
แม้จะมีอุปสรรคมากมาย แต่นักลงทุนยังคงมีมุมมองด้านบวกต่อเยอรมนีในฐานะฐานธุรกิจอยู่ โดยนาย Wolfgang Fink ผู้บริหารของ Goldman Sachs กล่าวว่า “ความสนใจที่จะลงทุนในเยอรมนีมีสูงมาก” นาย Fink ในฐานะผู้บริหาร Goldman Sachs ธนาคารเพื่อการลงทุนรายใหญ่จากสหรัฐฯ สาขาเยอรมนี ได้กล่าวในการประชุมสุดยอดด้านการธนาคารของหนังสือพิมพ์ Handelsblatt ว่า “เยอรมนี มีบริษัทที่โดดเด่นซึ่งดำเนินงานในระดับโลก โครงการมูลค่าหลายพันล้านยูโรที่รัฐบาลเยอรมนีวางแผนไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการป้องกันประเทศและโครงสร้างพื้นฐาน สามารถดึงดูดนักลงทุนจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต้องการรายละเอียดที่ชัดเจน กำหนดเวลา แผนปฏิบัติการ และสายงานความรับผิดชอบที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น” นาย Fink กล่าวเพิ่มว่า “บริษัทเยอรมันควรวางตำแหน่งตัวเองให้กลายเป็นส่วนสำคัญในการแข่งขันระดับนานาชาติ แทนที่จะมุ่งเน้นไปที่การแยกตัวออกจากสหรัฐฯ หรือจีน ผู้คนต่างก็คิดว่าเราจำเป็นต้องมีความเป็นอิสระมากขึ้น ซึ่งจริงๆ แล้วเราต้องทำตัวเองให้มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์มากขึ้นต่างหาก แต่ก็แน่นอนว่าเมื่อเวลาผ่านไปเราสามารถลดการพึ่งพาลงได้ แต่ต้องใช้เวลาหลายปี” อย่างไรก็ดี เขาเข้าใจว่า ทำไมเยอรมนีจึงระมัดระวังมากขึ้นเกี่ยวกับอุตสาหกรรมที่สำคัญ (critical industries) โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับจีน นาย Fink อธิบายว่า “พวกเขาค่อนข้างมองโลกในแง่ดีเกินไป แต่ในทุกการลงทุน เราไม่สามารถทราบได้ 100% ว่าเงินทุกๆ ดอลล่าร์สหรัฐฯ นั้นมาจากไหน แต่เราต้องการเงินทุนจำนวนมาก”
นาย Fink เห็นว่า “เยอรมนีมีสินทรัพย์ที่มีค่าแท้จริง (ein Pfund haben)” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาคอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (ชิป) และเภสัชกรรม รวมถึงยังมีสิทธิบัตรในอุตสาหกรรมเหล่านี้จำนวนมากอีกด้วย เมื่อเยอรมนีต้องการเงินทุนจำนวนมหาศาล เยอรมนีก็จะต้องเผชิญกับการแข่งขันในระดับนานาชาติและต้องรักษาความน่าดึงดูดใจสำหรับนักลงทุนต่างชาติไว้พร้อมกัน ทางด้านนาย Thomas Groß ซีอีโอของ Helaba เห็นด้วยกับการประเมินของนาย Fink และเรียกร้องให้มี “เงินทุนจากภาครัฐ และเอกชน” สำหรับการลงทุนในอนาคต โดยระบุว่า “เงินทุนจากเอกชนต้องเป็นเงินทุนหลัก เราไม่สามารถจัดหาเงินทุนนั้นได้จากเยอรมนีและยุโรปเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือในระดับนานาชาติ”
อุตสาหกรรมเภสัชกรรมเป็นตัวอย่างที่ดี ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเยอรมนีไม่ใช่ว่าจะสามารถดึงดูดนักลงทุนได้ทุกอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมเภสัชกรรมกำลังดิ้นรนอย่างหนักกับสภาวะทางเศรษฐกิจของเยอรมนีในปัจจุบัน บริษัท Novartis ยักษ์ใหญ่ด้านเภสัชกรรมในเมืองบาเซิล ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ กำลังถอนตัวออกจากภูมิภาคทางตอนใต้ และปิดโรงงานผลิตแห่งหนึ่งในเยอรมนี บริษัท Eli Lilly จากสหรัฐฯ ก็ได้รับผลกระทบจากนโยบายการลดต้นทุนด้านการดูแลสุขภาพของเยอรมนีเช่นกัน โดยโรงงานของบริษัทที่เคยประกาศเมื่อสามปีก่อนว่ามีกำหนดเริ่มดำเนินการในปี 2027 แต่ขณะนี้บริษัทวางแผนที่จะผลิตเพียงแค่ ครึ่งเดียวของกำลังการผลิตเท่านั้น ส่วนบริษัท Boehringer ผู้ผลิตเภสัชกรรมรายใหญ่อีกรายของเยอรมนี ก็เพิ่งประกาศยกเลิกแผนการลงทุนในเยอรมนีที่วางแผนไว้กว่า 900 ล้านยูโร ซึ่งเป็นผลมาจากนโยบายการลดต้นทุนฯ เช่นกัน
นาย Kai Beckmann ซีอีโอของ Merck คุ้นเคยกับสถานการณ์ในอุตสาหกรรมเภสัชกรรมเป็นอย่างดี และก็ยังมองโลกในแง่ดีมากกว่าคู่แข่งอยู่ โดย Merck ได้ลงทุน 2.5 พันล้านยูโรในเยอรมนีในช่วงสิบปีที่ผ่านมา นาย Beckmann กล่าวในการประชุมสุดยอดด้านการธนาคารว่า “การลงทุนเหล่านี้สร้างผลกระทบในระยะยาว เหล่านักลงทุนจะเลือกลงทุนในประเทศต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นเยอรมนี สหรัฐอเมริกา หรือจีน พวกเขาจะเปรียบเทียบเฉพาะเงื่อนไขที่เห็นในแต่ละที่ อย่างเช่น กฎระเบียบ ราคาพลังงาน และต้นทุนแรงงาน ดังนั้น ยิ่งกระบวนการต่างๆ ในเยอรมนีมีราคาสูงมากขึ้นเท่าใด นั่นหมายความว่า เยอรมนีก็ยิ่งต้องมีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้น ทั้งนี้ นาย Beckmann มีความเห็นแย้งว่า “แนวคิดที่ว่าเยอรมนียังคงสามารถดึงดูดใจนักลงทุนเพียงเพราะจุดแข็งในอดีต นั้นไม่เป็นความจริงอีกต่อไป เพราะการพัฒนาสินค้าในเยอรมนีและกว่าที่จะสามารถนำไปใช้งานจริงได้ มักใช้ระยะเวลานานกว่าที่อื่น ตัวอย่างเช่น ในการผลิตสารเคมี อาจใช้เวลาถึง 1 ปีก่อนที่จะสามารถผลิตวัสดุใหม่ได้ และบางครั้งอาจใช้เวลาอีกถึง 6 เดือนกว่าที่การยื่นขออนุญาตและได้รับการพิจารณาจะเสร็จสมบูรณ์ ขณะที่ในภูมิภาคอื่นๆ ของโลก กระบวนการที่คล้ายคลึงกันอาจจะเสร็จสิ้นภายใน 2 เดือน” นาย Beckmann กล่าวเพิ่มว่า “ลูกค้าจะไม่มัวรออยู่ แต่พวกเขาจะเลือกคู่แข่งในภูมิภาคที่มีพลังขับเคลื่อนสูง (dynamic) และมีเงื่อนไขที่เหมาะสมกว่าแทน”
(แหล่งที่มา : หนังสือพิมพ์ Handelsblatt เดือนกันยายน 2569)