
บริษัท Arla Foods ซึ่งเป็นสหกรณ์ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมรายใหญ่ของเดนมาร์กและสวีเดน ประกาศยุติสัญญารับซื้อน้ำนมจากฟาร์มโคนมในประเทศสวีเดนจำนวน 52 แห่ง ประกอบด้วยฟาร์มผลิตนมอินทรีย์ (Organic Milk) จำนวน 29 แห่ง และฟาร์มที่เข้าร่วมโครงการ Arla Ko จำนวน 23 แห่ง ซึ่งเป็นโครงการที่กำหนดมาตรฐานด้านสวัสดิภาพสัตว์และความยั่งยืนสูงกว่าการผลิตทั่วไป โดยผู้ผลิตที่ผ่านเกณฑ์จะได้รับค่าตอบแทนเพิ่มเติมจากราคาน้ำนมปกติ การตัดสินใจดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับสมดุลระหว่างปริมาณ น้ำนมดิบที่รับซื้อกับความต้องการของตลาด หลังจากความต้องการผลิตภัณฑ์นมอินทรีย์และนมที่มีต้นทุนการผลิตสูงในสวีเดนลดลงอย่างต่อเนื่อง
Arla ระบุว่า ความต้องการนมอินทรีย์ในช่องทางค้าปลีกของสวีเดนลดลงถึงร้อยละ 60 เมื่อเทียบกับปี 2559 ขณะที่ความต้องการจากกลุ่มลูกค้าธุรกิจบริการอาหาร (Foodservice) ซึ่งรวมถึงร้านอาหารและหน่วยงานภาครัฐ ลดลงมากกว่าร้อยละ 20 สาเหตุสำคัญมาจากราคาจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมอินทรีย์ที่สูงกว่านมทั่วไป เนื่องจากมีต้นทุนการผลิตและข้อกำหนดด้านมาตรฐานที่เข้มงวดกว่า โดยบริษัทเห็นว่าผู้บริโภคจำนวนมากไม่พร้อมจ่ายราคาส่วนเพิ่มสำหรับผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ส่งผลให้ปริมาณน้ำนมอินทรีย์ที่รับซื้อสูงกว่าความต้องการจริงของตลาด และกระทบต่อประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจของสหกรณ์โดยรวม
สำหรับฟาร์มผลิตนมอินทรีย์ 29 แห่งที่ได้รับผลกระทบ กระจายอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศสวีเดน โดย Arla พิจารณาคัดเลือกจากปัจจัยด้านภูมิศาสตร์และระบบโลจิสติกส์ ปัจจุบันบริษัทมีฟาร์มผลิตนมอินทรีย์ในสวีเดนประมาณ 240 แห่ง และฟาร์มทั้ง 29 แห่งดังกล่าวมีสัดส่วนการจัดหาน้ำนมอินทรีย์ประมาณร้อยละ 8 ของบริษัท ทั้งนี้ Arla เปิดเผยว่า น้ำนมจากฟาร์มบางส่วนไม่ได้ถูกนำไปจำหน่ายเป็นผลิตภัณฑ์อินทรีย์มาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว แต่ถูกนำไปแปรรูปร่วมกับน้ำนมทั่วไป เนื่องจากความต้องการสินค้าอินทรีย์ไม่เพียงพอต่อปริมาณผลผลิตที่มีอยู่
ภายใต้เงื่อนไขการยุติสัญญา ฟาร์มที่ได้รับผลกระทบจะมีระยะเวลาแจ้งล่วงหน้า 12 เดือน โดยฟาร์มอินทรีย์ยังคงได้รับค่าตอบแทนส่วนเพิ่มสำหรับการผลิตแบบอินทรีย์ตลอดระยะเวลาดังกล่าว หลังจากสิ้นสุดระยะเวลาแจ้งล่วงหน้า ผู้ประกอบการฟาร์มยังสามารถจำหน่ายน้ำนมให้แก่ Arla ได้ต่อไป แต่จะอยู่ภายใต้เงื่อนไขการรับซื้อในฐานะผู้ผลิตน้ำนมทั่วไป สำหรับฟาร์มในโครงการ Arla Ko จำนวน 23 แห่ง บริษัทให้เหตุผลในลักษณะเดียวกันว่า ปริมาณน้ำนมดิบที่ผลิตได้สูงกว่าความต้องการของตลาด โดยฟาร์มบางแห่งได้เพิ่มกำลังการผลิตอย่างมีนัยสำคัญในช่วงที่ผ่านมา
หัวหน้าฝ่ายสื่อสารมวลชนของ Arla Sweden ระบุว่า การยุติสัญญาครั้งนี้เป็นการตัดสินใจที่ยากลำบาก เนื่องจากส่งผลกระทบต่อเกษตรกรที่ลงทุนพัฒนาฟาร์มให้เป็นไปตามมาตรฐานอินทรีย์และมาตรฐานด้านสวัสดิภาพสัตว์มาเป็นเวลานาน อย่างไรก็ตาม ในฐานะสหกรณ์ Arla จำเป็นต้องพิจารณาผลประโยชน์ของสมาชิกทั้งหมด และรักษาความสมดุลระหว่างปริมาณการผลิตกับความต้องการของผู้บริโภค เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่สหกรณ์ในระยะยาว
ทั้งนี้ Arla ยืนยันว่า การปรับลดการรับซื้อน้ำนมอินทรีย์ดังกล่าวเกิดขึ้นเฉพาะในประเทศสวีเดน และไม่สามารถสรุปได้ว่าเป็นแนวโน้มเดียวกันกับตลาดผลิตภัณฑ์นมอินทรีย์ทั่วโลก เนื่องจากความต้องการของผู้บริโภคแตกต่างกันในแต่ละประเทศ โดยตลาดนมอินทรีย์ในเยอรมนียังคงเติบโต และตลาดสหราชอาณาจักรเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว แม้ Arla จะพัฒนาผลิตภัณฑ์อินทรีย์ใหม่ ปรับปรุงบรรจุภัณฑ์ และดำเนินกิจกรรมส่งเสริมการตลาดในสวีเดน แต่ยังไม่สามารถพลิกฟื้นความต้องการได้ ขณะเดียวกัน บริษัทได้ประกาศแผนลงทุนมากกว่า 63 ล้านยูโร เพื่อขยายกำลังการผลิต Skyr และ Cottage Cheese ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยม สะท้อนถึงการปรับการลงทุนและกำลังการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดในแต่ละกลุ่มสินค้า
บทวิเคราะห์ผลกระทบต่อไทย ข้อเสนอแนะ โอกาสและแนวทาง และความคิดเห็นของสคต. โคเปนเฮเกน:
ข่าวการปรับลดการรับซื้อน้ำนมอินทรีย์จากเกษตรกรในสวีเดน สะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนไหวด้านราคาของผู้บริโภคสวีเดน แม้ประเทศสวีเดนจะให้ความสำคัญกับมาตรฐานสิ่งแวดล้อม ความยั่งยืน และการบริโภคสินค้าอินทรีย์มาอย่างต่อเนื่อง แต่ราคาสินค้าที่สูงกว่าผลิตภัณฑ์ทั่วไปยังเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการตัดสินใจซื้อ สำหรับผู้ส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ไทย สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความท้าทายในการกำหนดราคาจำหน่ายให้เหมาะสมกับตลาด โดยเฉพาะสินค้าที่มีต้นทุนการผลิต การรับรองมาตรฐาน และการขนส่งระหว่างประเทศสูง ซึ่งอาจทำให้ราคาขายปลีกสูงกว่าสินค้าทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ กรณีของ Arla เป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นว่าความนิยมด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนไม่ได้หมายความว่าผู้บริโภคจะยอมรับราคาสินค้าที่สูงขึ้นได้เสมอไป การขยายตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ไทยในสวีเดนจึงจำเป็นต้องพิจารณาความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภคเป็นรายประเภทสินค้า ควบคู่กับความสามารถในการแข่งขันด้านราคาและคุณภาพ โดยการเริ่มต้นจำหน่ายผ่านผู้นำเข้าเฉพาะกลุ่ม ร้านจำหน่ายสินค้าเอเชีย ร้านสินค้าเพื่อสุขภาพ หรือช่องทางค้าปลีกที่มีฐานลูกค้าสินค้าอินทรีย์ อาจเป็นแนวทางในการทดสอบตลาดก่อนขยายการจำหน่ายในวงกว้าง ทั้งนี้ การติดตามข้อมูลยอดจำหน่ายสินค้าอินทรีย์แต่ละประเภทและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถประเมินโอกาสทางการค้าและลดความเสี่ยงจากการลงทุนขยายตลาดในระยะยาวได้อย่างเหมาะสม