
เนื้อข่าว
นาย Pham Minh Chinh นายกรัฐมนตรีเวียดนาม ได้ลงนามในคำสั่งเลขที่ 11/CT-TTg เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569 เพื่อเร่งรัดการระดมศักยภาพของชาวเวียดนามในต่างประเทศ (Overseas Vietnamese: OVs) ให้มีบทบาทเชิงรุกในการขับเคลื่อนการส่งเสริมการค้า การประชาสัมพันธ์สินค้า และการพัฒนาช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าเวียดนามในต่างประเทศ สำหรับช่วงปี 2569–2573

ทั้งนี้ ผลการประเมินการดำเนินงานในช่วงปี 2563–2567 ชี้ให้เห็นว่า ชาวเวียดนามในต่างประเทศมีบทบาทสำคัญในการขยายตลาด และเพิ่มประสิทธิภาพการกระจายสินค้าเวียดนามในต่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งมีส่วนสนับสนุนนโยบายคนเวียดนามให้ความสำคัญกับสินค้าเวียดนาม (Vietnamese people prioritise Vietnamese goods) ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในเชิงประจักษ์
ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศตามมติการประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ครั้งที่ 14 ซึ่งมุ่งยกระดับเวียดนามสู่ประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงภายในปี 2573 และก้าวสู่ประเทศพัฒนาแล้วที่มีรายได้สูงภายในปี 2588 รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างบทบาทของชาวเวียดนามในต่างประเทศในฐานะกลไกสำคัญในการปรับโครงสร้างการส่งออกไปสู่ความยั่งยืน การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ภายใต้มาตรฐานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (green standards) และดิจิทัล (digital standards) ตลอดจนการพัฒนาระบบข่าวกรองทางการตลาด (market intelligence) และการดำเนินกิจกรรมส่งเสริมการค้าและการลงทุน ให้มีความเป็นมืออาชีพและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ในเชิงนโยบาย คำสั่งดังกล่าวกำหนดให้ชาวเวียดนามในต่างประเทศทำหน้าที่เป็นกำลังเชิงยุทธศาสตร์ในพื้นที่ (strategic on-site force) เพื่อสนับสนุนการรักษาฐานตลาดเดิม ควบคู่กับการขยายการเข้าถึงระบบค้าปลีกที่มีความน่าเชื่อถือ และการบูรณาการเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก โดยเฉพาะในประเทศที่มีชุมชนชาวเวียดนามขนาดใหญ่ ทั้งนี้ นโยบายดังกล่าวยังให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างศักยภาพของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTAs) อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยกำหนดเป้าหมายให้ภายในปี 2573 ชาวเวียดนามในต่างประเทศมีบทบาทครอบคลุมในการส่งเสริมและกระจายสินค้าเวียดนามในทุกประเทศและดินแดนที่พำนัก พร้อมทั้งพัฒนาเครือข่ายการจัดจำหน่ายที่มีบทบาทเชิงโครงสร้างในระบบการค้าโลกอย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากนี้ รัฐบาลยังมุ่งเพิ่มสัดส่วนสินค้าเวียดนามในระบบการจัดจำหน่ายในต่างประเทศ ส่งเสริมการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-commerce) และพัฒนาฐานข้อมูลผู้ประกอบการที่เชื่อมโยงกับนวัตกรรมและการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ควบคู่กับการยกระดับรูปแบบกิจกรรมส่งเสริมการตลาดสมัยใหม่ การป้องกันและปราบปรามสินค้าปลอม ตลอดจนการผลักดันมาตรฐานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและระบบตรวจสอบย้อนกลับของสินค้า อีกทั้งยังมีการขยายการจัดงานแสดงสินค้า และกิจกรรมส่งเสริมการลงทุนในระดับขนาดใหญ่ โดยอาศัยเครือข่ายผู้ประกอบการชาวเวียดนามในต่างประเทศ รวมถึงการพัฒนาระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านแนวโน้มตลาด กฎระเบียบการนำเข้า และความเสี่ยงทางการค้าเพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการเวียดนามในต่างประเทศ
ในด้านกลไกการขับเคลื่อนเชิงสถาบัน กระทรวงการต่างประเทศจะทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักในการบูรณาการนโยบาย และขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจ โดยร่วมกับหน่วยงานผู้แทนในต่างประเทศ (overseas missions) ในการจัดตั้งสมาคมธุรกิจ และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ คลังสินค้า และเครือข่ายการจัดจำหน่าย ขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าจะรับผิดชอบการส่งเสริมการค้า และการเชื่อมโยงทางธุรกิจ สนับสนุนผู้ประกอบการเวียดนามเข้าสู่เครือข่ายการจัดจำหน่ายในต่างประเทศ พร้อมทั้งผลักดันตราสินค้า “Vietnam Value” (Vietnam Value brand) เพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือของสินค้าและภาพลักษณ์ประเทศ โดยสำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศจะมีบทบาทสำคัญในการขยายตลาดและส่งเสริมการใช้ e-commerce
ในขณะเดียวกัน กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะทำหน้าที่เชื่อมโยงชาวเวียดนามในต่างประเทศกับระบบนิเวศนวัตกรรมภายในประเทศ โดยระดมเงินทุน เทคโนโลยี และองค์ความรู้จากต่างประเทศ เพื่อสนับสนุนการวิจัย การผลิต และการพาณิชย์ (commercialisation) ของผลิตภัณฑ์ดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูง โดยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมเทคโนโลยี “Make in Vietnam” อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ บล็อกเชน อากาศยานไร้คนขับ และอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ สู่ตลาดโลก ควบคู่กับการสนับสนุนการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา รวมทั้งการส่งเสริมให้เยาวชนและผู้ประกอบการชาวเวียดนามในต่างประเทศมีส่วนร่วมในกิจกรรมด้านนวัตกรรม และการเริ่มต้นธุรกิจ ที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของประเทศ
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังจะดำเนินการแก้ไขข้อจำกัดด้านการลงทุนในต่างประเทศของผู้ประกอบการเวียดนาม ขณะที่กระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมจะส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชาวเวียดนามในต่างประเทศในภาคการผลิตทางการเกษตร และห่วงโซ่อุปทานที่มุ่งเน้นการส่งออก อันจะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งของภาคการผลิตและการส่งออกของประเทศ
คำสั่งดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรของชาวเวียดนามในต่างประเทศในการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายในระดับโลก เสริมสร้างศักยภาพการส่งออก และยกระดับการปรากฏตัวของสินค้าเวียดนามในตลาดระหว่างประเทศอย่างเป็นระบบและยั่งยืน
(แหล่งที่มา https://vietnamnews.vn/ ฉบับวันที่ 6 เมษายน 2569)
วิเคราะห์ผลกระทบ
การเร่งระดมเครือข่ายชาวเวียดนามในต่างประเทศ (Overseas Vietnamese: OVs) เพื่อสนับสนุนการส่งเสริมสินค้าและขยายช่องทางการจัดจำหน่ายในตลาดสากล สะท้อนถึงการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจของเวียดนามจากรูปแบบการพึ่งพาการส่งออกสินค้าแบบดั้งเดิม ไปสู่การสร้างระบบนิเวศทางการค้าในต่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งสอดคล้องกับพลวัตของการค้าโลกที่ให้ความสำคัญกับการพาณิชย์ดิจิทัล ความยั่งยืน และการสร้างมูลค่าแบรนด์มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ผู้ประกอบการเวียดนามได้เริ่มปรับตัวเชิงโครงสร้าง โดยหันไปใช้รูปแบบธุรกิจที่มุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานสินค้า แทนการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว
ภายใต้บริบทดังกล่าว เครือข่ายชาวเวียดนามในต่างประเทศได้กลายเป็นกลไกเชิงยุทธศาสตร์ที่มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงตลาด โดยเฉพาะในประเทศที่มีชุมชนเวียดนามขนาดใหญ่ อาทิ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีชาวเวียดนามพำนักมากกว่า 600,000 คน ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมทางการค้า (trade bridge) ที่มีประสิทธิภาพ โดยกรณีศึกษาการนำสินค้าอาหารเวียดนาม เช่น ข้าวเกิมตั๊ม (Com Tam) และน้ำปลา เข้าสู่เครือข่ายร้านอาหารขนาดใหญ่ในญี่ปุ่น สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จของกระบวนการทดสอบตลาด และการเจรจาธุรกิจเชิงลึก ตลอดจนความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายชาวเวียดนามในต่างประเทศในการผลักดันสินค้าเข้าสู่ระบบการจัดจำหน่ายระดับสากลอย่างเป็นรูปธรรม
ขณะเดียวกัน กรณีของตลาดยุโรป โดยเฉพาะประเทศฝรั่งเศส แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านเชิงคุณภาพของผู้ประกอบการชาวเวียดนามในต่างประเทศจากการดำเนินธุรกิจขนาดย่อมเพื่อยังชีพไปสู่การเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ (strategic partners) ในการขยายตลาด โดยผู้ประกอบการเหล่านี้มิได้ทำหน้าที่เพียง ผู้จัดจำหน่ายสินค้าเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทเป็นทูตทางการค้า (commercial ambassadors) ที่ช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ประเทศและถ่ายทอดอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมผ่านสินค้า ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากการค้าสินค้า ไปสู่การขับเคลื่อนด้วยมูลค่าเชิงสัญลักษณ์
ในเชิงนโยบาย การออกคำสั่งเลขที่ 11/CT-TTg โดยนายกรัฐมนตรีเวียดนาม เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569 ถือเป็นการตอกย้ำแนวทางดังกล่าวอย่างเป็นระบบ โดยกำหนดให้เครือข่ายชาวเวียดนามในต่างประเทศซึ่งมีจำนวนมากกว่า 5 ล้านคนทั่วโลก เป็นทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ในการพัฒนาเครือข่ายการจัดจำหน่ายสินค้าเวียดนามในต่างประเทศแบบครบวงจร อันเป็นการยกระดับจากการส่งออกสินค้าในรูปแบบเดิมไปสู่การสร้างฐานตลาดในต่างประเทศอย่างยั่งยืน และสอดคล้องกับเป้าหมายการยกระดับประเทศสู่รายได้ปานกลางระดับสูงภายในปี 2573 และประเทศพัฒนาแล้วภายในปี 2588
อย่างไรก็ดี แม้แนวทางดังกล่าวจะก่อให้เกิดโอกาสในการขยายตลาดและยกระดับศักยภาพการส่งออกอย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังคงมีความท้าทายเชิงโครงสร้างที่สำคัญ โดยเฉพาะการรักษามูลค่าเพิ่มภายในประเทศ การยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการให้สามารถแข่งขันในตลาดสากลได้อย่างแท้จริง รวมถึงความจำเป็นในการพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม มาตรฐานการผลิต และการบริหารจัดการแบรนด์ในระดับสากล ควบคู่กับการใช้ประโยชน์จากเครือข่ายชาวเวียดนามในต่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพและสมดุล
การระดมเครือข่ายชาวเวียดนามทั่วโลกถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในช่วงเร่งรัดการพัฒนาของประเทศ ซึ่งจะมีบทบาทในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของสินค้าเวียดนามในตลาดโลก ยกระดับการมีส่วนร่วมในห่วงโซ่มูลค่าโลก และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว หากสามารถบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภายในประเทศและเครือข่ายในต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิผล ก็จะช่วยผลักดันให้เวียดนามบรรลุเป้าหมายการพัฒนาเชิงโครงสร้างตามที่กำหนดไว้ได้อย่างมั่นคงและต่อเนื่อง
นำเสนอโอกาส/แนวทาง
การดำเนินนโยบายตามคำสั่งเลขที่ 11/CT-TTg ซึ่งมุ่งใช้เครือข่ายชาวเวียดนามในต่างประเทศ เป็นกลไกเชิงยุทธศาสตร์ในการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายและเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเวียดนามในตลาดโลก มีแนวโน้มก่อให้เกิดแรงกดดันต่อผู้ประกอบการไทยในเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะในตลาดที่เวียดนามมีฐานชุมชนในต่างประเทศเข้มแข็ง เนื่องจากสินค้าเวียดนามจะสามารถเข้าถึงเครือข่ายค้าปลีกและผู้บริโภคปลายทางได้โดยตรงมากขึ้น อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนเชิงนโยบายอย่างเป็นระบบ ทั้งด้านการใช้ความตกลงการค้าเสรี (FTAs) การพัฒนามาตรฐานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการใช้ช่องทางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-commerce) ซึ่งอาจส่งผลให้การแข่งขันในสินค้าเกษตร อาหารแปรรูป และสินค้าอุปโภคบริโภคในตลาดสากลมีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น
ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องปรับตัวเชิงกลยุทธ์โดยมุ่งเน้นการยกระดับมูลค่าเพิ่มของสินค้า การพัฒนามาตรฐานการผลิตให้สอดคล้องกับข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมและดิจิทัลในตลาดโลก ตลอดจนการเสริมสร้างศักยภาพด้านการสร้างแบรนด์ และการสื่อสารอัตลักษณ์สินค้า (product storytelling) เพื่อเพิ่มความแตกต่างในตลาด นอกจากนี้ ควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงการใช้ประโยชน์จากช่องทาง e-commerce และแพลตฟอร์มดิจิทัลในการเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกระจายสินค้าและลดการพึ่งพาช่องทางดั้งเดิม
อย่างไรก็ดี นโยบายดังกล่าวเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยที่ดำเนินธุรกิจในเวียดนามสามารถบูรณาการเข้าสู่เครือข่ายการจัดจำหน่ายของเวียดนามในต่างประเทศได้มากขึ้น โดยเฉพาะผ่านความร่วมมือกับผู้ประกอบการชาวเวียดนามในต่างประเทศในฐานะพันธมิตรทางการค้า ซึ่งอาจเอื้อต่อการขยายตลาดร่วม และการเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทั้งนี้ หากสามารถปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับทิศทางนโยบายของเวียดนาม โดยเฉพาะด้านนวัตกรรม มาตรฐานสินค้า และการใช้ FTAs อย่างเหมาะสม ก็จะช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ในตลาดเวียดนามและตลาดสากลในระยะยาว