
เวียดนามและประเทศสมาชิกสมาคมการค้าเสรียุโรป ลงนามข้อตกลงการค้าเสรีอย่างเป็นทางการ

เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2569 นาย To Lam เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีเวียดนาม ได้เข้าร่วมเป็นสักขีพยานสำหรับการลงนามในข้อตกลงการค้าเสรีเวียดนาม–EFTA (Vietnam–EFTA Free Trade Agreement: VEFTA) อย่างเป็นทางการ โดยมีผู้แทนฝ่ายเวียดนาม นาย Le Manh Hung รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนาม (Ministry of Industry and Trade: MOIT) และผู้แทนจากประเทศสมาชิกสมาคมการค้าเสรียุโรป (European Free Trade Association: EFTA) 4 ประเทศ ได้แก่ นาย Guy Parmelin ประธานาธิบดีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจสวิตเซอร์แลนด์ นาง Brigitte Haas นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังลิกเตนสไตน์ นาง Þorgerður Katrín Gunnarsdóttir รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไอซ์แลนด์ และนาง Astrid Bergmål เลขาธิการรัฐ กระทรวงการต่างประเทศนอร์เวย์ ได้เข้าร่วมลงนาม
ตามข้อตกลง VEFTA ประเทศสมาชิก EFTA จะเปิดเสรีภาษีศุลกากรเฉลี่ยมากกว่าร้อยละ 90 ของรายการพิกัดอัตราภาษีศุลกากรทั้งหมด คิดเป็นร้อยละ 99.5 ของมูลค่าสินค้าส่งออกจากเวียดนามไปยังกลุ่มประเทศสมาชิกดังกล่าว ประเด็นสำคัญคือ การยกเลิกภาษีศุลกากรมีผลสำหรับผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมทั้งหมด รวมถึงผลิตภัณฑ์ประมงและอาหารทะเล ดังนั้น สินค้าส่งออกหลักของเวียดนาม ได้แก่ สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม รองเท้า สินค้าประมงและอาหารทะเล คอมพิวเตอร์ ผลิตภัณฑ์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนเครื่องจักรและอุปกรณ์ จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีในอัตราร้อยละ 0 ในส่วนของสินค้าเกษตร ประเทศสมาชิก EFTA จะลดภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าบางกลุ่มที่เวียดนามมีศักยภาพในการแข่งขัน ได้แก่ ข้าว น้ำผึ้ง ผัก และผลไม้ทั้งสดและแปรรูป เช่น มะพร้าวสด ทุเรียนสด กล้วยสด กล้วยแปรรูป มังคุดสด มังคุดแปรรูป เป็นต้น โดยเฉพาะประเทศไอซ์แลนด์และนอร์เวย์ต่างยกเว้นภาษีศุลกากรในอัตราร้อยละ 0 สำหรับผลไม้ส่งออกจากเวียดนาม ได้แก่ มะพร้าว กล้วย สับปะรด ฝรั่ง มะม่วง มังคุดทั้งในรูปแบบสดและอบแห้ง และทุเรียนสด
เวียดนามจะยกเลิกภาษีศุลกากรสำหรับสินค้ามากกว่าร้อยละ 86 ของรายการพิกัดอัตราภาษีศุลกากรทั้งหมด คิดเป็นประมาณร้อยละ 99.9 ของมูลค่าสินค้านำเข้าจากกลุ่มประเทศสมาชิกดังกล่าว โดยจะมีผลบังคับใช้ในบางรายการและทยอยดำเนินการตามกรอบระยะเวลา 3–15 ปี สินค้านำเข้าหลักของเวียดนาม ได้แก่ เครื่องจักรและอุปกรณ์ ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องกล สารเคมี วัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมประมง และผลิตภัณฑ์ยา ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยการผลิตสำหรับภาคอุตสาหกรรมในประเทศ ดังนั้น การลดภาษีนำเข้าสำหรับกลุ่มสินค้าดังกล่าวจึงช่วยลดต้นทุนปัจจัยการผลิตให้แก่ผู้ประกอบการภายในประเทศของเวียดนามโดยตรง
จากข้อมูลของกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนาม (MOIT) กล่าวว่าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างเวียดนามกับประเทศสมาชิก EFTA ทั้งในด้านการค้าและการลงทุนยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลค่าการค้าทวิภาคีเฉลี่ยเกือบ 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี โครงสร้างการค้าสินค้าระหว่างทั้งสองฝ่ายมีลักษณะเกื้อกูลซึ่งกันและกันในระดับสูง สอดคล้องกับจุดแข็งและความต้องการของแต่ละฝ่าย โดยเวียดนามส่งออกสินค้าไปยังตลาดของประเทศสมาชิก EFTA ได้แก่ สินค้าประมง และอาหารทะเล รองเท้า สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม เครื่องจักรและอุปกรณ์ ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน ขณะที่สินค้าที่เวียดนามนำเข้าจากประเทศสมาชิก EFTA ได้แก่ เครื่องจักร อุปกรณ์อุตสาหกรรม สารเคมี ผลิตภัณฑ์ยา และวัตถุดิบที่ใช้ใน การผลิตความร่วมมือด้านการลงทุนระหว่างทั้งสองฝ่ายยังขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย ณ สิ้นปี 2569 สวิตเซอร์แลนด์มีโครงการลงทุนในเวียดนามจำนวน 234 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนจดทะเบียนรวมกว่า 2,400 ล้านเหรียญสหรัฐฯ นอร์เวย์มีโครงการลงทุนจำนวน 62 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนจดทะเบียนรวมกว่า 201 ล้านเหรียญสหรัฐฯ นอกจากนี้ บริษัทข้ามชาติและนักลงทุนรายใหญ่จากประเทศสมาชิก EFTA เช่น บริษัท ABB (สวิตเซอร์แลนด์) บริษัท Schindler (สวิตเซอร์แลนด์) บริษัท Bühler (สวิตเซอร์แลนด์) บริษัท Skretting (นอร์เวย์) บริษัท Jotun (นอร์เวย์) เป็นต้น ยังดำเนินธุรกิจในเวียดนามอย่างมีประสิทธิภาพในสาขาอุตสาหกรรม อาหารและผลิตภัณฑ์อาหาร ยา พลังงาน และเทคโนโลยี อีกทั้งยังมีแผนที่จะขยายความร่วมมือและลงทุนในโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการในเวียดนาม โดยมุ่งเน้นสาขานวัตกรรม เทคโนโลยีขั้นสูง โลจิสติกส์ และวิศวกรรมเครื่องกลความแม่นยำสูง
ข้อตกลงการค้าเสรีเวียดนาม–EFTA (VEFTA) เป็นข้อตกลงที่มีขอบเขตพันธกรณีอย่างครอบคลุม โดยครอบคลุมสาขาสำคัญ ได้แก่ การค้าสินค้า รวมถึงภาษีศุลกากร อุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า มาตรการสุขอนามัยพืช ศุลกากรและมาตรการปกป้องทางการค้า การแข่งขันทางการค้า การบริการด้านการค้า การลงทุน ทรัพย์สินทางปัญญา การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐภาควิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม การระงับข้อพิพาท ตลอดจนการค้าและการพัฒนาที่ยั่งยืน ข้อตกลงดังกล่าว คาดว่าจะเปิดโอกาสใหม่ให้แก่เวียดนามในการขยายตลาดส่งออกและแหล่งนำเข้า เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ และมีส่วนร่วมในห่วงโซ่มูลค่าโลกอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ยังช่วยดึงดูดเงินลงทุนที่มีคุณภาพสูง เทคโนโลยีขั้นสูง และองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการจากประเทศเศรษฐกิจชั้นนำของยุโรปด้วย
การลงนามข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างเวียดนามและประเทศสมาชิกสมาคมการค้าเสรียุโรป ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนามกับประเทศสมาชิก EFTA สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองฝ่ายในการกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ส่งเสริมการค้าเสรี และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ระบบการค้าระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของกฎเกณฑ์ ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีความผันผวนและความไม่แน่นอนสูง ข้อตกลงการค้าดังกล่าว คาดว่าจะเปิดโอกาสใหม่สำหรับความร่วมมือระหว่างทั้งสองฝ่าย สร้างแรงขับเคลื่อนในการส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ นวัตกรรม และการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งจะนำประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมแก่ประชาชนและภาคธุรกิจของเวียดนามและประเทศสมาชิก EFTA ในระยะยาว
(จาก https://vneconomy.vn/)
ข้อคิดเห็น สคต
กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนาม (MOIT) ให้ความเห็นว่า มูลค่าการนำเข้าสินค้ารวมของประเทศสมาชิก EFTA จากทั่วโลกที่ 630,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี โดยมูลค่าสินค้านำเข้าจากเวียดนามมีเพียง 405 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือคิดเป็นเพียงร้อยละ 0.065 ของมูลค่าการนำเข้าสินค้ารวมของประเทศสมาชิก EFTA ในช่วงปี 2567–2568 มูลค่าการนำเข้าสินค้าประมงจากเวียดนามที่ 52 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มูลค่าการนำเข้ารองเท้าจากเวียดนามที่ 49 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มูลค่าการนำเข้าคอมพิวเตอร์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จากเวียดนามที่ 40 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมูลค่าการนำเข้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มจากเวียดนามที่ 26 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ส่วนแบ่งตลาดส่งออกของเวียดนามในตลาด EFTA ยังอยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับมูลค่าการนำเข้าสินค้ารวมของประเทศสมาชิก EFTA ทั้ง 4 ประเทศ และชี้ให้เห็นว่าเวียดนามยังเป็นผู้ส่งออกรายเล็กในตลาดดังกล่าว
การที่ประเทศสมาชิก EFTA ลดภาษีในอัตราร้อยละ 0 ศุลกากรสำหรับสินค้าผลไม้ทั้งสดและแปรรูป เช่น มะพร้าวสด ทุเรียนสด กล้วยสด กล้วยแปรรูป มังคุดสด และ มังคุดแปรรูป เพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านราคาและขยายโอกาสให้ผู้ส่งออกเวียดนามเข้าถึงตลาดผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงได้มากขึ้น โดยเฉพาะผลไม้แปรรูปที่มีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งอาจช่วยลดการพึ่งพาตลาดเดียว และส่งเสริมการพัฒนาห่วงโซ่การผลิตและยกระดับมูลค่าการส่งออกผลไม้ของเวียดนาม
การที่เวียดนามและประเทศสมาชิก EFTA ลงนามในข้อตกลงการค้าเสรีเวียดนาม–EFTA (VEFTA) อย่างเป็นทางการจะมีความสำคัญอย่างยิ่งในบริบทที่การค้าโลกเผชิญกับความผันผวน และตลาดส่งออกแบบดั้งเดิมมีการกำหนดมาตรการกีดกันทางการค้าเพิ่มเติม การที่มีข้อตกลงทางการค้ากับกลุ่มประเทศที่มีกำลังซื้อสูง และมีความโดดเด่นด้านนวัตกรรม อาจเป็นทางเลือกใหม่ให้แก่ผู้ประกอบการส่งออกเวียดนาม อย่างไรก็ดี แนวทางดังกล่าวจะเกิดผลได้ก็ต่อเมื่อผู้ประกอบการมีศักยภาพในการจัดหาสินค้าให้เพียงพอต่อความต้องการของตลาด และสามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขและมาตรฐานที่เข้มงวดของประเทศผู้นำเข้าได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว