
รัฐบาลอินเดียเปิดตัวยุทธศาสตร์ทดแทนการนำเข้ารอบใหม่ (Import Substitution Strategy) เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของภาคการผลิตภายในประเทศ และลดการพึ่งพาการนำเข้าสินค้าอุตสาหกรรมจากต่างประเทศ โดยจะคัดเลือกสินค้านำเข้าที่มีความสำคัญประมาณ 100 รายการ มูลค่าการนำเข้ารวมประมาณ 51,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี เพื่อส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมให้สามารถผลิตได้เองภายในประเทศ ยุทธศาสตร์ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายอุตสาหกรรมของอินเดียภายใต้โครงการ Atmanirbhar Bharat (Make in India) และโครงการ Production Linked Incentive (PLI) ซึ่งมีเป้าหมายสนับสนุนการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่มีความยืดหยุ่น เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิต ยกระดับศักยภาพด้านเทคโนโลยี และลดการพึ่งพาซัพพลายเออร์จากต่างประเทศที่มีจำนวนจำกัด โดยเฉพาะสาธารณรัฐประชาชนจีน

เหตุผลต่อการผลักดันเชิงยุทธศาสตร์
รัฐบาลอินเดียผลักดันยุทธศาสตร์ทดแทนการนำเข้า (Import Substitution Strategy) เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของภาคการผลิตภายในประเทศ ลดการพึ่งพาสินค้าอุตสาหกรรมนำเข้า และเพิ่มความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน ภายหลังจากที่เศรษฐกิจโลกเผชิญความผันผวนและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มมูลค่าเพิ่มจากการผลิตภายในประเทศ สร้างการจ้างงาน ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออก และผลักดันให้อินเดียก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตระดับโลกภายใต้แนวโน้ม China Plus One ทั้งนี้ คาดว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วยดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยี และเพิ่มการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศ (Localisation)
แนวทางการดำเนินนโยบายของรัฐบาล
ในการดำเนินการของรัฐบาลอินเดียจะต่อยอดจากนโยบาย Make in India และมาตรการ Production Linked Incentive (PLI) โดยคัดเลือกสินค้านำเข้าที่มีความสำคัญประมาณ 100 รายการ เพื่อส่งเสริมการผลิตภายในประเทศ พร้อมจัดทำมาตรการจูงใจด้านการผลิตและการพัฒนาเทคโนโลยี ส่งเสริมการร่วมทุนกับบริษัทต่างชาติ พัฒนาคลัสเตอร์อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ รวมทั้งเร่งดึงดูดการลงทุนจากประเทศเป้าหมาย ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน เยอรมนี และอิตาลี โดยคาดว่าจะมุ่งเน้นอุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ ชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อุปกรณ์พลังงานแสงอาทิตย์ เครื่องจักรอุตสาหกรรม สิ่งทอและสิ่งทอเทคนิค อุตสาหกรรมรองเท้า ตลอดจนสินค้าอุตสาหกรรมและเครื่องจักรกลเพื่อการลงทุน (Capital Goods)
ข้อมูลเพิ่มเติม
1. ในปีงบประมาณ 2568 (เม.ย. - มี.ค. 2569) อินเดียมีมูลค่าการนำเข้าสินค้ารวมประมาณ 775,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยรัฐบาลประเมินว่ามูลค่าเม็ดเงินที่มีศักยภาพต่อนโยบายการทดแทนการนำเข้าในระยะยาวจะมีมูลค่าสูงถึง 398,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นประมาณ ร้อยละ 51.4 ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมด ทั้งนี้ ในระยะแรก (Phase 1) รัฐบาลจะมุ่งส่งเสริมการผลิตสินค้าและวัตถุดิบอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญ (Critical Manufacturing Inputs) มูลค่าประมาณ 51,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุมสินค้านำเข้าประมาณ 100 รายการ แม้ว่ายังไม่ได้เปิดเผยบัญชีรายการสินค้าอย่างเป็นทางการจากกระทรวงพาณิชย์อินเดีย แต่นโยบายดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าจากจีน ซึ่งในปีงบประมาณ 2568/69 อินเดียนำเข้าสินค้าจากจีนคิดเป็นมูลค่าประมาณ 132,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นมูลค่าสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์
2. รัฐบาลอินเดียจะเร่งดึงดูดการลงทุน (FDI) จากประเทศเป้าหมาย อาทิ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน เยอรมนี และอิตาลี เพื่อส่งเสริมการร่วมลงทุน (Joint Venture) และการถ่ายทอดเทคโนโลยีในการผลิตภายในประเทศ โดยตัวอย่างสินค้าที่สะท้อนศักยภาพการทดแทนการนำเข้า ได้แก่ แม่พิมพ์รองเท้า (Sole Moulds) ซึ่งอินเดียมีการนำเข้ามูลค่าประมาณ 483 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ส่งผลให้ผู้ผลิตต้องใช้เวลารอสินค้านำเข้าประมาณ 3–5 วัน ขณะที่การผลิตภายในประเทศใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ นอกจากนี้ อินเดียยังนำเข้า Solar PV Cells มูลค่าประมาณ 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี แม้ว่าปัจจุบันจะเริ่มมีการลงทุนเพื่อขยายกำลังการผลิตภายในประเทศแล้วก็ตาม ซึ่งสะท้อนถึงโอกาสในการพัฒนาอุตสาหกรรมและลดการพึ่งพาการนำเข้าของอินเดียในระยะยาว
ผลกระทบทางเศรษฐกิจและความท้าทาย
1.สินค้าเป้าหมายในระยะแรกของนโยบายฯ มูลค่าประมาณ 51,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นสินค้าวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตสำหรับภาคอุตสาหกรรม (Manufacturing Inputs) มิใช่สินค้าสำเร็จรูปสำหรับผู้บริโภค โดยครอบคลุมสินค้า เช่น แม่พิมพ์ชิ้นส่วน (Moulds) เซลล์แสงอาทิตย์ (Solar PV Cells) และวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมสิ่งทอ ซึ่งปัจจุบันอินเดียพึ่งพาการนำเข้าจากจีนเป็นหลัก ดังนั้น สินค้าอุปโภคบริโภคของไทย อาทิ อาหาร เครื่องสำอาง และสินค้าไลฟ์สไตล์ ส่วนใหญ่จึงไม่ได้อยู่ในขอบเขตของมาตรการดังกล่าว และคาดว่าจะได้รับผลกระทบโดยตรงในระดับจำกัด
2.นโยบายดังกล่าวอาจส่งผลให้อินเดียทยอยลดการนำเข้าสินค้าอุตสาหกรรมบางประเภทที่สามารถผลิตได้ภายในประเทศ ส่งผลให้ผู้ส่งออกไทยต้องเผชิญกับการแข่งขันจากผู้ผลิตอินเดียมากขึ้น รวมทั้งข้อกำหนดด้านการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนภายในประเทศ (Localization) ที่เข้มงวดขึ้นในอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์ และความต้องการนำเข้าสินค้าที่อยู่ในโครงการทดแทนการนำเข้าอาจลดลง อย่างไรก็ตาม สินค้าอุปโภคบริโภคยังคงมีแนวโน้มได้รับผลกระทบจำกัด โดยเฉพาะผลไม้สด อาหารแปรรูป เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์สำหรับธุรกิจโรงแรม และสินค้าไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียม ซึ่งประเทศไทยยังคงมีความได้เปรียบด้านคุณภาพและภาพลักษณ์สินค้า
3. ความน่าสนใจต่อการลงทุนในภาคการผลิตของอินเดีย: โดยเฉพาะการจัดตั้งบริษัทร่วมทุน (JV) ภายใต้กรอบ Local Manufacturing ที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ทั้งในด้านมาตรการจูงใจและการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการผลิต (Technology Know-how) ในสาขาที่อินเดียให้ความสำคัญ เช่น เคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ ชิ้นส่วนความแม่นยำสูง และเทคโนโลยีการแปรรูปอาหาร มีโอกาสต่อการพิจารณาร่วมลงทุนกับพันธมิตรอินเดีย เพื่อขยายฐานการผลิตและเข้าถึงตลาดอินเดียได้มากยิ่งขึ้น
ข้อคิดเห็น
1.ยุทธศาสตร์ทดแทนการนำเข้ามูลค่า 51,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ของอินเดียถือเป็นการปรับโครงสร้างภาคการผลิตในระยะยาว ซึ่งควรพิจารณาในบริบทที่เหมาะสม กล่าวคือ ประการแรก ข้อมูลดังกล่าวยังอยู่ในขั้นการศึกษาและจัดทำนโยบายภายในของรัฐบาลอินเดีย โดยยังไม่มีการประกาศมาตรการอย่างเป็นทางการ จึงไม่ควรตีความว่าอินเดียจะลดหรือปิดกั้นการนำเข้าจากต่างประเทศโดยรวม ประการที่สอง วัตถุประสงค์หลักของนโยบายคือการลดการพึ่งพาการนำเข้าจากจีน โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มวัตถุดิบและปัจจัยการผลิต (Manufacturing Inputs) มากกว่าการลดการนำเข้าจากทุกประเทศ ส่งผลให้ประเทศที่สามารถเป็นแหล่งจัดหาทางเลือก (Non-Chinese Alternative) ในห่วงโซ่อุปทานโลก เช่น ไทย ยังคงมีโอกาสขยายการส่งออกและความร่วมมือด้านการผลิตกับอินเดีย และประการสุดท้าย เป้าหมายการทดแทนการนำเข้ามูลค่า 398,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นวิสัยทัศน์ระยะยาวที่ต้องอาศัยการลงทุน การพัฒนาเทคโนโลยี และการยกระดับขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้เวลาหลายปี จึงจะสามารถบรรลุผลได้อย่างเป็นรูปธรรม
2.อย่างไรก็ดี ยุทธศาสตร์ทดแทนการนำเข้าของอินเดียแม้อาจเพิ่มการแข่งขันในสินค้าอุตสาหกรรมบางประเภท เช่น เครื่องจักร ชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ แต่ในขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยขยายการลงทุนและสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรอินเดียผ่านการจัดตั้งฐานการผลิต การร่วมทุน (Joint Venture) และการถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยเฉพาะในสาขาที่อินเดียยังต้องการเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญ โดยผู้ประกอบการไทยควรติดตามการประกาศบัญชี 100 สินค้าเป้าหมายของรัฐบาลอินเดียอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินผลกระทบและโอกาสต่อการส่งออกของไทยได้อย่างแม่นยำ พร้อมทั้งเร่งสร้างความร่วมมือเชิงสถาบันกับ Department for Promotion of Industry and Internal Trade (DPIIT) และ Invest India เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นหนึ่งในประเทศพันธมิตรด้านการลงทุน
ที่มา: 1.
https://www.reuters.com/world/india/india-identifies-51-bln-critical-imports-domestic-manufacturing-push-sources-say-2026-07-16/
https://economictimes.indiatimes.com/news/economy/foreign-trade/india-identifies-51-billion-in-critical-imports-for-domestic-manufacturing-push/articleshow/132433355.cms