fb
อินเดียเร่งเครื่องตลาด EV ยอดขายรถยนต์นั่งไฟฟ้าขยายตัวกว่า 81% สะท้อนอุปสงค์แข็งแกร่ง

อินเดียเร่งเครื่องตลาด EV ยอดขายรถยนต์นั่งไฟฟ้าขยายตัวกว่า 81% สะท้อนอุปสงค์แข็งแกร่ง

โดย
Chalotorn
ลงเมื่อ 03 กรกฎาคม 2569 12:00
สคต. ณ เมืองมุมไบ (อินเดีย) (TTC, Mumbai (India))
3

สมาพันธ์ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์แห่งอินเดีย (Federation of Automobile Dealers Associations: FADA) รายงานว่า ยอดจำหน่ายปลีกรถยนต์นั่งไฟฟ้า (Electric Passenger Vehicles: EVs) ของอินเดียในเดือนพฤษภาคม 2569 อยู่ที่ 26,682 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 81.2 จาก 14,725 คัน ในช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของตลาดยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ของผู้ผลิตรายใหญ่ การแข่งขันด้านราคา และความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น

ev2.png


ในด้านโครงสร้างตลาด Tata Motors Passenger Vehicles Ltd ยังคงครองอันดับหนึ่งของตลาดรถยนต์นั่งไฟฟ้า ด้วยยอดจำหน่าย 10,340 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 103.42 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน รองลงมา ได้แก่ Mahindra & Mahindra มียอดจำหน่าย 6,210 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 114.8 และ JSW MG Motor India มียอดจำหน่าย 4,984 คัน เพิ่มขึ้นจาก 4,599 คัน ในช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนถึงการแข่งขันที่เข้มข้นระหว่างผู้ผลิตทั้งภายในประเทศและผู้ประกอบการต่างชาติที่ดำเนินธุรกิจในอินเดีย
นอกจากนี้ ตลาดรถจักรยานยนต์ไฟฟ้ายังคงขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยมียอดจำหน่าย 170,733 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 62.76 จากปีก่อน มี TVS Motor Company เป็นผู้นำตลาด ตามด้วย Bajaj Auto และ Ather Energy ขณะที่ยอดจำหน่ายรถสามล้อไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเป็น 71,867 คัน จาก 66,185 คัน และรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเป็น 2,400 คัน จาก 1,094 คัน ในช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนว่าการเติบโตของตลาดยานยนต์ไฟฟ้าครอบคลุมทุกประเภทของยานยนต์
ข้อมูลเพิ่มเติม 
ตาราง: ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าอินเดีย พฤษภาคม 2569 (FADA)

ประเภท / ผู้ผลิต

พ.ค. 2569

พ.ค. 2568

% เปลี่ยนแปลง

รถยนต์ไฟฟ้านั่งส่วนบุคคล (รวม)

26,682 คัน

14,725 คัน

+81.20%

— Tata Motors (อันดับ 1)

10,340 คัน

5,083 คัน

+103.42%

— Mahindra & Mahindra (อันดับ 2)

6,210 คัน

2,891 คัน

+114.80%

— JSW MG Motor (อันดับ 3)

4,984 คัน

4,599 คัน

+8.37%

รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (รวม)

170,733 คัน

104,896 คัน

+62.76%

— TVS Motor (อันดับ 1)

42,459 คัน

25,804 คัน

+64.54%

สัดส่วนตลาด EV นั่งส่วนบุคคล

6.6%

4.5%

+2.1 จุด

สัดส่วนตลาด EV จักรยานยนต์

9.3%

6.1%

+3.2 จุด

ที่มา: Federation of Automobile Dealers Associations (FADA), June 2026
    1.จากข้อมูลของ FADA พบว่า แม้ตลาดรถยนต์นั่งไฟฟ้าของอินเดียจะยังมีสัดส่วนเพียง 6.6% ของยอดจำหน่ายรถยนต์นั่ง
ทั้งหมด แต่เพิ่มขึ้นจาก 4.5% ในปีก่อน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.1 จุด ขณะที่สัดส่วนรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจาก 6.1% เป็น 9.3% หรือเพิ่มขึ้น 3.2 จุดร้อยละ ซึ่งสะท้อนว่า การยอมรับยานยนต์ไฟฟ้าในตลาดอินเดียขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มรถจักรยานยนต์ที่มีอัตราการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบไฟฟ้าเร็วกว่าตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคล
    2.การลงทุนของภาคอุตสาหกรรมมุ่งเน้นการผลิตชิ้นส่วนมูลค่าสูงและการเพิ่มสัดส่วนการผลิตภายในประเทศ (Localization) ได้แก่ ชิ้นส่วนรถยนต์ไฟฟ้าและระบบส่งกำลัง (EV Powertrain) ระบบอิเล็กทรอนิกส์ยานยนต์ ระบบความปลอดภัย เช่น ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS) ชุดสายไฟ (Wiring Harnesses) ระบบบริหารจัดการแบตเตอรี่ (Battery Management System: BMS) หน่วยควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Control Unit: ECU) ตลอดจนการก่อสร้างโรงงานและสายการผลิตแห่งใหม่ โดยบริษัทชั้นนำหลายแห่งได้ประกาศแผนลงทุนขนาดใหญ่ อาทิ Uno Minda เตรียมลงทุนประมาณ 18.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปีงบประมาณ 2570 เพื่อก่อสร้างโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ไฟฟ้าแห่งใหม่ในรัฐมหาราษฏระ พร้อมขยายการผลิตระบบส่งกำลังสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าและระบบซันรูฟ ขณะที่ Samvardhana Motherson วางแผนลงทุนประมาณ 63.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีมูลค่าคำสั่งซื้อในมือประมาณ 96,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งร้อยละ 22 เป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ไฟฟ้า ส่วน Schaeffler India จะเพิ่มงบลงทุนประจำปีเป็นประมาณ 4.2–5.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อขยายกำลังการผลิตและยกระดับการผลิตภายในประเทศ (1 USD : 94.65 INR) 
ผลกระทบทางเศรษฐกิจและความท้าทาย
1.    วงจรลงทุนใหม่ (Capex) เปิดทางให้ผู้เล่นหน้าใหม่เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน: เมื่อ Motherson และ Uno Minda ขยายกำลังผลิตพร้อมกัน ผู้ผลิตหลักมักขยายกำลังผลิตภายในไม่ทันความต้องการในช่วงแรก จึงต้องพึ่งพาผู้จัดหาระดับ Sub-Tier มากขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสและจังหวะที่เหมาะสมสำหรับผู้ผลิตชิ้นส่วน Tier-2 ของไทยในการเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของผู้ผลิตยานยนต์อินเดีย
2.    นโยบาย Localization จะลดอุปสงค์นำเข้าในระยะยาว: แม้ระยะสั้นอินเดียยังต้องนำเข้าชิ้นส่วนในปริมาณสูง แต่ทิศทางนโยบาย Make in India, Aatmanirbhar Bharat และ PLI Scheme ล้วนมุ่งลดการพึ่งพาชิ้นส่วนนำเข้าในระยะยาวอย่างชัดเจน ผู้ส่งออกไทยควรพิจารณาใช้โอกาสที่ยังเปิดอยู่ สร้างความสัมพันธ์เชิงสถาบันกับผู้ผลิตอินเดียให้แน่นแฟ้นก่อนที่ห่วงโซ่อุปทานในประเทศจะพัฒนาจนทดแทนการนำเข้าได้เต็มรูปแบบ
3.    มาตรฐานด้านคุณภาพและการรับรอง OEM เป็นอุปสรรคเชิงเทคนิค: การเข้าสู่ Supply Chain ของผู้ผลิต
ยานยนต์อินเดียต้องผ่านกระบวนการรับรองคุณภาพที่เข้มงวดและใช้เวลานาน ผู้ส่งออก SME ไทยจำเป็นต้องลงทุนด้านมาตรฐานคุณภาพล่วงหน้าก่อนเข้าสู่ตลาด
ข้อคิดเห็น
           ข้อมูลยอดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า(EV) เดือนพฤษภาคม 2569 ที่เติบโตกว่าร้อยละ 81 ผสมผสานกับวงจรการลงทุนใหม่ของผู้ผลิตชิ้นส่วนรายใหญ่อย่าง Samvardhana Motherson และ Uno Minda เป็นสัญญาณต่อตลาดอุตสาหกรรม
ยานยนต์ว่า อุปสงค์ปลายทาง (Demand-Side) และการลงทุนต้นทาง (Supply-Side) กำลังเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกันพร้อมกัน ซึ่งเป็นจังหวะที่เอื้อต่อการเจาะตลาดของผู้ผลิตชิ้นส่วนต่างชาติมากที่สุด ข้อสังเกตที่สำคัญคือ งบลงทุนของ Uno Minda ที่ระบุไว้ 18.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มิได้เจาะจงเฉพาะกับ EV ทั้งหมด แต่งบจำนวน 5.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐที่เจาะจงสำหรับโรงงานชิ้นส่วน EV ส่วนที่เหลือกระจายไปยังระบบหลังคาเลื่อนและการบำรุงรักษากำลังผลิตเดิม ซึ่งการแจกแจงงบการลงทุนลักษณะเช่นนี้มีความสำคัญต่อการประเมินขนาดตลาดที่แท้จริงสำหรับผู้ส่งออก ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทย ควรศึกษาจังหวะและเวลาที่เหมาะสมที่ในการเจาะตลาดอินเดีย ก่อนที่นโยบาย Localization ของอินเดียจะพัฒนาขีดความสามารถจนเพียงพอต่อความต้องการของตลาด โดยสามารถพิจารณาจากแนวทางสำคัญ ได้แก่ (1) จัดทำ Targeted Mapping ผู้ผลิตชิ้นส่วน Powertrain, BMS และ ECU ของไทยที่มีศักยภาพเชื่อมต่อกับ Supply Chain ของ Samvardhana Motherson และ Uno Minda โดยตรง ในช่วงที่ทั้งสองบริษัทกำลังขยายกำลังผลิตและมีความต้องการ Sub-Tier Suppliers เพิ่มขึ้น (2) ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมงานแสดงสินค้ายานยนต์อินเดียอย่างต่อเนื่อง และเชิญผู้ซื้ออินเดียเยี่ยมชมงาน TAPA 2027 เพื่อสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจโดยตรง และ (3) ผลักดันภาพลักษณ์ไทยในฐานะ "Detroit of Asia" ที่มีฐานผู้ผลิตครบวงจร สร้างความน่าเชื่อถือในฐานะ Alternative Sourcing Hub ที่ทัดเทียมกับญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ในราคาที่มีความสมเหตุสมผล
 

ที่มา: 1.https://www.rediff.com/business/report/electric-vehicle-sales-india-may-2026-passenger-two-wheeler-three-wheeler-growth/20260609.htm

2.https://www.autocarpro.in/news/auto-parts-makers-reopen-capex-tap-as-demand-visibility-improves-133057ambitions/articleshow/121785731.cms?from=mdr

 

 

 

 

 

 


 

Share :
Instagram