
อินโดนีเซียได้ประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสำหรับไตรมาสที่สองและครึ่งหลังของปี 2569 เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยส่วนใหญ่เป็นการจัดสรรงบประมาณเพื่อการช่วยเหลือด้านอาหาร ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 18.04 ล้านล้านรูเปียห์ และเป็นการเพิ่มเติมจากแพ็กเกจเดิมมูลค่า 7.8 ล้านล้านรูเปียห์ ที่ได้ประกาศไปเมื่อเดือนที่ผ่านมา
รัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณจำนวน 26.34 ล้านล้านรูเปียห์ (ประมาณ 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในครึ่งหลังของปี 2569 ซึ่งรวมถึงการให้เงินอุดหนุนด้านการคมนาคม การช่วยเหลือด้านอาหาร การฝึกอบรมวิชาชีพ และโครงการฝึกงาน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ และสนับสนุนกำลังซื้อของภาคครัวเรือน
นายแอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต (Airlangga Hartarto) รัฐมนตรีประสานงานฝ่ายกิจการเศรษฐกิจ กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวได้รับการอนุมัติภายหลังการหารือร่วมกันระหว่างกระทรวงต่าง ๆ ของรัฐบาล และได้รับคำแนะนำจากประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต (Prabowo Subianto)
"เราได้หารือร่วมกันระหว่างกระทรวง และได้รับแนวทางจากประธานาธิบดีเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสำหรับครึ่งหลังของปี 2569 มูลค่าประมาณ 26.34 ล้านล้านรูเปียห์" นายแอร์ลังกากล่าวในการแถลงข่าวที่กรุงจาการ์ตา เมื่อวันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน 2569
รัฐบาลคาดหวังว่ามาตรการการใช้จ่ายดังกล่าวจะช่วยรักษาแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจไปจนถึงสิ้นปี โดยอินโดนีเซียตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจไว้ที่ร้อยละ 5.4 ในปี 2569 หลังจากที่เศรษฐกิจขยายตัวร้อยละ 5.61 ในไตรมาสแรก
"มาตรการทั้งหมดนี้คิดเป็นมูลค่ารวม 26.34 ล้านล้านรูเปียห์ (ประมาณ 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) สำหรับครึ่งหลังของปี" นายแอร์ลังกากล่าว
"โดยประมาณ 2.04 ล้านล้านรูเปียห์ จะเป็นการกระตุ้นด้านการคมนาคม ขณะที่อีกราว 6.26 ล้านล้านรูเปียห์ จะเป็นส่วนของโครงการฝึกงานและการฝึกอบรมวิชาชีพ นอกจากนี้ ยังได้จัดสรรงบประมาณเพื่อการช่วยเหลือด้านอาหารอีกจำนวน 18.04 ล้านล้านรูเปียห์" นายแอร์ลังกากล่าว
นายแอร์ลังกา กล่าวว่า มาตรการเหล่านี้มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาภาวะชะงักงันของห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี รักษาเสถียรภาพของต้นทุนการผลิต และช่วยลดแรงกดดันจากอัตราเงินเฟ้อในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูป
"เรายังคงเฝ้าติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่อง อินโดนีเซียจำเป็นต้องปกป้องเศรษฐกิจภายในประเทศ และดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก" นายแอร์ลังกากล่าว พร้อมระบุเพิ่มเติมว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าวเป็นไปตามแนวทางของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต
รัฐบาลระบุว่า ก๊าซหุงต้ม (LPG) เป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ขณะเดียวกัน วัตถุดิบพลาสติกที่มีต้นทุนต่ำคาดว่าจะช่วยรักษาเสถียรภาพของต้นทุนการผลิตในภาคการผลิตต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาในตลาดโลกและการอ่อนค่าของสกุลเงิน
มาตรการสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ โครงการรักษาเสถียรภาพราคาถั่วเหลือง ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือผู้ผลิตเต้าหู้และเทมเป้ ท่ามกลางแรงกดดันที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องต่อต้นทุนวัตถุดิบอาหาร ทั้งนี้ ความต้องการใช้ถั่วเหลืองรายปีของอินโดนีเซียอยู่ที่ประมาณ 2.5 ล้านตัน ซึ่งส่วนใหญ่ยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้า
ค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าลงเกือบร้อยละ 7 นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน (Year to Date) สะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก ประกอบกับความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ลดลง โดยความกังวลส่วนหนึ่งมีความเชื่อมโยงกับความไม่แน่นอนของนโยบายภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดีปราโบโว
การอ่อนค่าของเงินรูเปียห์ได้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเงินเฟ้อจากการนำเข้า โดยเฉพาะในภาคพลังงานและวัตถุดิบ เนื่องจากอินโดนีเซียยังคงต้องพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานระดับโลกสำหรับวัตถุดิบที่สำคัญ
เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ดังกล่าว ธนาคารกลางอินโดนีเซียได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.50 ในเดือนมิถุนายน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ ดึงดูดเงินทุนไหลเข้า และช่วยรักษาเสถียรภาพของค่าเงินรูเปียห์ ท่ามกลางความผันผวนจากปัจจัยภายนอกที่ยังคงมีอยู่
นายแอร์ลังกา กล่าวว่า รัฐบาลยังคงประสานงานอย่างใกล้ชิดกับธนาคารกลางและกระทรวงการคลัง เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค ควบคุมอัตราเงินเฟ้อ และรักษาระดับอุปสงค์ภายในประเทศ
มาตรการดังกล่าวประกอบด้วย 8 นโยบายหลัก ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 เสาหลัก ดังนี้
เสาหลักที่ 1: มาตรการกระตุ้นและจูงใจทางเศรษฐกิจ (Stimulus and Incentives)
มีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นการบริโภคและช่วยเหลือภาคธุรกิจ ประกอบด้วย
มาตรการลดภาษีสำหรับนักเขียน
รัฐบาลจะปรับลดภาษีเงินได้จากค่าสิทธิ (Royalty Income Tax) สำหรับนักเขียนลงเหลืออัตราสุดท้ายที่ร้อยละ 1.5
ส่วนลดค่าเดินทางสำหรับช่วงปิดภาคเรียน
ส่วนลดร้อยละ 30 สำหรับตั๋วรถไฟ (20 มิถุนายน - 5 กรกฎาคม)
ส่วนลดร้อยละ 30 สำหรับอัตราค่าโดยสารพื้นฐานของเรือพาณิชย์ Pelni (Pelni Commercial Boat) (20 มิถุนายน - 15 สิงหาคม)
ยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้บริการท่าเรือ ASDP (20 มิถุนายน - 5 กรกฎาคม) โดยใช้งบประมาณรวมทั้งสิ้น 1.905 แสนล้านรูเปียห์ รองรับผู้โดยสารประมาณ 3 ล้านคน
รัฐบาลจะรับภาระภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ร้อยละ 100 สำหรับเที่ยวบินชั้นประหยัดภายในประเทศ โดยใช้งบประมาณ 4.727 แสนล้านรูเปียห์ รองรับผู้โดยสารประมาณ 2.3 ล้านคน
ส่วนลดค่าเดินทางสำหรับช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่
ส่วนลดร้อยละ 30 สำหรับตั๋วรถไฟ (22 ธันวาคม 2569 - 4 มกราคม 2570)
ส่วนลดร้อยละ 30 สำหรับอัตราค่าโดยสารพื้นฐานของเรือพาณิชย์ Pelni (17 ธันวาคม 2569 - 10 มกราคม 2570)
ยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้บริการท่าเรือ ASDP (22 ธันวาคม 2569 - 10 มกราคม 2570) โดยใช้งบประมาณรวมทั้งสิ้น 1.614 แสนล้านรูเปียห์ ตั้งเป้ารองรับผู้โดยสารประมาณ 2.8 ล้านคน
รัฐบาลจะรับภาระภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ร้อยละ 100 สำหรับเที่ยวบินประจำทางชั้นประหยัดภายในประเทศ โดยใช้งบประมาณ 7.22 แสนล้านรูเปียห์ ตั้งเป้ารองรับผู้โดยสารประมาณ 3.7 ล้านคน
สิทธิประโยชน์จูงใจสำหรับภาคอุตสาหกรรม
ยกเว้นอากรขาเข้า (ร้อยละ 0) สำหรับก๊าซหุงต้ม (LPG) และวัตถุดิบพลาสติก โดยเฉพาะการยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับก๊าซหุงต้ม (LPG) ซึ่งคาดว่าจะก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจประมาณ 2.25 ล้านล้านรูเปียห์ ในรูปของการลดต้นทุนและผลกระทบเชิงทวีคูณ (Multiplier Effects)
รัฐบาลยังได้ลดอากรขาเข้าสำหรับชิ้นส่วนอะไหล่อากาศยานเหลือร้อยละ 0 เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมการบิน โดยช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานของสายการบิน และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมการซ่อมบำรุงอากาศยาน (Maintenance, Repair and Overhaul: MRO)
เสาหลักที่ 2: โครงการฝึกงานและฝึกอบรมวิชาชีพ (Internship and Vocational Programs)
โครงการฝึกงานแห่งชาติ
จะเริ่มดำเนินการในเดือนกรกฎาคม 2569 ด้วยงบประมาณ 4.14 ล้านล้านรูเปียห์ เปิดรับบัณฑิตจบใหม่จากมหาวิทยาลัยจำนวน 150,000 คน
โครงการฝึกอบรมวิชาชีพ
ใช้งบประมาณ 2.12 ล้านล้านรูเปียห์ เพื่อยกระดับทักษะและสมรรถนะของแรงงาน โดยมุ่งเน้นผู้สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนสายอาชีวศึกษา (ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย) จำนวน 220,000 คน เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงาน รวมทั้งเยียวยาแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากการเลิกจ้างจำนวน 50,000 คน เพื่อเสริมสร้างทักษะใหม่และสนับสนุนการกลับเข้าสู่ระบบแรงงาน
เสาหลักที่ 3: การช่วยเหลือด้านอาหาร (Food Assistance)
โครงการช่วยเหลือข้าวสาร 10 กิโลกรัม
เริ่มดำเนินการในเดือนกรกฎาคม 2569 โดยรัฐบาลจะแจกจ่ายข้าวสารจำนวน 10 กิโลกรัม ให้แก่ครัวเรือนผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์จำนวน 33.24 ล้านครัวเรือน เป็นระยะเวลา 3 เดือนติดต่อกัน คาดว่าจะใช้งบประมาณประมาณ 17.54 ล้านล้านรูเปียห์
โครงการรักษาเสถียรภาพราคาถั่วเหลืองและอุปทานอาหาร (SPHP)
รัฐบาลจะให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ผลิตเต้าหู้และเทมเป้ในอัตราสูงสุด 2,000 รูเปียห์ต่อกิโลกรัม โดยมีโควตารวม 250,000 ตัน ในระยะแรก สำหรับพื้นที่ที่ราคาถั่วเหลืองสูงกว่าราคาซื้อที่รัฐบาลกำหนด
ความเห็นจากสำนักงาน:
รัฐบาลอินโดนีเซียประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมสำหรับครึ่งหลังของปี 2569 วงเงินรวม 26.34 ล้านล้านรูเปียห์ (ประมาณ 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อบรรเทาผลกระทบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ค่าเงินรูเปียห์ที่อ่อนค่า และความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ โดยเน้นการรักษากำลังซื้อของประชาชนและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ มาตรการดังกล่าวแบ่งเป็น 3 เสาหลัก ได้แก่ (1) มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและจูงใจภาคธุรกิจ เช่น การลดภาษี การอุดหนุนค่าเดินทาง การยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับตั๋วเครื่องบินชั้นประหยัด การลดอากรนำเข้าก๊าซ LPG วัตถุดิบพลาสติก และชิ้นส่วนอากาศยาน (2) โครงการฝึกงานและพัฒนาทักษะแรงงานสำหรับบัณฑิตจบใหม่ ผู้จบอาชีวศึกษา และแรงงานที่ถูกเลิกจ้าง และ (3) การช่วยเหลือด้านอาหาร ซึ่งเป็นมาตรการหลัก โดยแจกข้าวสาร 10 กิโลกรัมแก่ครัวเรือนผู้มีรายได้น้อยกว่า 33 ล้านครัวเรือนเป็นเวลา 3 เดือน พร้อมอุดหนุนราคาถั่วเหลืองเพื่อช่วยผู้ผลิตเต้าหู้และเทมเป้ ทั้งนี้ รัฐบาลยังประสานงานกับธนาคารกลางและกระทรวงการคลังอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค ควบคุมเงินเฟ้อ และพยุงการเติบโตทางเศรษฐกิจให้เป็นไปตามเป้าหมายร้อยละ 5.4 ในปี 2569 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดนี้สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลอินโดนีเซียให้ความสำคัญกับการรักษากำลังซื้อของประชาชนและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจภายในประเทศ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะผลกระทบจากราคาพลังงาน ค่าเงินรูเปียห์ที่อ่อนค่า และความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ การจัดสรรงบประมาณส่วนใหญ่ไปยังการช่วยเหลือด้านอาหารและการอุดหนุนต้นทุนการผลิตจะช่วยประคับประคองการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจอินโดนีเซีย อย่างไรก็ตาม การยกเว้นอากรนำเข้าวัตถุดิบอุตสาหกรรม เช่น LPG และเม็ดพลาสติก รวมถึงการสนับสนุนอุตสาหกรรมการบิน สะท้อนความพยายามของรัฐบาลในการลดต้นทุนภาคการผลิตและรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม