เม็ดเงินลงทุนในภาคไฮเทคของอิสราเอลที่พุ่งสูงขึ้นถึง 53.6% ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ สะท้อนให้เห็นว่า ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติต่อเทคโนโลยีอิสราเอลยังคงแข็งแกร่งอย่างมาก แม้จะเผชิญความท้าทายจากปัจจัยภายนอกต่าง เช่น ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ สงครามที่ยังไม่ยุติ เป็นต้น
โดยภาคธุรกิจหลักในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง (Hi-Tech) และ AI ของอิสราเอลนี้ ได้แก่ Generative AI และ Cybersecurity โดยมีเม็ดเงินลงทุนส่วนใหญ่ไหลเข้าสู่บริษัทสตาร์ทอัพที่พัฒนาด้าน Artificial Intelligence (AI), Deep Tech และระบบรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ ซึ่งสอดคล้องกับผลการจัดอันดับระดับโลก (Global AI Index) ที่อิสราเอลรั้งอันดับ 3 ของโลก ในด้านการนำ AI ไปต่อยอดและแข่งขันในเชิงพาณิชย์ (AI Commercialization)
นอกจากนั้น การฟื้นตัวของดีลระดับ Megadeals ซึ่งมีการร่วมทุนขนาดใหญ่ (Growth-stage funding) จากกลุ่มทุน Venture Capital (VC) ชั้นนำจากสหรัฐฯ และยุโรป ที่กลับเข้ามาใส่เงินในระบบนิเวศนวัตกรรม (Innovation Ecosystem) ของอิสราเอลเพื่อแย่งชิงสิทธิ์ในเทคโนโลยีขั้นสูงตั้งแต่ระยะเริ่มต้น สุดท้ายบทบาทของเซมิคอนดักเตอร์ (Chip Design) ที่อิสราเอลถือเป็นศูนย์กลางการออกแบบและพัฒนาชิปประมวลผลสำหรับ AI (AI Accelerators) โดยมีบริษัทระดับโลกและสตาร์ทอัพขยายตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งต้องพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในเอเชียอย่างต่อเนื่อง
โอกาสทางธุรกิจและแนวทางการปรับตัวของประเทศไทย
สคต. ณ กรุงเทลอาวีฟ ประเมินว่า การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของระบบนิเวศ AI และ Hi-Tech ในอิสราเอล สามารถเปลี่ยนเป็นโอกาสเชิงรุกสำหรับประเทศไทย ใน 3 มิติหลัก ดังนี้
1. โอกาสของอุตสาหกรรมสนับสนุน (Supporting Industries) และการส่งออกชิ้นส่วน
ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ สตาร์ทอัพด้านฮาร์ดแวร์ AI, ยานยนต์อัจฉริยะ (เช่น Innoviz Technologies, Vayyar Imaging) และอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ในอิสราเอล เน้นการวิจัยและออกแบบ (R&D / Chip Design) แต่ไม่มีฐานโรงงานผลิตขนาดใหญ่ในประเทศ ทำให้อาจเกิดโอกาสของไทยที่มีจุดแข็งและระบบนิเวศที่พร้อมในอุตสาหกรรมแผงวงจรไฟฟ้า (PCBs), หัวต่อสายไฟ (Connectors), รวมถึงชิ้นส่วนพลาสติกและโลหะที่มีความแม่นยำสูง (Precision Parts) ไทยจึงมีโอกาสสูงในการเป็น พันธมิตรผู้ผลิตและประกอบชิ้นส่วน (EMS Provider) เพื่อป้อนคอลเลกชันฮาร์ดแวร์ไฮเทคเหล่านั้น
2. การดึงดูดการลงทุนสตาร์ทอัพอิสราเอลผ่านสิทธิประโยชน์ BOI (Inward Investment)
ท่ามกลางการแข่งขันในการดึงดูดทุนเทคโนโลยีกับประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามและอินเดียที่มีความได้เปรียบทางภาษีจาก FTA ไทยกับอิสราเอล ไทยควรใช้จังหวะที่สตาร์ทอัพอิสราเอลมีเงินทุนจำนวนมากและต้องการลงทุนในต่างประเทศมาใช้ประเทศไทยเป็น "ประตูสู่อาเซียน" (Gateway to ASEAN) โดยภาครัฐของไทยควรเร่งการประชาสัมพันธ์มาตรการและสิทธิประโยชน์จาก BOI (Board of Investment) ที่เอื้อต่อการจัดตั้งศูนย์วิจัย หรือการร่วมทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New S-Curve) โดยเฉพาะในภาค FoodTech, AgriTech และ MedTech (เทคโนโลยีการแพทย์) ซึ่งเป็นสาขาที่อิสราเอลเชี่ยวชาญและสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของไทยให้ภาคเอกชนทราบในวงกว้างมากยิ่งขึ้น
3. การสร้างเครือข่ายพันธมิตรผ่านแพลตฟอร์มเจรจาการค้า (B2B Networking)
เร่งสร้างช่องทางลัดให้ผู้ประกอบการและนักลงทุนไทยรายใหญ่ (Corporate VCs) ได้เข้าถึงสตาร์ทอัพเหล่านี้โดยตรง เพื่อซื้อลิขสิทธิ์เทคโนโลยี หรือร่วมทุนสร้างซอฟต์แวร์ AI มาเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ธุรกิจไทย โดยไทยอาจใช้ประโยชน์จากการเป็นสมาชิกเครือข่ายนวัตกรรม เช่น Innovation Without Borders (IWB) เพื่อเข้าร่วมกิจกรรม Exclusive Tech Events ในอิสราเอล รวมถึงการจัดกิจกรรม Online Business Matching (OBM) ของ สคต. ควบคู่กับการเชิญชวนกลุ่มทุนเทคโนโลยีอิสราเอลมาดูงานในไทยผ่านงานแสดงสินค้าชั้นนำ เพื่อจับคู่พันธมิตรอย่างเป็นรูปธรรม
ผู้ส่งออกหรือนักธุรกิจที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมด้านการค้าและการลงทุนต่าง ๆ เกี่ยวประเทศอิสราเอล ท่านสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ E-mail: ของสำนักงานฯ ที่ thaicomt@zahav.net.il
ที่มา | www.thejc.com - The Jewish Chronicle |