
ปุ๋ยโพแทสเซียมถือเป็นปัจจัยการผลิตขั้นพื้นฐานที่กำหนดปริมาณและคุณภาพผลผลิตทางการเกษตรของจีนโดยตรง ในอดีต ประเทศจีนเผชิญความเสี่ยงระดับสูงจากการพึ่งพาการนำเข้าโพแทสเซียมซึ่งมีความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์สูง แต่ตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นมา รัฐบาลจีนได้ประกาศยกระดับสถานะของปุ๋ยโพแทสเซียมจาก “สินค้าปัจจัยการเกษตรทั่วไป” สู่ “ทรัพยากรแร่ยุทธศาสตร์ระดับชาติ” พร้อมทั้งขับเคลื่อนนโยบายความมั่นคงด้านอาหารผ่าน “กลยุทธ์ 333” เพื่อรักษาเสถียรภาพห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน
1. สถานการณ์ปุ๋ยโพแทสเซียมในตลาดโลกและจีน
ตลาดโลก มีการผูกขาดสูงและมีความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ กำลังการผลิตปุ๋ยโพแทสเซียมของโลกกระจุกตัวอยู่ในไม่กี่ประเทศ ทำให้อุปทานโลกอยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มผู้ผลิตขนาดใหญ่ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศส่งผลให้อุปทานโลกไม่เสถียร นอกจากนี้ ประเทศตะวันตกยังได้จัดประเภทโพแทสเซียมเป็นทรัพยากรแร่สำคัญเชิงยุทธศาสตร์ ทำให้ทุกประเทศแข่งขันสร้างระบบควบคุมทรัพยากรด้วยตัวเอง
ตลาดจีน มีอุปทานสมดุลและความต้องการที่ตึงตัว และมีความผันผวนตามฤดูกาล กำลังการผลิตปุ๋ยโพแทสเซียมภายในประเทศจีนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องแต่การเติบโตของอุปทานยังจำกัด จึงยังคงจำเป็นต้องนำเข้าปริมาณมาก ความต้องการปุ๋ยสำหรับการเพาะปลูกพืชอาหารมีเสถียรภาพ โดยพืชผลไม้ ข้าวโพดและข้าวมีความต้องการโพแทสเซียมสูง การขาดโพแทสเซียมจะส่งผลให้ผลผลิตลดลงและคุณภาพผลผลิตต่ำลงโดยตรง นอกจากนี้ ความต้องการตลาดยังแบ่งตามฤดูกาลชัดเจน คือ ตลาดตึงตัวในฤดูหว่านฤดูใบไม้ผลิ ผ่อนคลายในฤดูร้อน มีความต้องการจำเป็นในฤดูใบไม้ร่วง และเป็นช่วงสำรองสินค้าในฤดูหนาว
2. อุปสรรคสำคัญของอุตสาหกรรม
• ปัญหาด้านทรัพยากร ทรัพยากรโพแทสเซียมในจีนมีจำกัด มีเกรดต่ำและมีต้นทุนการสกัดสูง และยังคงมีความเสี่ยงจากการพึ่งพาการนำเข้าสูง ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์โลกกําลังเพิ่มขึ้น ทําให้การจัดหาทรัพยากรยากขึ้นอีก
• ปัญหาด้านช่องทางการจำหน่าย รูปแบบการค้าแบบดั้งเดิมล้าหลังจึงได้รับผลกระทบจากช่องทางอีคอมเมิร์ซและสหกรณ์การเกษตร ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับตัวสู่ระบบดิจิทัล สร้างระบบช่องทางการจำหน่ายใหม่ผสานออนไลน์และออฟไลน์
• ปัญหาด้านบริการเทคโนโลยี ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังเน้นเพียงการจำหน่ายสินค้า ขาดบริการเทคโนโลยีทางการเกษตรที่ครอบคลุม และไม่สามารถนำเสนอแผนการเพาะปลูกที่ปรับแต่งเฉพาะได้
3. ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญและกลยุทธ์ 333
ในการนี้ จีนจึงเร่งเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมโพแทสเซียมผ่าน 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่
(1) ด้านนโยบาย: รัฐบาลสนับสนุนและควบคุมความมั่นคงทรัพยากรอย่างเข้มงวด
รัฐบาลจีนได้บรรจุอุตสาหกรรมปุ๋ยโพแทสเซียมไว้ในยุทธศาสตร์ความมั่นคงด้านอาหารแห่งชาติ และออกแผนปฏิบัติการ 3 ปี เพื่อเร่งยกระดับฐานผลิตสำคัญในมณฑลชิงไห่และเขตปกครองตนเองซินเจียง ผ่านการอุดหนุนทางการเงินเพื่อส่งเสริมการขุดแร่โพแทสเซียมเกรดต่ำและการพัฒนาระบบการผลิตอัจฉริยะ นอกจากนี้ ยังจัดตั้งระบบสำรองปุ๋ยโพแทสเซียมระดับชาติ และควบคุมการจัดการนำเข้า-ส่งออก เพื่อรักษาเสถียรภาพอุปทานและราคา และลดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก
(2) ด้านทรัพยากร: ลดการพึ่งพาการนำเข้า ด้วย “กลยุทธ์ 333”
ทรัพยากรโพแทสเซียมทั่วโลกถูกครอบครองโดยกลุ่มประเทศไม่กี่ประเทศ ทำให้ตลาดมีลักษณะผูกขาด ส่วนจีนมีทรัพยากรโพแทสเซียมคุณภาพดีจำกัด ส่งผลให้ในอดีตจีนต้องพึ่งพาการนำเข้าในอัตราสูงและมีความเสี่ยงด้านอุปทานพแทสเซียมอย่างมาก ปัจจุบันจีนจึงได้กำหนด “กลยุทธ์ 333” ปรับโครงสร้างอุปทานเพื่อกระจายความเสี่ยงอย่างสมบูรณ์ แบ่งเป็น
• 1 ใน 3 ส่วน ผลิตภายในประเทศ (อัตราร้อยละ 33.33) โดยพัฒนาและปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิตปุ๋ยโพแทสเซียมจากทะเลสาบเกลือเชอร์ฮานในมณฑลชิงไห่และฐานโพแทสเซียมล็อปนูร์ (Lop Nut potassium salt deposit) ในเขตปกครองตนเองซินเจียง รวมถึงการรีไซเคิลและใช้ประโยชน์จากแร่เกรดต่ำภายในประเทศเพื่อรักษาฐานอุปทานหลัก
• 1 ใน 3 ส่วน นำเข้าจากต่างประเทศ (อัตราร้อยละ 33.33) กระจายช่องทางการจัดซื้อเพื่อลดการพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่ง
• 1 ใน 3 ส่วน ผลิตจากฐานต่างประเทศและส่งกลับมายังจีน (อัตราร้อยละ 33.33) เปลี่ยนจากการซื้อเป็นการลงทุนผลิตเอง โดยทุนจีนเข้าไปตั้งฐานผลิตโพแทสเซียมใน สปป.ลาว แคนาดา สาธารณรัฐคองโก ฯลฯ เพื่อส่งกลับเข้ามาใช้ในประเทศจีน
(3) ด้านเทคโนโลยี: ยกระดับการผลิตแบบดั้งเดิมที่สิ้นเปลืองทรัพยากร สู่เทคโนโลยี 3 ด้าน ได้แก่
• ระบบอัจฉริยะ โดยนำเทคโนโลยี 5G, Big Data และ Automation มาใช้ทั้งระบบควบคุมและตรวจสอบห่วงโซ่การผลิตทั้งหมดด้วยระบบดิจิทัล ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิ
• ระบบสีเขียว โดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์และการรีไซเคิลขยะ ลดมลพิษและต้นทุนการผลิต รวมถึงปรับปรุงสภาพระบบนิเวศของทะเลสาบเกลือ
• ระบบบริการเกษตรแม่นยำ โดยเปลี่ยนจากการจำหน่ายปุ๋ยเพียงอย่างเดียว เป็นการให้บริการตรวจสอบสภาพดินและแผนการเพาะปลูกที่ปรับแต่งตามความเหมาะสม
4. โอกาสทางธุรกิจ
การยกระดับอุตสาหกรรมครั้งนี้สร้างโอกาสทางธุรกิจใน 3 กลุ่มหลัก ได้แก่
4.1 ผู้ถือครองทรัพยากร ทั้งในและนอกประเทศ จะได้รับประโยชน์จากนโยบายรัฐและมูลค่าเพิ่มของทรัพยากร
4.2 ผู้ให้บริการเทคโนโลยีการผลิตสีเขียว/อัจฉริยะ จะมีต้นทุนต่ำกว่าและมีข้อได้เปรียบในการแข่งขันสูงขึ้น
4.3 ผู้ส่งออกปัจจัยการเกษตร สู่ภูมิภาคอาเซียนและแอฟริกา เนื่องจากความต้องการปัจจัยการเกษตรในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแอฟริกาเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ปุ๋ยโพแทสเซียมจีนมีโอกาสส่งออกและขยายตลาดต่างประเทศ
ความเห็นของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองชิงต่าว
การพัฒนาอุตสาหกรรมปุ๋ยโพแทสเซียมของจีน คาดหวังว่าจะทำให้อุปทานการผลิตปุ๋ยของจีนมั่นคงขึ้น ส่งผลให้ประเทศไทยซึ่งยังจำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยจากจีน สามารถลดความเสี่ยงด้านราคาและอุปทาน โดยไม่ต้องเสี่ยงเผชิญภาวะปุ๋ยขาดแคลนหรือราคาพุ่งสูงจากวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ฝั่งตะวันตก รวมทั้งการที่จีนเข้าไปลงทุนสร้างฐานผลิตโพแทสเซียมขนาดใหญ่ใน สปป.ลาว ช่วยให้เกิดเส้นทางการขนส่งทางบกโดยตรงสู่ไทยที่สะดวกรวดเร็ว
ทั้งนี้ การปรับตัวของไทยอาจต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างการจัดซื้อ การสร้างพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์กับผู้ผลิตจีนใน สปป.ลาว รวมทั้งการปรับตัวสู่เกษตรแม่นยำ โดยพัฒนาการเทคโนโลยีตรวจวัดค่าดินเพื่อลดการใช้ปุ๋ยสิ้นเปลืองและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ธาตุอาหาร
ที่มา : https://www.chinairn.com/scfx/20260711/124841364.shtml