รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ นำโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (Tom Berendsen) ได้ประกาศอนุมัติกฤษฎีกาขั้นสุดท้าย ในการออกมาตรการคว่ำบาตรแบนสินค้าจากเขตพื้นที่ขัดแย้งของอิสราเอลโดยกำหนดให้ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 22 กันยายน 2026 เป็นต้นไป มาตรการนี้ห้ามการนำเข้า ซื้อ หรือขายสินค้าทุกประเภทที่ผลิตจาก "เขตปักหลักฐานที่ผิดกฎหมายของอิสราเอลในดินแดนปาเลสไตน์" (West Bank และฉนวนกาซา) รวมถึงพื้นที่ขัดแย้งใน ที่ราบสูงโกลัน (Golan Heights) เพื่อตอบโต้และสะท้อนความไม่พอใจสถานการณ์การสู้รบในอิสราเอลและการฝ่าฝืนสิทธิมนุษยชนของอิสราเอลที่มีต่อชาวปาเลสไตน์และเลบานอน
โดยมาตรการนี้ คือการควบคุมและจำกัดการขนส่งของสินค้าไม่ให้ดำเนินการได้อย่างเสรี โดยครอบคลุมไปถึงห่วงโซ่กลางน้ำ (Intermediate Trade) และห้ามการขนส่งผ่าน (Transit) รวมถึงห้ามไม่ให้บริษัทสัญชาติดัตช์ที่ตั้งอยู่ในต่างประเทศฝ่าฝืนมาตรการนี้ด้วย
สินค้าหลักที่ถูกแบนประกอบด้วย อโวคาโด, อินทผลัม, ส้ม, องุ่น, สมุนไพรสด รวมถึงไวน์ชั้นดีจากที่ราบสูงโกลัน เนื่องจากมีแหล่งผลิตที่เป็นพื้นที่ขัดแย้งเหล่านี้ เป็นแหล่งเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมอาหารที่สำคัญ ทั้งนี้ มาตรการการค้าที่เกิดขึ้นนี้ เป็นมาตรการฝ่ายเดียว (Unilateral) ของเนเธอร์แลนด์ ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับที่หลายประเทศในยุโรป เช่น เบลเยียม สเปน และไอร์แลนด์ เป็นต้น เคยออกมาตรการด้านการค้ากับอิสราเอล ซึ่งสร้างความกังวลให้อิสราเอลอย่างมาก เนื่องจากเกรงว่า จะเกิดเอฟเฟกต์แบบลูกโซ่ (Chilling Effect) ต่อความสัมพันธ์ทางการค้ากับยุโรปทั้งหมด รวมถึงความเสี่ยงในการถูกคว่ำบาตรด้านวิชาการและนวัตกรรมร่วมด้วยในอนาคต
ความเห็นของ สคต.
มาตรการแบนสินค้าทางการเกษตรจากเขตพื้นที่ขัดแย้งของอิสราเอลในตลาดยุโรป ถือเป็น "โอกาสทอง (Window of Opportunity)" สำหรับภาคการเกษตรและอาหารแปรรูปของไทย ที่อาจจะใช้โอกาสนี้เข้าไปแทนที่อิสราเอลได้ เนเธอร์แลนด์ทำหน้าที่เป็น "ประตูสู่ยุโรป" (Gateway to Europe) ในการกระจายสินค้าเกษตร เมื่อสินค้ากลุ่ม ผลไม้สด (ส้ม, องุ่น) และสมุนไพรสด เมื่อสินค้าที่มาจากอิสราเอลหายไป ผู้ส่งออกไทยอาจสามารถเข้าไปเจาะตลาดเพื่อทดแทนได้ทันที โดยเน้นสินค้าเกษตรพรีเมียมและพืชสมุนไพรเขตร้อน นอกจากนั้น อาจเป็นโอกาสสำหรับสินค้าทางเลือก (Alternative Products) โดยสินค้าไวน์และอินทผลัมของอิสราเอลได้รับความนิยมสูงในยุโรป ไทยอาจไม่ใช่ผู้ผลิตไวน์รายใหญ่ แต่ในกลุ่ม เครื่องดื่มน้ำผลไม้ระดับพรีเมียม อาหารแปรรูปออร์แกนิก หรือผลไม้อบแห้ง สามารถทำตลาดทดแทนในฐานะของว่างเพื่อสุขภาพสำหรับผู้บริโภคยุโรปได้
อย่างไรก็ดี ผู้ส่งออกไทยต้องเข้าใจก่อนว่า ยุโรปไม่ได้แบนเพราะสินค้าไม่มีคุณภาพ แต่แบนเพราะ "ประเด็นสิทธิมนุษยชนและภูมิรัฐศาสตร์" ดังนั้น หากไทยต้องการเข้าไปเสียบแทนตลาดนี้ สินค้าไทยจะต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐานความยั่งยืน ESG และตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ได้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้นำเข้าว่าสินค้าของไทยไม่มีประเด็นด้านการละเมิดแรงงานหรือสิ่งแวดล้อม
ผู้ส่งออกหรือนักธุรกิจที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมด้านการค้าและการลงทุนต่าง ๆ เกี่ยวประเทศอิสราเอล ท่านสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ E-mail: ของสำนักงานฯ ที่ thaicomt@zahav.net.il
ที่มา : https://en.globes.co.il/en/news/default.aspx