fb
รัฐบาลเวียดนามเห็นชอบ 5 นโยบายสำคัญ เดินหน้าจัดทำกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมอนุพันธ์สินค้าโภคภัณฑ์สมัยใหม่

รัฐบาลเวียดนามเห็นชอบ 5 นโยบายสำคัญ เดินหน้าจัดทำกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมอนุพันธ์สินค้าโภคภัณฑ์สมัยใหม่

โดย
Nguyen
ลงเมื่อ 14 สิงหาคม 2569 15:45
สคต. ณ กรุงฮานอย (เวียดนาม) (TTC, Hanoi (Vietnam))

รัฐบาลเวียดนามได้ออก มติเลขที่ 220/NQ-CP ลงวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ว่าด้วยการเห็นชอบนโยบายสำหรับการจัดทำ กฎหมายว่าด้วยธุรกรรมอนุพันธ์สินค้าโภคภัณฑ์ (Law on Derivatives Commodity Transactions) โดยมีมติเห็นชอบชื่อร่างกฎหมายดังกล่าว และกำหนดนโยบายสำคัญ 5 ด้าน เพื่อใช้เป็นแนวทางในการจัดทำร่างกฎหมาย

การดำเนินการดังกล่าวถือเป็นก้าวสำคัญในการจัดทำกฎหมายเฉพาะด้านฉบับแรกของเวียดนาม ซึ่งจะกำกับดูแลกิจกรรมการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้าอย่างเป็นระบบและครอบคลุม ตั้งแต่ขอบเขตการบังคับใช้ ประเภทผลิตภัณฑ์ ผู้เข้าร่วมตลาด รูปแบบการซื้อขาย โครงสร้างพื้นฐานของตลาด ระบบการชำระราคาและหักบัญชี การบริหารความเสี่ยง ตลอดจนธุรกรรมที่มีองค์ประกอบเกี่ยวข้องกับต่างประเทศ

จุดเด่นสำคัญของร่างกฎหมายฉบับนี้ คือ การปรับเปลี่ยนแนวทางจากเดิมที่เน้นการควบคุมกิจกรรมการซื้อขาย     เป็นหลัก ไปสู่การสร้างกรอบกฎหมายที่สามารถสร้างสมดุลระหว่าง ความปลอดภัย ความโปร่งใส และการส่งเสริม        การพัฒนาตลาด พร้อมเชื่อมโยงตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้ากับตลาดสินค้าโภคภัณฑ์จริง และค่อยๆ ยกระดับ           การเชื่อมโยงตลาดเวียดนามเข้ากับตลาดในภูมิภาคและตลาดโลก

1. จัดทำกรอบกฎหมายที่เป็นเอกภาพและลดความซ้ำซ้อนของกฎหมาย

กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนามระบุว่า เวียดนามมีแนวทางจัดทำกฎหมายเฉพาะด้านเป็นครั้งแรก       เพื่อกำกับดูแลกิจกรรมการซื้อขายอนุพันธ์สินค้าโภคภัณฑ์ทั้งระบบอย่างเป็นเอกภาพ การกำหนดขอบเขตการบังคับใช้และหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนจะช่วยให้กฎหมายมีความสอดคล้องกันมากขึ้น และแก้ไขปัญหาความซ้ำซ้อนระหว่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมอนุพันธ์สินค้าโภคภัณฑ์ กฎหมายหลักทรัพย์ กฎหมายธนาคาร และกฎหมายเกี่ยวกับธุรกรรมเงินตราต่างประเทศ กรอบกฎหมายที่มีมาตรฐานดังกล่าวจะช่วยวางรากฐานให้ตลาดสามารถพัฒนาได้อย่างครบวงจร                ทั้งด้านผลิตภัณฑ์ รูปแบบการซื้อขาย ตลอดจนกำหนดบทบาทและหน้าที่ของผู้เข้าร่วมตลาดและสถาบันสนับสนุนต่างๆ อย่างชัดเจน 

2. เชื่อมโยงตลาดอนุพันธ์สินค้าโภคภัณฑ์กับตลาดสินค้าโภคภัณฑ์จริง

ร่างกฎหมายให้ความสำคัญกับการพัฒนาตลาดอนุพันธ์สินค้าโภคภัณฑ์ให้มีความเชื่อมโยงและเกื้อหนุนกับตลาดสินค้าโภคภัณฑ์จริง ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์จริงจะเป็นพื้นฐานด้านสินค้าและความต้องการในการบริหารความเสี่ยงด้านราคา ในขณะที่ตลาดอนุพันธ์สินค้าโภคภัณฑ์จะทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสำหรับบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา และช่วยสร้างข้อมูลราคาอ้างอิงที่มีความโปร่งใส การเชื่อมโยงของทั้งสองตลาดจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและสภาพคล่องของตลาด ตอบสนองความต้องการด้านการลงทุนและการป้องกันความเสี่ยงของภาคธุรกิจและผู้ผลิต และทำให้ตราสารอนุพันธ์กลายเป็นเครื่องมือที่สามารถนำมาใช้สนับสนุนเศรษฐกิจภาคการผลิตและเศรษฐกิจจริงได้อย่างเป็นรูปธรรม  

 

 

3. ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของตลาดให้ทันสมัย ปลอดภัย และเป็นระบบ

เพื่อให้ตลาดสามารถดำเนินงานได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ร่างกฎหมายให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการซื้อขาย การชำระราคาและหักบัญชี รวมถึงระบบบริหารความเสี่ยงให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล กลไกสำคัญ อาทิ ศูนย์ชำระราคาและหักบัญชี ระบบหลักประกัน และการบริหารจัดการสินทรัพย์ค้ำประกัน จะได้รับการพัฒนาและปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกัน จะมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพอย่างเป็นระบบ เช่น คลังสินค้า ระบบบริหารจัดการสินค้า ใบรับรองคลังสินค้า ตลอดจนการนำระบบดิจิทัลมาใช้ เพื่อเพิ่มการเชื่อมโยงระหว่างสัญญาซื้อขายล่วงหน้ากับธุรกรรมสินค้าโภคภัณฑ์ที่เกิดขึ้นจริง

4. สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนา ส่งเสริมนวัตกรรม และนำระบบ Sandbox มาใช้

ร่างกฎหมายมีแนวทางปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริหารจัดการภาครัฐไปสู่การทำหน้าที่ส่งเสริมและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนา โดยเพิ่มการกระจายอำนาจและการมอบอำนาจให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควบคู่กับการกำกับดูแลตามระดับความเสี่ยง ลดขั้นตอนทางราชการ และลดต้นทุนในการปฏิบัติตามกฎระเบียบของภาคธุรกิจ ประเด็นสำคัญคือ การศึกษาแนวทางนำ กลไกการทดสอบภายใต้การกำกับดูแล (Regulatory Sandbox) มาใช้กับผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี และรูปแบบธุรกรรมใหม่ ๆ เพื่อเปิดพื้นที่ให้เกิดนวัตกรรม ขณะเดียวกันยังสามารถควบคุมความเสี่ยงและรักษาเสถียรภาพของตลาดได้ นอกจากนี้ ยังมีแนวทางยกระดับคุณภาพของตลาดด้วยการกำหนดมาตรฐานด้านฐานะทางการเงินและ          การบริหารจัดการของผู้เข้าร่วมตลาด รวมถึงการศึกษาแนวทางจัดทำระบบใบอนุญาตหรือใบรับรองวิชาชีพ เพื่อพัฒนาบุคลากรในตลาดให้มีความเป็นมืออาชีพและมีความรับผิดชอบ

5. ขยายการเชื่อมโยงระหว่างประเทศและยกระดับสินค้าเวียดนามสู่ตลาดโลก

ภายใต้บริบทของตลาดโลกที่มีการเชื่อมโยงกันมากขึ้น กฎหมายว่าด้วยธุรกรรมสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้าจะจัดทำกรอบกฎหมายสำหรับธุรกรรมที่มีองค์ประกอบเกี่ยวข้องกับต่างประเทศและธุรกรรมข้ามพรมแดน นอกจากนี้ จะมีการศึกษากลไกต่างๆ เช่น การจดทะเบียนหลักทรัพย์หรือสินค้าแบบข้ามตลาด (Cross-listing) และการเชื่อมโยงตลาด เพื่อเปิดโอกาสให้สินค้าที่เวียดนามมีศักยภาพ เช่น กาแฟ ยางพารา และสินค้าเกษตร สามารถเข้าถึงตลาดระดับภูมิภาคและตลาดโลกได้มากขึ้น ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้าจะไม่เพียงทำหน้าที่ตอบสนองความต้องการบริหารความเสี่ยงด้านราคาในประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นช่องทางที่ช่วยให้ผู้ประกอบการเวียดนามสามารถเข้าถึงระบบการกำหนดราคาและแนวทางการบริหารความเสี่ยงที่เป็นมาตรฐานในระดับสากล

นโยบายสำคัญทั้ง 5 ด้านที่รัฐบาลเห็นชอบจึงถือเป็นองค์ประกอบที่เชื่อมโยงกันเป็นระบบ โดยมีเป้าหมายในการสร้าง ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้าที่ทันสมัย โปร่งใส มีความปลอดภัย และมีขีดความสามารถในการแข่งขันสูง จากกรอบนโยบายดังกล่าว กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนามจะเป็นหน่วยงานหลักในการประสานงานกับกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งจัดทำร่าง กฎหมายว่าด้วยธุรกรรมสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้า ให้มีความสมบูรณ์ และสามารถเป็นเครื่องมือสำคัญในการสนับสนุนภาคธุรกิจและการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศต่อไป

(จาก https://vneconomy.vn/)

ข้อคิดเห็น สคต

ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจเวียดนาม เนื่องจากประเทศเป็นผู้ผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรและวัตถุดิบสำคัญหลายประเภท เช่น กาแฟ ยางพารา ข้าว พริกไทย และสินค้าเกษตรอื่น ๆ ซึ่งราคามีความผันผวนตามสถานการณ์ตลาดโลก การที่รัฐบาลเวียดนามเห็นชอบนโยบายสำหรับการจัดทำกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมอนุพันธ์สินค้าโภคภัณฑ์ จึงถือเป็นพัฒนาการสำคัญในการยกระดับกลไกตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ของเวียดนาม โดยมุ่งสร้างเครื่องมือสำหรับบริหารความเสี่ยงด้านราคาและเพิ่มความโปร่งใสในการกำหนดราคาสินค้า การจัดทำกฎหมายเฉพาะด้านเป็นครั้งแรกจะช่วยให้เวียดนามมีกรอบกำกับดูแลที่ชัดเจนและเป็นเอกภาพ ครอบคลุมทั้งประเภทผลิตภัณฑ์ ผู้เข้าร่วมตลาด ระบบการซื้อขาย การชำระราคาและหักบัญชี การบริหารหลักประกัน ตลอดจนการบริหารความเสี่ยงและธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยลดความซ้ำซ้อนของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และสร้างความชัดเจนให้แก่ผู้ประกอบการและนักลงทุนในการเข้าร่วมตลาด โดยร่างกฎหมายให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงระหว่างตลาดอนุพันธ์กับตลาดสินค้าโภคภัณฑ์จริง โดยมุ่งให้นักลงทุน ผู้ผลิต และผู้ประกอบการสามารถใช้สัญญาซื้อขายล่วงหน้าเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาสินค้า ในขณะเดียวกัน การมีระบบราคาอ้างอิงที่โปร่งใสจะช่วยให้ผู้ผลิตและผู้ซื้อสามารถวางแผนการผลิต การจัดซื้อ และการลงทุนได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อภาคเศรษฐกิจจริงมากกว่าการพัฒนาตลาดเพื่อการลงทุนเพียงอย่างเดียว

นอกจากนี้ การนำเทคโนโลยีและกลไก Regulatory Sandbox มาใช้ยังสะท้อนถึงความพยายามของเวียดนามในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนานวัตกรรมทางการเงินและการค้าสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะการประยุกต์ใช้ระบบดิจิทัลกับการซื้อขาย การตรวจสอบสินค้า คลังสินค้า ใบรับรองคลังสินค้า และระบบบริหารหลักประกัน หากสามารถพัฒนาระบบดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือของตลาด ลดต้นทุนการทำธุรกรรม และเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการรายใหม่สามารถเข้าถึงตลาดได้มากขึ้น หากกฎหมายสามารถสร้างสมดุลระหว่างการกำกับดูแล ความปลอดภัยของตลาด และการส่งเสริมนวัตกรรมได้อย่างเหมาะสม ตลาดอนุพันธ์สินค้าโภคภัณฑ์จะสามารถเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับระบบการค้าสินค้าโภคภัณฑ์ของเวียดนาม จากเดิมที่เน้นการซื้อขายสินค้าไปสู่ระบบที่ผู้ผลิต ผู้ส่งออก และผู้ประกอบการสามารถบริหารความเสี่ยงด้านราคาได้อย่างเป็นระบบ อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความเชื่อมโยงระหว่างตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ของเวียดนามกับตลาดภูมิภาคและตลาดโลก และสนับสนุนให้สินค้าที่เวียดนามมีศักยภาพ โดยเฉพาะกาแฟ ยางพารา และสินค้าเกษตร สามารถเข้าสู่ระบบการกำหนดราคาและการบริหารความเสี่ยงในระดับสากลได้มากยิ่งขึ้น

รัฐบาลเวียดนามเห็นชอบ 5 นโยบายสําคัญ.pdf
Share :
Instagram