หากข้อตกลงสำเร็จ ภาษีนำเข้าที่ลดลงจะช่วยให้สินค้าไทยแข่งขันได้ดีขึ้น โดยเฉพาะกาแฟคั่วหรือแปรรูปซึ่งมักถูกเก็บภาษีสูงกว่ากาแฟดิบ แต่เนื่องจากการเจรจายังไม่จบ ผู้ประกอบการจึงไม่ควรรอ ควรเริ่มสร้างตลาดและความสัมพันธ์กับผู้ซื้อไว้ก่อนอนึ่ง ผู้ประกอบการควรตรวจสอบความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ ของลูกค้า ตลอดจนเงื่อนไขการนำเข้าล่าสุดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ก่อนการทำธุรกิจในตลาดใหม่ทุกครั้ง
ที่มา: Wiadomosci Handlowe, Thailand Business News, EY Global, osapiens (EUDR)