fb
สหรัฐฯ ปรับมาตรการภาษีโลหะทำอาหารกระป๋องนำเข้าได้เปรียบ
โดย
Worawut
ลงเมื่อ 11 เมษายน 2569 06:29
สคต. ณ เมืองไมอามี (สหรัฐอเมริกา) (TTC, Miami (USA))
7

ประเด็นสำคัญ

  • มาตรการภาษีเหล็ก อะลูมิเนียม และทองแดงของสหรัฐฯ กำลังส่งผลให้ต้นทุนบรรจุภัณฑ์ของผู้ผลิตกระป๋องในประเทศเพิ่มสูงขึ้น

  • กลุ่มอุตสาหกรรมชี้ นโยบายการค้าดังกล่าวทำให้สินค้านำเข้าประเภทอาหารกระป๋องที่มีราคาถูกกว่ายังคงความสามารถในการแข่งขันได้

  • ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโต้แย้งว่า นโยบายนี้ขัดแย้งกับเป้าหมาย "อเมริกาต้องมาก่อน" (America First) เนื่องจากทำให้ผู้ผลิตในสหรัฐฯ เสียเปรียบ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ลงนามในประกาศยกระดับมาตรการภาษีศุลกากรต่อการนำเข้าเหล็ก อะลูมิเนียม และทองแดง เพื่อ "จัดการกับภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติที่เกิดจากการนำเข้าดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น" แต่บรรดากลุ่มอุตสาหกรรมต่างออกมาเตือนว่า มาตรการภาษีนี้กำลังทำให้ต้นทุนบรรจุภัณฑ์ของผู้ผลิตในสหรัฐฯ สูงขึ้น ในขณะที่กลับสร้างผลประโยชน์ให้แก่คู่แข่งจากต่างประเทศ

สก็อตต์ บรีน ประธานสถาบันผู้ผลิตกระป๋อง (Can Manufacturing Institute – CMI) กล่าวตอบโต้ประกาศดังกล่าวว่า "การดำเนินการด้านภาษีอะลูมิเนียมและเหล็กของรัฐบาลทรัมป์เมื่อเร็วๆ นี้ ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตกระป๋องโลหะในสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในระดับสูง แต่กลับทำให้การนำเข้าสินค้าบรรจุกระป๋องจากคู่แข่งต่างชาติ เช่น จีน มีต้นทุนที่ต่ำ" และยังแย้งอีกว่ามาตรการภาษีนี้สวนทางกับวาระทางการค้า "อเมริกาต้องมาก่อน" ซึ่งเป็นนโยบายที่รัฐบาลทรัมป์กล่าวอ้างว่ากำลังผลักดันอยู่

"ในคำร้องขอรวมสินค้าอนุพันธ์ (derivative inclusion requests) เราได้ขอให้ประธานาธิบดีทรัมป์สร้างความเท่าเทียมให้กับเกษตรกรและผู้ผลิตกระป๋องในสหรัฐฯ ซึ่งถูกบีบภายใต้มาตรการภาษีโลหะตามมาตรา 232 ที่อยู่ในระดับสูง ให้ต้องแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรมกับอาหารและเครื่องดื่มบรรจุกระป๋องจากต่างประเทศที่ไม่ต้องเสียภาษีในอัตราเดียวกัน แต่การปรับอัตราภาษีเหล่านี้กลับยังคงรักษาสถานะความได้เปรียบเช่นเดิมยังคงอยู่ ซึ่งเป็นการตอกย้ำชัยชนะให้แก่สินค้ากระป๋องจากต่างชาติ"

เอื้อสินค้านำเข้าราคาถูก

บรีนระบุว่า ประกาศฉบับล่าสุดนี้ได้เปิด "ประตูระบายน้ำ" ให้สินค้าบรรจุกระป๋องจากต่างประเทศทะลักเข้าสู่ชั้นวางสินค้าในซุปเปอร์มาร์เก็ตมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

"การคงอัตราภาษีสินค้ากระป๋องต่างชาติไว้ในระดับต่ำ เป็นการบ่อนทำลายคำมั่นสัญญาของประธานาธิบดีทรัมป์ที่จะทำให้สินค้าราคาถูกลง สนับสนุนภาคการผลิตในสหรัฐฯ และให้ความสำคัญกับเกษตรกรชาวอเมริกัน รัฐบาลทรัมป์ต้องเร่งบรรเทาภาระภาษีแบบเจาะจงให้แก่ผู้ผลิตกระป๋องและผู้ผลิตอาหารในสหรัฐฯ โดยด่วน เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมหลักเหล่านี้และลดราคาสินค้ากระป๋องที่เป็นวัตถุดิบที่จำเป็นของผู้ผลิตใน สหรัฐฯ" เขากล่าวเสริมอีกว่า "เรายังคงมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับรัฐบาลเพื่อบังคับใช้นโยบายการค้าที่ให้ประโยชน์แก่ผู้ผลิตกระป๋อง เกษตรกร และครอบครัวชนชั้นแรงงานในสหรัฐฯ เป็นอันดับแรก"

ด้าน เดนิส โบดี ผู้ประสานงานพันธมิตรผักและผลไม้อเมริกัน (American Fruit & Vegetable Coalition) ชี้ให้เห็นว่า 94% ของผลไม้ และ 53% ของผักที่เสิร์ฟให้กับเด็กๆ ในโรงเรียนของสหรัฐฯ นั้นมีแหล่งที่มาจากต่างประเทศ

"ตำแหน่งงานและการผลิตอาหารในสหรัฐฯ กำลังตกอยู่ในความเสี่ยง ปัจจุบันมีโรงงานบรรจุกระป๋องผักและผลไม้ในสหรัฐฯ กว่าสิบแห่งที่ต้องปิดตัวลงเพราะสินค้านำเข้าราคาถูก สหรัฐฯ ได้กลายเป็นผู้นำเข้าอาหารสุทธิไปแล้ว และการขาดมาตรการสกัดกั้นการนำเข้าเหล่านี้กำลังทำให้ภาวะการค้าที่ไม่สมดุลเลวร้ายยิ่งขึ้น"

ต้นทุนการผลิตพุ่งสูงขึ้น

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพียร์ซ ครอสแลนด์ ผู้อำนวยการอาวุโสของ CMI ให้สัมภาษณ์กับ Packaging Insights ว่า มาตรการภาษีและการค้าเป็นความท้าทายหลักที่อุตสาหกรรมการผลิตกระป๋องของสหรัฐฯ กำลังเผชิญ "นโยบายและภาษีในปัจจุบันที่บังคับใช้กับเหล็กเคลือบดีบุก (tinplate) และอะลูมิเนียม กำลังทำร้ายอุตสาหกรรมการผลิตกระป๋อง ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคชาวอเมริกัน และทำให้สินค้าของสหรัฐฯ สูญเสียความสามารถในการแข่งขันในระดับสากล"

เขาเน้นย้ำว่า ประมาณ 80% ของเหล็กเคลือบดีบุกทั้งหมดที่ใช้ในการผลิตในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นโลหะที่ใช้ทำกระป๋องอาหารนั้น มาจากแหล่งผลิตทั่วโลก

บาร์ต วัตสัน ประธานและซีอีโอของสมาคมผู้ผลิตเบียร์ (Brewers Association) แสดงความกังวลในทิศทางเดียวกันต่อประกาศฉบับล่าสุดนี้ "ผู้ผลิตเบียร์รายย่อยคือส่วนสำคัญของเศรษฐกิจภาคการผลิตในประเทศ โดยใช้วัตถุดิบทางการเกษตรและกระป๋องอะลูมิเนียมที่ผลิตในสหรัฐฯ เราเห็นด้วยกับรัฐบาลว่าภาครัฐมีหน้าที่สนับสนุนผู้ผลิตที่ใช้ปัจจัยการผลิตภายในประเทศเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ของอเมริกา แต่น่าเสียดายที่ตารางอัตราภาษีที่ปรับปรุงใหม่นี้กลับพาเราไปในทิศทางตรงกันข้าม"

"ด้วยการเดินหน้าจัดเก็บภาษีส่วนประกอบบรรจุภัณฑ์หลัก เช่น แผ่นอะลูมิเนียม นโยบายของรัฐบาลกำลังเป็นการเก็บภาษีการผลิตในประเทศ ในขณะที่อนุญาตให้ผู้นำเข้านำเข้าเบียร์สำเร็จรูปในกระป๋องที่เสียภาษีต่ำหรือปลอดภาษี เราเชื่อว่าทางออกคือการลดต้นทุนให้กับผู้ผลิตและผู้บริโภคในสหรัฐฯ ด้วยการสร้างช่วงผ่อนปรนด้านภาษี (lower tariff bridge) ในระหว่างที่กำลังรอให้กำลังการผลิตอะลูมิเนียมภายในประเทศเพิ่มขึ้น"

บทวิเคราะห์: กรณีดังกล่าวอาจเรียกได้ว่าเป็นการบิดเบือนโครงสร้างภาษีศุลกากร ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมกลางน้ำและปลายน้ำภายในสหรัฐฯ เอง โดยมีข้อน่าสังเกตได้ ดังนี้:

  1. ความแตกต่างระหว่างภาษีวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูปโดยปกติ การดำเนินนโยบายปกป้องทางการค้า (Protectionism) มักมุ่งเน้นการจัดเก็บภาษีขาเข้าเพื่อคุ้มครองผู้ผลิตในประเทศ อย่างไรก็ตาม ในกรณีนี้มีการเก็บภาษีในอัตราสูงเฉพาะ วัตถุดิบต้นน้ำ (Raw Materials) ได้แก่ เหล็กและอะลูมิเนียม แต่ไม่ได้ปรับเพิ่มภาษีในสัดส่วนที่เท่ากันกับ สินค้าสำเร็จรูป (Finished Goods) ที่ทำจากโลหะเหล่านั้น เช่น อาหารกระป๋องหรือเบียร์กระป๋องจากต่างประเทศ

  2. การเพิ่มขึ้นของต้นทุนการผลิตภายในประเทศเมื่อผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ในสหรัฐฯ จำเป็นต้องนำเข้าวัตถุดิบที่ถูกจัดเก็บภาษีตามมาตรา 232 ส่งผลให้ ต้นทุนคงที่ (Fixed Cost – อาทิ เครื่องจักรและชิ้นส่วนอะไหล่) และ ต้นทุนผันแปร (Variable Cost) ในส่วนของบรรจุภัณฑ์ที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ปรากฏการณ์นี้ทำให้สินค้าที่ผลิตภายในประเทศ (Domestic Goods) ต้องมีราคาสูงขึ้นโดยอัตโนมัติเพื่อรักษาสัดส่วนกำไร

  3. ความเสียเปรียบเชิงเปรียบเทียบ (Comparative Disadvantage): ในขณะที่ผู้ผลิตในต่างประเทศสามารถเข้าถึงวัตถุดิบโลหะในราคาตลาดโลก (ซึ่งต่ำกว่าราคาในสหรัฐฯ ที่บวกภาษีแล้ว) และทำการแปรรูปเป็นสินค้าสำเร็จรูปจากนอกประเทศ เมื่อส่งสินค้าเหล่านี้เข้ามาจำหน่ายในสหรัฐฯ สินค้าเหล่านั้นจะเสียภาษีในพิกัด "อาหาร" หรือ "เครื่องดื่ม" แทนที่จะเป็น "โลหะ" 

สินค้าภายในประเทศ: ต้นทุน = (วัตถุดิบราคาแพง + ค่าแรง + ภาษีสรรพสามิต)

สินค้านำเข้า: ต้นทุน = (วัตถุดิบราคาตลาดโลก + ค่าแรงราคาต่ำ + ภาษีนำเข้าสินค้าสำเร็จรูปอัตราต่ำ)

  1. ผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Impact): กลไกราคาที่ถูกบิดเบือนดังกล่าวส่งผลให้เกิดสภาวะที่สวนทาง กลับมาเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อสินค้านำเข้าโดยปริยาย เนื่องจากนโยบายที่ตั้งเป้าหมายเพื่อสร้างความมั่นคงของชาติและสนับสนุนผู้ผลิตในประเทศ กลับกลายเป็นภาระทางภาษีที่ผลักดันให้ผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทาน (เช่น เกษตรกรและโรงงานแปรรูปอาหาร) มีต้นทุนสูงกว่าคู่แข่งต่างชาติ นำไปสู่การสูญเสียส่วนแบ่งการตลาด และอาจส่งผลให้เกิดการขาดดุลการค้าในภาคอาหารและเกษตรเพิ่มขึ้นในระยะยาว

ประเภทสินค้า / เงื่อนไข

อัตราภาษี

ภาคผนวก

รายละเอียดและตัวอย่างสินค้า

โลหะพื้นฐาน / ต้นน้ำ (Upstream)

50%

Annex I-A

เหล็กแผ่นรีดร้อน, อะลูมิเนียมแท่ง, คอยล์, ท่อทองแดงบริสุทธิ์ (สินค้าที่ทำจากโลหะเกือบ 100%)

สินค้าอนุพันธ์ (Derivatives)

25%

Annex I-B

สินค้าที่แปรรูปอย่างมีนัยสำคัญ เช่น ตะปู, ลวดเหล็ก, กรอบหน้าต่างอะลูมิเนียม, อุปกรณ์ประกอบเครื่องจักร

สินค้าทุน / อุปกรณ์อุตสาหกรรม

15%

Annex III

เครื่องจักรหนักและอุปกรณ์โครงข่ายไฟฟ้า (อัตราพิเศษชั่วคราวเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมในประเทศถึงสิ้นปี 2027)

สินค้าที่ใช้โลหะอเมริกัน

10%

(Specific Credit)

สินค้าอนุพันธ์ที่ใช้เหล็กหรืออะลูมิเนียมที่ "ถลุงและหล่อในสหรัฐฯ" (US-smelted/cast) ทั้งหมด 100%

สินค้าที่มีโลหะต่ำ (Low Content)

0%

Annex II / IV

สินค้าที่มีน้ำหนักโลหะรวมน้อยกว่า  15% ของน้ำหนักสุทธิ (เช่น อาหารกระป๋องสำเร็จรูป) ได้รับยกเว้นภาษีมาตรา 232

กรณีพิเศษ: รัสเซีย

200%

(Sanctions)

อะลูมิเนียมและผลิตภัณฑ์ที่มีแหล่งกำเนิดจากรัสเซีย

ที่มาwww.whitehouse.gov (https://www.whitehouse.gov/wp-content/uploads/2026/04/Metals-ANNEXES-I-A-I-B-II-III-IV.pdf)

ช่องทางแห่งโอกาสของผู้ส่งออกสินค้าจากต่างประเทศถูกเปิดออกโดยการกระชับนโยบายของท่านประธานาธิบดีครั้งล่าสุดนี้เอง แต่โอกาสเช่นนี้จะเปิดอยู่อีกนานเพียงใด คำตอบที่แม่นยำต่อคำถามข้อนี้ ในสภาวการณ์ของสหรัฐฯ เช่นในปัจจุบันนั้นเป็นไปได้ยากยิ่ง เพราะอาจมีการออกคำสั่งภายใต้สถานการณ์พิเศษออกมาแก้ไขแบบฉับพลันทันทีนั้นก็อาจเกิดขึ้นเมื่อไรก็ได้ ยากที่จะประเมินอย่างแน่ชัดได้ แต่หากจะพิจารณาตามกระบวนการในการปรับแก้กฎหมายตามมาตรา 232 ที่มีขั้นตอน กระบวนการและกรอบเวลาที่ชัดเจนอยู่แล้ว ก็พอจะคาดหวังได้ว่าจะยังเปิดอยู่อีกสักระยะหนึ่ง ซึ่งก็อาจมองว่าเป็นโอกาสที่เอื้อต่อผู้ประกอบการไทยได้ด้วย ทั้งนี้ก็เพราะหากทุกอย่างดำเนินไปตามขั้นตอนมาตรฐาน การปรับปรุงนโยบายตามคำร้องเรียนของผู้ประกอบการในสหรัฐฯ เป็นกระบวนการที่ "ซับซ้อนและใช้เวลานาน" เนื่องจากเกี่ยวข้องกับทั้งข้อกฎหมายความมั่นคง (Section 232) และการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในรัฐบาลของประธานาธิบดีทรัมป์ที่มีนโยบายชัดเจนเรื่องการใช้ภาษีศุลกากรเป็นเครื่องมือหลัก โดยวิเคราะห์จากสถานการณ์ล่าสุด ขั้นตอนและระยะเวลาจะเป็นไปตามกรอบดังนี้:

  1. ขั้นตอนการพิจารณา (Regulatory Process) การแก้ไขขอบเขตสินค้าภายใต้มาตรา 232 ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการร้องเรียนจากภาคเอกชนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบโดยหน่วยงานรัฐบาลกลางที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ได้แก่ 

    1. การยื่นคำร้องและพิสูจน์ผลกระทบ: ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบต้องเสนอหลักฐานเชิงประจักษ์ต่อกระทรวงพาณิชย์ (Department of Commerce) เพื่อชี้ให้เห็นว่าโครงสร้างภาษีในปัจจุบันส่งผลต่อความมั่นคงทางอุตสาหกรรม หรือเป็นการบิดเบือนการแข่งขันอย่างชัดแจ้ง

    2. การรายงานสรุปสถานะ (Status Report): ตามคำสั่งฝ่ายบริหารล่าสุด (เมษายน 2026) กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) มีภาระผูกพันในการจัดทำรายงานประเมินผลกระทบภายใน 90 วัน เพื่อกำหนดทิศทางการปรับปรุงรายการพิกัดอัตราภาษีศุลกากร

    3. กระบวนการยกเว้นสินค้า (Exclusion Process): ปัจจุบันรัฐบาลได้เพิ่มความเข้มงวดในส่วนนี้มาก โดยปัจจุบันรัฐบาลได้ปรับเปลี่ยนระบบจาก "การยื่นขอรายกรณี" มาเป็นการใช้ "บัญชีแนบท้าย" หรือภาคผนวก (Annex) ที่ระบุรายการสินค้าที่ได้รับการยกเว้นไว้อย่างชัดเจน การเพิ่มหรือลดรายการในบัญชีดังกล่าวต้องผ่านการลงนามรับรองจากประธานาธิบดีเท่านั้น

  2. กรอบระยะเวลาการดำเนินการ: การปรับปรุงนโยบายแบ่งออกเป็นสองระยะตามระดับความสำคัญของพิกัดสินค้า

    1. ระยะสั้น (3-6 เดือน): เน้นการปรับปรุงในระดับพิกัดศุลกากรย่อย (Sub-headings) สำหรับสินค้าที่พิสูจน์ได้ว่ามีความจำเป็นเร่งด่วน โดยอ้างอิงจากรายงานผลการประเมิน 90 วัน (ซึ่งคาดว่าจะเสร็จสิ้นในเดือนกรกฎาคม 2026)

    2. ระยะยาว (1-2 ปี): การปรับปรุงโครงสร้างภาษีให้ครอบคลุมถึงสินค้าสำเร็จรูปปลายน้ำ (Finished Goods) เช่น อาหารกระป๋อง ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายระดับมหภาค (Structural Change) ซึ่งต้องผ่านกระบวนการประเมินผลกระทบต่อดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในวงกว้าง ทำให้ต้องใช้ระยะเวลาในการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน

  3. ข้อจำกัดและอุปสรรคเชิงเทคนิคที่อาจทำให้การปรับปรุงนโยบายล่าช้า

    1. การรักษาสมดุลของนโยบายกีดกันทางการค้า รัฐบาลมีความกังวลต่อปรากฏการณ์ "การเกิดผลกระทบต่อเนื่องแบบโดมิโน" (Domino Effect) หากมีการผ่อนปรนให้แก่กลุ่มอุตสาหกรรมหนึ่ง อาจเป็นการกระตุ้นให้ภาคส่วนอื่นๆ เรียกร้องในลักษณะเดียวกันต่อเนื่องกันไป จนบั่นทอนวัตถุประสงค์หลักและภาพรวมของนโยบายปกป้องทางการค้า

    2. ความซับซ้อนในการตรวจสอบทางเทคนิค การพิสูจน์ "น้ำหนักโลหะ": ตามเกณฑ์ใหม่ในปี 2026 สินค้าที่มีส่วนประกอบของโลหะน้อยกว่า 15% โดยน้ำหนักจะได้รับยกเว้น ซึ่งการพิสูจน์สัดส่วนนี้ในสินค้าสำเร็จรูป (เช่น อาหารกระป๋อง) มีความยุ่งยากทางเทคนิคสูงในการตรวจสอบ ณ ด่านศุลกากร

ดังนั้นพอจะเชื่อได้ว่า ผู้ประกอบการสหรัฐฯ ที่กำลังต้องเผชิญกับผลกระทบดังกล่าวและเฝ้ารอการปรับแก้มาตรานี้ อาจต้องเผื่อใจไว้ว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ในเร็ววัน โดยอย่างน้อยที่สุดต้องรอผลการประเมินรอบ 90 วันก่อน และยังต้องดูว่ารัฐบาลจะมีท่าทีอย่างไรต่อรายงานผลกระทบที่นำเสนอไปด้วย จึงจะพอเห็นแสงที่ปลายอุโมงค์ ว่าจะมีการปรับแก้ตามที่ร้องขอหรือไม่

ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ: แน่นอนว่าช่องแห่งโอกาสนี้จะยังเปิดอยู่นานอีกเท่าไรนั้น ไม่มีใครให้คำตอบที่แม่นยำได้ แต่ด้วยกระบวนการกระบวนการพิจารณาและดำเนินการปรับแก้ปกติตามมาตรฐานแล้ว ยังมีเวลาอีกอย่างน้อย 90 วัน หรืออาจยาวไปถึงหนึ่งปี และหากมองโลกในแง่ดีที่สุด ก็อาจไม่มีการปรับแก้ตามคำร้องก็เป็นไปได้เช่นกัน แต่อ่านมาถึงตรงจุดนี้ ทุกท่านโดยเฉพาะผู้ผลิตสินค้าบรรจุกระป๋องในประเทศไทย คงจะพอเห็นช่องทางแห่งโอกาสที่แง้มออกมานี้บ้างแล้ว สคต. ไมอามีจึงเห็นว่าไม่ควรปล่อยให้โอกาสเช่นนี้ผ่านไปเฉยๆ และหากสินค้าของท่านเข้าข่ายตามกรณีในบทความนี้ ก็อาจพิจารณานำเรื่องนี้ไปกระตุ้นลูกค้าของท่านให้เร่งขยายปริมาณการสั่งซื้อเพิ่มเสียตั้งแต่ในวันนี้ ก่อนที่จะมีอะไรเปลี่ยนแปลง

เพื่อเป็นการชี้ผู้ประกอบการเป้าหมายให้ชัดๆ ยิ่งขึ้น ขอแบ่งกลุ่มผู้ประกอบการไทยที่เข้าข่ายจะได้รับโอกาสดีเช่นนี้ ออกเป็น 3 กลุ่มหลักที่ขอแนะนำให้เร่งกระตุ้นเตือนลูกค้ารายหลักๆ ของตนให้เร่งสั่งซื้อโดยเร็ว (บางรายการที่ไม่ได้อยู่ในภาคผนวก 2 ของมาตรา 122 ยังต้องเสียภาษีร้อยละ 10) ได้แก่

  1. กลุ่มผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มสำเร็จรูป: กลุ่มนี้ เชื่อว่าน่าจะได้รับอานิสงส์สูงสุด เพราะสินค้าส่งออกโดยผู้ผลิตกลุ่มนี้ ถูกจัดให้มีฐานะเป็นสินค้าอาหาร "อาหาร" ไม่ใช่ "โลหะ" หรืออนุพันธ์ของโลหะ (หากโลหะที่เป็นองค์ประกอบมีน้ำหนักไม่เกินร้อยละ 15 ของน้ำหนักสินค้า) โดยเฉพาะสินค้าที่อยู่ในรายการภาคผนวก 2 ตามมาตรา 122 อาทิ ผู้ผลิตเครื่องเทศนานาชนิด (ใบชา ขิง ขมิ้น ผงกะหรี่ แม้งมันสำปะหลัง) ผักและผลไม้แห้งและบรรจุกระป๋อง (หน่อไม้กระป๋อง มะม่วง สับปะรด กล้วย ) กะทิกระป๋อง รวมไปถึงเครื่องดื่มบรรจุในกระป๋องอะลูมิเนียม ทั้งนี้ก็เพราะต้นทุน "กระป๋องเปล่า" ในไทยถูกกว่าสหรัฐฯ มาก (ไทยซื้อเหล็กราคาโลก ส่วนสหรัฐฯ ซื้อเหล็ก + ภาษี 25%) เมื่อบรรจุอาหารเสร็จแล้วส่งไปขาย สหรัฐฯ จะไม่เรียกเก็บภาษีโลหะตามมาตรา 232 กับสินค้ากลุ่มนี้

  2. กลุ่มผู้รับจ้างผลิต (OEM) ที่มีสายการผลิตประสิทธิภาพสูง: ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่ากลุ่มนี้มีเครื่องจักร (Capital Goods) พร้อมอยู่แล้ว และไม่ต้องแบกภาระภาษีเครื่องจักรใหม่ ซึ่งอาจจะมีเหลื่อมรวมไปถึงผู้ที่รับจ้างผลิตอาหารกระป๋องด้วย และการที่มีเครื่องจักรเก่าพร้อมผลิตอยู่แล้วในต่างประเทศนั้นได้เปรียบผู้ประกอบการในสหรัฐฯ ก็ตรงที่การลงทุนในการตั้งโรงงานใหม่ ตามที่ภาครัฐพยายามกระตุ้นให้เพิ่มการผลิตภายในประเทศ ต้นทุนคงที่ในช่วงนี้ย่อมมหาศาลและยังมีภาษีนำเข้าเครื่องจักรหรือโลหะที่เป็นวัตถุดิบในการผลิตเครื่องจักรเพิ่มมาอีก ยิ่งเป็นการแน่นอนว่าต้องแบกทุนที่สูงกว่าผู้ประกอบการในต่างประเทศ ไม่ว่าจะตั้งใหม่หรือหากยิ่งมีโรงงานพร้อมอยู่แล้วก็จะยิ่งได้เปรียบกว่า โรงงานในสหรัฐฯ ที่ต้องการขยายกำลังผลิตตอนนี้ต้องซื้อเครื่องจักรใหม่ในราคาที่บวกภาษีโลหะ (Capital Investment สูงขึ้น) แต่โรงงานไทยมีต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) จากค่าเสื่อมราคาเครื่องจักรที่ต่ำกว่า ทำให้สามารถรับจ้างผลิตให้แบรนด์อเมริกันได้ในราคาที่แข่งขันได้ดีกว่าโรงงานในบ้านเขาเอง

  3. กลุ่มผู้ผลิตสินค้าที่มีส่วนประกอบโลหะไม่เกินร้อยละ 15: มีสินค้านานาชนิดอีกมากมายหลายอย่างที่ มีองค์ประกอบเป็นโลหะ และหากตั้งเกณฑ์สัดส่วนน้ำหนักของโลหะที่เป็นองค์ประกอบนั้นมีน้ำหนักไม่เกินร้อยละ 15 ของน้ำหนักสินค้าทั้งชิ้น แล้วมองหาสินค้าที่ตนผลิตและเข้าข่ายตามนี้ รวมถึงสินค้าที่อาจต้องมีการปรับปรุงการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้เข้าข่ายตามเกณฑ์นี้บ้างและไม่มากจนทำให้ต้นทุนสูงเกินไป มีสินค้าหลายชนิดที่อาจเลี่ยงภาษีโลหะและอนุพันธ์ (ร้อยละ25) ได้ แต่ก็ยังอาจจะต้องมาเสียภาษีตามมาตรา 122 อาทิ เครื่องครัว เฟอร์นิเจอร์ (เว้นแต่ที่ผลิตให้อากาศยานใช้) แต่สำหรับสินค้าอื่นๆ ที่อยู่ในภาคผนวก 2 ตามมาตรา 122 ถ้ามีโลหะเป็นอง๕ประกอบแลมีน้ำหนักน้อยกว่าร้อยละ 15 ก็จะปลอดภาษี แถมซ้ำยังมีข้อได้เปรียบดังที่กล่าวมาแล้ว โดยเฉพาะเมื่อนำส่วนที่เป็นโลหะมาเทียบเคียงต้นทุนด้วย

ท้ายที่สุดนี้ ขอแนะนำบางประเด็นเป็นหลักการคร่าวๆ ที่อาจช่วยสร้างโอกาสให้ถูกเรียกเก็บภาษีน้อยที่สุด หรืออาจช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้สูงขึ้นบ้าง ดังนี้

  1. ผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าที่อยู่ในรายการภาคผนวก 2 (Annex II) ของมาตรา 122 ควรตรวจสอบกับผู้ให้บริการส่งของให้แน่ชัดว่าสินค้าของตนรายการใดบ้างที่อยู่ในรายการภาคผนวก 2 นี้ และถ้าอยู่ในรายการดังกล่าวจริง ควรเร่งกระตุ้นให้ผู้ซื้อในสหรัฐฯ ซื้อในระยะนี้โดยเร็ว (ก่อน 24 กรกฎาคม 2526)

  2. สินค้าที่อยู่ในรายการภาคผนวก 2 (Annex II) ของมาตรา 122 และมีองค์ประกอบเป็นโลหะตามมาตรา 232 ต่ำกว่าร้อยละ 15 ของน้ำหนักรวมสินค้า จะได้รับการยกเว้นภาษี  หากบรรจุภัณฑ์ที่ใช้อยู่มีน้ำหนักเกินร้อยละ 15 ควรพิจารณาใช้บรรจุภัณฑ์ทางเลือกอย่างอื่นทดแทน (โดยเฉพาะที่มีให้ลูกค้าเลือกใช้อยู่แล้ว) หรือปรับให้น้ำหนักอยู่ในกรอบดังกล่าว ถ้าสามารถทำได้และคุ้ม โดยเฉพาะในระยะสั้นนี้

  3. สินค้าที่มีองค์ประกอบเป็นโลหะและมีคู่แข่งหลักเป็นผู้ผลิตในสหรัฐฯ จะมีต้นทุนที่ต่ำกว่า โดยเฉพาะที่มีน้ำหนักโลหะต่ำกว่าร้อยละ 15 จะได้เปรียบในเชิงต้นทุนอยู่ถึงร้อยละ 25-50 และหากผู้ผลิตที่เป็นคู้แข่งหลักในสหรัฐฯ เป็นรายใหม่ จะยิ่งมีความได้เปรียบในเชิงต้นทุนทั้ง ต้นทุนคงที่และต้นทุนผันแปร

  4. หลักการสำคัญ: เกี่ยวกับขั้นดอนในการดำเนินการเพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ตามเกณฑ์ "ต่ำกว่าร้อยละ 15" ตามระเบียบมาตรา 232 ฉบับปี 2026 การยกเว้นภาษีตามเกณฑ์น้ำหนักดังกล่าว ไม่ใช่การละเว้นการสำแดง แต่คือ "การสำแดงเพื่อรับสิทธิยกเว้นภาษี"

*********************************************************

ที่มา: Packaging Insights
เรื่อง: “US strengthens metal tariffs, raising packaging costs and aiding canned imports”
โดย: บทบรรณาธิการ
สคต. ไมอามี /วันที่ 9 เมษายน 2569

Share :
Instagram