
“หอย”ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในอาหารทะเลที่พบได้แพร่หลายและเป็นมิตรต่อระบบนิเวศมากที่สุดในโลก ทั้งยังถือเป็นอาหารทะเลที่ได้รับความนิยมสูงจากผู้บริโภคนับล้านทั่วโลก ในบริเวณรอบชายฝั่งทะเลของประเทศจีนมีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตและแพร่พันธุ์ของหอย ก่อให้เกิดระบบห่วงโซ่อุตสาหกรรมหอยแบบครบวงจรในระดับโลก ตั้งแต่การพัฒนาชนิดพันธุ์ การเพาะเลี้ยง การวิจัยเพื่อเพิ่มปริมาณ การกระจายสินค้า การแปรรูป ไปจนถึงการบริโภคในภัตตาคารทั้งในและต่างประเทศ การยกระดับอุตสาหกรรมหอยให้มีคุณภาพสูงมีความสำคัญต่อทัศนคติการบริโภคอย่างมีนัยสำคัญ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจอุตสาหกรรมหอยของประเทศจีนมีแนวโน้มพัฒนาอย่างมีเสถียรภาพในด้านการผลิต จากข้อมูลสถิติของ China Fisheries Statistical Yearbook ได้ระบุว่า ในปี พ.ศ.2567 ปริมาณการผลิตหอยของจีนอยู่ที่ 18.088 ล้านตัน มีอัตราเพิ่มขึ้น 5.54% เมื่อเทียบกับปีก่อน คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 80% ของปริมาณการผลิตหอยทั่วโลก โดยกว่า 96% เป็นการเพาะเลี้ยงในน้ำทะเล ซึ่งมูลค่าการเพาะเลี้ยงหอยน้ำเค็มในปี พ.ศ.2566 อยู่ที่ราว 29,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 928 พันล้านบาท) เพิ่มขึ้น 18.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยหอยนางรมและหอยลายจัดเป็นชนิดพันธุ์หลักที่มีการเพาะเลี้ยงในทะเล คิดเป็นเกือบ 70% ของผลผลิตทั้งหมด ขณะเดียวกัน หอยชนิดพันธุ์อื่นที่ได้รับความนิยม อาทิ หอยเชลล์และหอยเป๋าฮื้อก็มีปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

จากผลสำรวจปริมาณการผลิตอุตสาหกรรมหอยช่วงระหว่างปี พ.ศ.2544-2567 ผลิตภัณฑ์อาหารทะเลประเภทหอยจากการเพาะเลี้ยงในแหล่งน้ำเค็มของประเทศจีน หอยนางรมและหอยลายมีการเพาะเลี้ยงมากที่สุด และมีบทบาทสำคัญในตลาดอุตสาหกรรมหอยของประเทศมาโดยตลอด โดยคงปริมาณการผลิตอยู่ที่ 7.2525 ล้านตัน และ 4.739 ล้านตันตามลำดับ คิดเป็น 41.69% และ 27.24% ของผลผลิตสัตว์น้ำเปลือกแข็งจากการเพาะเลี้ยงในทะเลทั้งหมด หอยเชลล์มีผลผลิตเป็นอันดับสามอยู่ที่ 1.9472 ล้านตัน คิดเป็น 11.19% และสามอันดับสุดท้าย ได้แก่ หอยเปลือกปากกา หอยเป๋าฮื้อ และหอยแครง คิดเป็น 0.02%, 1.45% และ 1.91% ตามลำดับ

ตั้งแต่เข้าสู่ศตวรรษที่ 21 เป็นต้นมา การกระจายศักยภาพด้านการผลิตหอยน้ำเค็มของประเทศจีนมีแนวโน้มค่อนข้างคงที่ โดยบริเวณมณฑลซานตงและมณฑลฝูเจี้ยนเป็นพื้นที่การผลิตหอยที่สำคัญของประเทศมาโดยตลอด โดยในปีพ.ศ.2567 มณฑลที่มีปริมาณการเพาะเลี้ยงหอยน้ำเค็มสูงที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ มณฑลซานตง ปริมาณ 4.8171 ล้านตัน มณฑลฝูเจี้ยน 3.7429 ล้านตัน มณฑลเหลียวหนิง 2.9836 ล้านตัน คิดเป็นสัดส่วน 27.69%, 21.52% และ 17.15%ของปริมาณการผลิตหอยทั้งหมดในประเทศรวมกันเกือบ 70% ในด้านพื้นที่เพาะเลี้ยง มณฑลเหลียวหนิงและมณฑลซานตงติดอันดับสองแรกอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2024 ทั้งสองมณฑลมีพื้นที่เพาะเลี้ยงหอยน้ำเค็ม 536,900 เฮกตาร์และ 434,100 เฮกตาร์ตามลำดับ คิดเป็น 38.40% และ31.05%ของพื้นที่เพาะเลี้ยงหอยน้ำเค็มทั้งหมดของประเทศ

ในปี พ.ศ.2567-2568 การนำเข้าหอยของประเทศจีนมีจำนวน 83,900 ตัน ลดลง 35.84% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็น 1.21% ของการนำเข้าผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำทั้งหมดของประเทศ การนำเข้าหอยมีมูลค่ารวม 553 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 1.78 หมื่นล้านบาท) ลดลง 25.05% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็น 2.39% ของการนำเข้าผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำทั้งหมด นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 ปริมาณและมูลค่าการนำเข้าหอยสูงสุดได้แตะระดับสูงสุดในปี พ.ศ. 2564 ที่ 70,500 ตัน และ 1.553 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 5.00 หมื่นล้านบาท) ตามลำดับ

ช่วงระหว่างปี พ.ศ.2558–2567 ความสามารถในการแข่งขันระหว่างประเทศของอุตสาหกรรมหอยของจีนมีแนวโน้มที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง หากดูจากดัชนีความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบที่ชัดเจน (RCA) ค่าได้ลดลงจากระดับสูงสุดที่ 2.20 เหลือ 1.28 แม้ยังจะในช่วงได้เปรียบระดับปานกลางถึงระดับมาก แสดงให้เห็นถึงอุตสหกรรมหอยของจีนยังคงรักษารากฐานการแข่งขันในการค้าโลกไว้ได้ แต่ความแข็งแกร่งของความได้เปรียบนั้นได้ลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับสิบปีก่อน เมื่อพิจารณาจากส่วนแบ่งตลาดระหว่างประเทศ (ดัชนี MS) พบว่าแนวโน้มโดยรวมมีแนวโน้มลดลงอย่างผันผวน โดยลดลงจาก 31% เหลือ 23% ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าส่วนแบ่งตลาดอาหารทะเลและหอยของจีนในตลาดโลกกำลังถูกบีบให้แคบลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป

ทั้งนี้ อุตสาหกรรมอาหารทะเลประเภทหอยของประเทศจีนกำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนา โดยมุ่งเน้นคุณภาพและความปลอดภัยมากขึ้น อาทิ มาตรฐานสิ่งแวดล้อมภายในประเทศที่เข้มงวดขึ้น นอกจากนี้ การแข่งขันในตลาดระหว่างประเทศที่ทวีความรุนแรงขึ้น ก็เป็นแรงผลักดันให้อุตสาหกรรมต้องเร่งพัฒนาจากรูปแบบการผลิตแบบดั้งเดิมไปสู่แนวทางที่ทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยั่งยืน ซึ่งเป็นการวางรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการสร้างระบบอุตสาหกรรมที่มีความยืดหยุ่นและมีอิทธิพลต่อแบรนด์มากขึ้นในอนาคต

ความเห็นสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองเซี่ยเหมิน: แม้ประเทศจีนจะเป็นยักษ์ใหญ่แห่งอุตสาหกรรมหอยในโลกด้วยสัดส่วนการผลิต 18 ล้านตันต่อปี หรือกว่าร้อยละ 80 ของผลผลิตโลก แต่ประเทศจีนยังคงจำเป็นต้องนำเข้าสินค้าอาหารทะเลประเภทหอยกว่า 83,900 ตันต่อปี ซึ่งมีมูลค่าการนำเข้าล่าสุดสูงถึง 553 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.78 หมื่นล้านบาท) ซึ่งแม้จะมีแนวโน้มลดลงจากปีก่อน ๆ แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่าตลาดจีนมีความต้องการสินค้านำเข้าอยู่ตลอด โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์หอยที่มีคุณภาพสูงตลอดจนสินค้าแปรรูปจากสหรัฐอเมริกา แคนนาดา นิวซีแลนด์ อินเดีย ตลอดจนประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างเวียดนามและประเทศไทย จากข้อมูลได้ระบุว่าในปีพ.ศ.2566 ประเทศจีนนำเข้าหอยจากประเทศไทยมูลค่ากว่า 24,314,791 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 779 ล้านบาท) และเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็น 36,787,114 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 1.18 พันล้านบาท) ในปี พ.ศ.2567 และ 39,187,621 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.26 พันล้านบาท) ในปี พ.ศ.2568
ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นแหล่งผลิตวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์อาหารที่สำคัญของโลก มีการส่งออกสินค้าอาหารทะเลประเภทหอย อาทิ หอยนางรม โดยเฉพาะจากแหล่งผลิตชื่อดังอย่างจังหวัดสุราษฏร์ธานี ภูเก็ต และชลบุรี หอยลายในรูปแบบสด แช่แข็ง และแปรรูปสำเร็จ นอกจากนี้ สินค้าอาหารทะเลประเภทอื่นอย่างปลาหมึก เนื้อปลาตัดแต่ง แมงกระพรุน จากประเทศไทยก็ได้รับความนิยมในประเทศจีนเช่นเดียวกัน ซึ่งผู้ประกอบการไทยสามารถอาศัยจังหวะที่ตลาดจีนยังมีอุปสงค์ เร่งผลักดันสินค้าไทยที่มีคุณภาพ มาตรฐานความปลอดภัย และอัตลักษณ์ ผู้ประกอบการไทยควรให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์ เรื่องราวของแหล่งที่มา และการใช้ประโยชน์จากเอกลักษณ์ของอาหารทะเลไทยเพื่อสร้างจุดต่างจากสินค้าจีน ไม่ว่าจะเป็นการชูจุดเด่นด้านรสชาติแบบไทย ความสดใหม่และสารอาหารจากแหล่งผลิตทะเลเขตร้อน ตลอดจนระบบฟาร์มที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและชุมชนชาวประมง ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการบริโภคยุคใหม่ในประเทศจีนที่ใส่ใจด้านคุณภาพการผลิตและความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น
https://mp.weixin.qq.com/s/5oR_tMdT8w8CBsE7J71eBA
https://mmbiz.qpic.cn/mmbiz_jpg/
https://share.google/yutaTwNNvHzRZ9oJ0
เรียบเรียงโดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองเซี่ยเหมิน
4 ธันวาคม 2568