
ข้าวเป็นอาหารหลักชนิดหนึ่งในอิสราเอล แม้จะไม่ใช่อาหารดั้งเดิมในทุกกลุ่มชาติพันธุ์ แต่มีบทบาทสำคัญทั้งในภาคครัวเรือน ร้านอาหาร และตลาดสถาบัน (institutional market) เนื่องจากอิสราเอลไม่สามารถปลูกข้าวเชิงพาณิชย์ได้ภายในประเทศ ข้าวที่บริโภคทั้งหมดจึงต้องพึ่งพาการนำเข้า รายงานฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์โครงสร้างตลาดข้าวในอิสราเอล พฤติกรรมผู้บริโภค โครงสร้างการนำเข้า กฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง และประเมินโอกาสของข้าวไทยในเชิงวิชาการ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการกำหนดนโยบายและกลยุทธ์ทางการค้าให้กับผู้ส่งออกไทย
ภาพรวมตลาดและอุปสงค์
การบริโภคและแนวโน้มอุปสงค์
จากข้อมูลสถิติระหว่างประเทศ (FAO, World Bank และ CBS อิสราเอล) พบว่าในช่วงประมาณ 5 ปีย้อนหลัง (ค.ศ. 2019–2024) การบริโภคข้าวต่อหัวของอิสราเอลทรงตัวอยู่ในช่วง 12–15 กิโลกรัมต่อคนต่อปี โดยมีอัตราการเปลี่ยนแปลงต่ำ สะท้อนลักษณะตลาดอิ่มตัวในเชิงปริมาณ แต่ยังมีศักยภาพการเติบโตในเชิงมูลค่า
เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศ OECD อื่น ๆ อิสราเอลมีการบริโภคข้าวต่อหัวสูงกว่าค่าเฉลี่ยของยุโรปตะวันตก แต่ต่ำกว่าประเทศในเอเชียอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้อิสราเอลถูกจัดเป็น “ตลาดข้าวขนาดกลางที่เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ”
ปริมาณและมูลค่าการนำเข้า (ย้อนหลัง 5 ปี)
ในช่วงปี 2019–2024 ปริมาณการนำเข้าข้าวของอิสราเอลอยู่ในกรอบประมาณ 115,000-130,000 ตันต่อปี มูลค่าการนำเข้าเพิ่มขึ้นจากระดับราว 135 ล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นประมาณ 159 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ด้านมูลค่าประมาณ 3–4% สะท้อนการเพิ่มขึ้นของราคาต่อหน่วย และสัดส่วนสินค้าพรีเมียมมากกว่าการเพิ่มปริมาณบริโภค
พฤติกรรมผู้บริโภคและโครงสร้างอุปสงค์
1 ประเภทข้าวที่นิยม
ผู้บริโภคชาวอิสราเอลนิยมข้าวหอมมะลิเป็นอันดับแรก รองลงมาคือข้าวบาสมาติ ในตลาดชาวอาหรับมีแนวโน้มบริโภคข้าวเมล็ดกลม (round rice) มากกว่า อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการบริโภคข้าวหอมมะลิในกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
2 รูปแบบการซื้อ
ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 การจำหน่ายข้าวส่วนใหญ่เป็นบรรจุภัณฑ์ขนาด 1 กิโลกรัมผ่านห่วงโซ่อาหารสมัยใหม่ (modern retail/food chains) สะท้อนความต้องการด้านความสะดวกและการจัดเก็บ
3 แนวโน้มด้านสุขภาพ
แม้อิสราเอลไม่ใช่ตลาดสินค้าออร์แกนิกขนาดใหญ่ แต่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นของความต้องการข้าวเพื่อสุขภาพ เช่น ข้าวกล้อง ข้าวออร์แกนิก และข้าวที่สื่อสารคุณค่าทางโภชนาการ สอดคล้องกับกระแสสุขภาพและโภชนาการในสังคมเมือง
โครงสร้างการนำเข้าและประเทศคู่ค้า
ภาพรวมการนำเข้าตามพิกัดศุลกากร (HS Code)
HS 100620: ข้าวกล้อง (Brown Rice) มูลค่านำเข้า 2.59 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากอุรุกวัย อิตาลี และอินเดีย
HS 100630: ข้าวขาว (White Rice) มูลค่านำเข้า 155.95 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากไทย ออสเตรเลีย และอินเดีย
HS 100640: ข้าวหัก (Broken Rice) มูลค่านำเข้า 0.506 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ประเทศผู้ส่งออกข้าวขาวรายสำคัญ (HS 100630)
ไทยเป็นผู้ส่งออกข้าวขาวรายใหญ่ที่สุด รองลงมาคือออสเตรเลียและอินเดีย ตามด้วยสหรัฐอเมริกา เวียดนาม และประเทศอื่น ๆ สะท้อนการแข่งขันที่สูง โดยเฉพาะการแข่งขันระหว่างข้าวหอมมะลิไทยกับข้าวบาสมาติอินเดียในตลาดระดับกลางถึงพรีเมียม
ตารางแสดงส่วนแบ่งตลาดและมูลค่าการนำเข้า (2024) ของผู้ส่งออก 5 ลำดับแรก (ส่วนแบ่งตลาดกว่า 90.3%)
อันดับ | ประเทศผู้ส่งออก | มูลค่า (ล้าน USD) | ส่วนแบ่งตลาด (%) |
1 | ไทย | 49.16 | 31.5 |
2 | ออสเตรเลีย | 46.64 | 29.9 |
3 | อินเดีย | 34.22 | 21.9 |
4 | สหรัฐอเมริกา | 6.62 | 4.2 |
5 | เวียดนาม | 4.35 | 2.8 |
ช่องทางการตลาดและการกระจายสินค้า
โครงสร้างช่องทางการตลาดของข้าวนำเข้าในอิสราเอลแบ่งออกเป็น
ร้อยละ 40 จำหน่ายผ่านห่วงโซ่อาหารสมัยใหม่ (food chains)
ร้อยละ 30 จำหน่ายให้ตลาดสถาบัน เช่น โรงแรม โรงพยาบาล และหน่วยงานรัฐ
ร้อยละ 30 จำหน่ายผ่านตลาดเปิดและร้านค้าปลีกขนาดเล็ก
ลักษณะดังกล่าวสะท้อนการกระจุกตัวของค้าปลีกสมัยใหม่ ซึ่งมีอำนาจต่อรองด้านราคาสูง และส่งผลต่อโครงสร้างราคาข้าวในตลาด
กฎระเบียบการนำเข้า
อิสราเอลไม่มีข้อกำหนดให้ต้องขอใบอนุญาตนำเข้าข้าว อย่างไรก็ตาม ผู้นำเข้าทุกรายต้องได้รับการรับรองจาก National Food Service ภายใต้กระทรวงสาธารณสุข โดยต้องมีสถานที่เก็บสินค้าที่ผ่านการรับรอง และต้องขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์อาหารก่อนนำเข้า
เอกสารสำคัญประกอบด้วย
ใบรับรองโรงงานผู้ผลิต (เช่น ISO และการขึ้นทะเบียนโรงงาน)
เอกสารการวิเคราะห์คุณภาพสินค้า
ฉลากสินค้าให้เป็นไปตามมาตรฐานการแสดงฉลากเลขที่ 1145
ในด้านภาษีนำเข้า ข้าวได้รับการยกเว้นอากรนำเข้าจากทุกประเทศ ทำให้การแข่งขันด้านราคาเกิดขึ้นอย่างเสรี
แนวโน้ม และการคาดการณ์ตลาด 1–3 ปี
ภาพรวมการแข่งขัน
ตลาดข้าวอิสราเอลมีการแข่งขันสูง โดยประเทศไทยครองความได้เปรียบในตลาดข้าวหอมมะลิ ขณะที่อินเดียแข่งขันอย่างเข้มข้นในตลาดข้าวบาสมาติที่เน้นราคา ออสเตรเลียที่มีข้อได้เปรียบด้านต้นทุนการขนส่งที่ต่ำกว่าไทย และเวียดนามที่มีข้อตกลงการค้า FTA กับอิสราเอลเป็นคู่แข่งรองที่เน้นความสม่ำเสมอของอุปทานและความใกล้ชิดเชิงโลจิสติกส์ ซึ่งตลาดที่จะต้องแข่งขันด้านราคา ไทยอาจจะเสียเปรียบเวียดนามและออสเตรเลีย ที่จะค่อยๆแย่งตลาดที่เน้นการแข่งขันได้ราคาในอนาคต
การคาดการณ์ตลาดระยะ 1–3 ปี (ประมาณการ)
ภายใต้สมมติฐานด้านประชากร รายได้ และพฤติกรรมผู้บริโภค คาดว่าในช่วง 1–3 ปีข้างหน้า (2026–2028)
ปริมาณการนำเข้าข้าวจะเติบโตในอัตราต่ำ ประมาณ 1–2% ต่อปี
มูลค่าการนำเข้าจะเติบโตสูงกว่า อยู่ที่ประมาณ 3–5% ต่อปี จากการเพิ่มสัดส่วนข้าวพรีเมียมและข้าวเพื่อสุขภาพ
ส่วนแบ่งตลาดของข้าวหอมมะลิยังคงมีเสถียรภาพ แต่เผชิญแรงกดดันจากข้าวบาสมาติอินเดียในตลาดระดับกลาง และเวียดนามในข้าวที่เน้นการแข่งขันด้านราคา
แนวโน้มเชิงโครงสร้าง
การกระจุกตัวของค้าปลีกอาหารยังคงสูง ทำให้ผู้นำเข้าและผู้ส่งออกต้องเผชิญแรงกดดันด้านราคา
ความต้องการสินค้าอาหารเพื่อสุขภาพเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มประชากรเมืองและรายได้ปานกลางถึงสูง
กระแสการลดการบริโภคคาร์โบไฮเดรตอาจจำกัดการเติบโตของตลาดในเชิงปริมาณในระยะยาว
ข้อสรุปและข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์สำหรับข้าวไทย
จากการวิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลังและการคาดการณ์ตลาด สามารถสรุปแนวทางเชิงกลยุทธ์สำหรับข้าวไทยในตลาดอิสราเอลได้ดังนี้
1. กลยุทธ์การวางตำแหน่งสินค้า (Positioning)
ข้าวไทยควรวางตำแหน่งเป็นสินค้า “ข้าวหลักคุณภาพสูง (Premium Staple)” เน้นอัตลักษณ์ข้าวหอมมะลิไทย ความสม่ำเสมอของคุณภาพ และภาพลักษณ์อาหารไทย มากกว่าการแข่งขันด้านราคาโดยตรงกับอินเดียหรือเวียดนาม
2. กลยุทธ์สินค้าและตลาด (Product & Market Strategy)
พัฒนาสินค้าข้าวหอมมะลิพรีเมียมและข้าวกล้อง/ข้าวเพื่อสุขภาพ
เน้นบรรจุภัณฑ์ขนาดเล็ก–กลาง (1–2 กิโลกรัม) สำหรับค้าปลีกสมัยใหม่
ร่วมมือกับผู้นำเข้าและห่วงโซ่อาหารรายใหญ่ รวมถึงการผลิตภายใต้ private label
ใช้ตลาดสถาบันและร้านอาหารไทยเป็นฐานสร้างความคุ้นเคยของผู้บริโภค
3. ข้อเสนอเชิงนโยบายและการสนับสนุนผู้ส่งออก
3.1. ส่งเสริมการสร้างแบรนด์ข้าวไทยในตลาดอิสราเอลอย่างต่อเนื่อง
3.2. สนับสนุนมาตรฐาน GI และระบบตรวจสอบย้อนกลับ
3.3. จัดทำระบบติดตามข้อมูลตลาดและคู่แข่งอย่างสม่ำเสมอ
โดยสรุป ตลาดข้าวอิสราเอลในช่วง 1–3 ปีข้างหน้าเป็นตลาดที่ไม่ขยายตัวเร็วในเชิงปริมาณ แต่ยังเปิดโอกาสสำคัญสำหรับข้าวไทยในเชิงมูลค่า หากมีการวางกลยุทธ์ที่เหมาะสมและสอดคล้องกับแนวโน้มผู้บริโภค
ผู้นำเข้ารายสำคัญของอิสราเอล
ลำดับ | บริษัท
| บทบาทในตลาดข้าว
| กลุ่มตลาดหลัก | ความเหมาะสมกับการทำตลาดข้าวไทย | ช่องทางติดต่อ |
1 | Sugartime Ltd. | ผู้นำเข้า–บรรจุข้าวรายใหญ่ / private label | Modern retail, food chains | ระดับสูง | Web: www.sugartime.co.il Email: info@sugartime.co.il |
2 | Sugat Industries Ltd. | แบรนด์ข้าวหลักของประเทศ / local packing | Supermarket chains | ระดับสูง | Web: www.sugat.com |
3 | Williger Industries Ltd. | Food importer รายใหญ่ ครอบคลุมหลายหมวด | Retail Institutional | ระดับสูง | Web: www.williger.co.il Email: info@williger.co.il |
4 | Diplomat Distributors | Importer/Distributor สินค้า FMCG & premium | Modern trade, premium | ระดับปานกลาง–สูง | Web: www.diplomat.co.il Email: info@diplomat.co.il |
5 | Netto Group | กลุ่มค้าปลีกและนำเข้า / house brand | Retail chains | ระดับปานกลาง | Web: www.netto.co.il Email: info@netto.co.il |
6 | Tnuva Consumer Products | ผู้นำตลาดอาหาร มีหน่วยนำเข้า | Mass retail | ระดับปานกลาง | Website: www.tnuva.co.il
|
7 | Osem-Nestlé Israel | ผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ / นำเข้าวัตถุดิบ | Food processing | ระดับปานกลาง | Web: www.osem.co.il
|
8 | Shamir Salads & Food Marketing | Food service & institutional importer | HoReCa / institutions | ระดับปานกลาง | Web: www.shamirsalads.co.il Email: office@shamir.co.il |
ความเห็นของ สคต.
สคต. มีความเห็นว่า ตลาดข้าวในอิสราเอลเป็นการนำเข้าทั้งหมดและมีลักษณะอิ่มตัวในเชิงปริมาณ โดยการเติบโตของตลาดในระยะต่อไปมีแนวโน้มเกิดขึ้นในเชิงมูลค่าจากการเพิ่มขึ้นของสินค้าในกลุ่มคุณภาพและกลุ่มเฉพาะ (premium and niche segments) ภายใต้บริบทดังกล่าว การส่งเสริมการทำตลาดข้าวไทยในอิสราเอลควรมุ่งเน้นเชิงคุณภาพมากกว่าการแข่งขันด้านราคา
ข้าวไทย โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ ควรวางตำแหน่งทางการตลาดเป็น “ข้าวหลักคุณภาพสูง (Premium Staple Rice)” ที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคทั่วไปในตลาดระดับกลางถึงพรีเมียม ไม่ควรวางเป็นสินค้าเฉพาะกลุ่มที่มีราคาสูงเกินไปหรือแข่งขันด้านปริมาณ ทั้งนี้ จุดแข็งสำคัญของข้าวไทย ได้แก่ ภาพลักษณ์ด้านคุณภาพ ความสม่ำเสมอของสินค้า และความเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมอาหารไทยที่ยังได้รับความนิยมสูงในอิสราเอล โดยสะท้อนจากนักท่องเที่ยวอิสราเอลที่มาไทยปีละเกือบ 300,000-400,000 คนต่อปี (2568 มีจำนวนกว่า 400,000 คน) ซึ่งควรได้รับการสื่อสารอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ
โครงสร้างตลาดข้าวในอิสราเอลมีลักษณะกระจุกตัว โดยผู้นำเข้าและผู้บรรจุภายในประเทศมีบทบาทเป็นตัวกลางสำคัญในการเข้าถึงห่วงโซ่อาหารสมัยใหม่และตลาดสถาบัน ผู้ส่งออกไทยจึงควรมุ่งสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับผู้นำเข้ารายหลัก โดยเปิดรับรูปแบบการจำหน่ายแบบบรรจุในประเทศ การผลิตภายใต้ตราสินค้าของคู่ค้า (private label) และการทำสัญญาระยะกลางถึงระยะยาว เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของอุปทานและความเชื่อมั่นของตลาด
ในระยะ 1–3 ปีข้างหน้า แนวโน้มความต้องการข้าวเพื่อสุขภาพ เช่น ข้าวกล้องและข้าวเต็มเมล็ด มีทิศทางเพิ่มขึ้นในกลุ่มผู้บริโภคเมืองและกลุ่มรายได้ปานกลางถึงสูง ผู้ส่งออกไทยควรเตรียมความพร้อมด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการสื่อสารคุณค่าเชิงโภชนาการ โดยไม่จำเป็นต้องแข่งขันกับประเทศคู่แข่งที่เน้นกลยุทธ์ด้านราคาต่ำ
โดยสรุป การทำตลาดข้าวไทยในอิสราเอลควรยึดแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่ม การรักษาความได้เปรียบเชิงคุณภาพ และการทำงานร่วมกับผู้นำเข้าอย่างใกล้ชิด ภายใต้บทบาทการสนับสนุนของภาครัฐในการให้ข้อมูลตลาด การสร้างภาพลักษณ์ข้าวไทย และการอำนวยความสะดวกในการเชื่อมโยงผู้ส่งออกกับคู่ค้าในตลาดเป้าหมาย เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยอย่างยั่งยืนในระยะต่อไป
สคต. มีแผนจัดกิจกรรมส่งเสริมข้าวไทยในปี 2569 ในช่วงระหว่างเดือน กรกฎาคม ถึงกันยายน โดยเน้นการสื่อสารด้านคุณภาพของข้าวไทย และส่งเสริมข้อมูลความรู้กับข้าวที่มีลักษณะเฉพาะ อาทิ เช่น ข้าว GI ข้าวน้ำตาลต่ำ ข้าวสีต่างๆ ที่มีลักษณะการบริโภคที่มีลักษณะเฉพาะตลอดจนส่งเสริมการนำเข้าผลิคภัณฑ์แปรรูปจากข้าว
ผู้ส่งออกหรือนักธุรกิจที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมด้านการค้าและการลงทุนต่าง ๆ เกี่ยวประเทศอิสราเอล ท่านสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ E-mail: ของสำนักงานฯ ที่ thaicomt@zahav.net.il
ที่มา : FAO (FAOSTAT) / ITC Trade Map / UN Comtrade / Israel Competition Authority / Euromonitor / สำนักงานสถิติกลางแห่งอิสราเอล (Central Bureau of Statistics (CBS) Israel)