
กฎระเบียบการลงทุนและการจัดตั้งธุรกิจในสาธารณรัฐอินเดีย
สาธารณรัฐอินเดียเป็นหนึ่งในประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง ทั้งในด้านจำนวนประชากร ตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ และการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมและบริการอย่างต่อเนื่อง ภายใต้นโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาลอินเดียที่มุ่งส่งเสริมการลงทุนจากทั้งภายในและต่างประเทศ ส่งผลให้เกิดการปรับปรุงกฎระเบียบ โครงสร้างทางธุรกิจ และมาตรการอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจในการเข้าสู่ตลาดอินเดียมากขึ้น เนื่องจากโอกาสใน
การขยายธุรกิจในหลากหลายสาขา เช่น การผลิต เทคโนโลยีสารสนเทศ ค้าปลีก และบริการ อย่างไรก็ตาม สภาพแวดล้อมทางกฎหมายและข้อกำหนดต่าง ๆ ของอินเดียยังคงมีความซับซ้อนและจำเป็นต้องทำ
ความเข้าใจก่อนเริ่มดำเนินธุรกิจในอินเดีย ตั้งแต่รูปแบบการเข้าสู่ตลาดและโครงสร้างธุรกิจ ข้อกำหนดใน
การจัดตั้งโรงงาน นโยบายการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ตลอดจนขั้นตอนและข้อกำหนดในการจดทะเบียนบริษัท ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการ นักลงทุน สามารถวางแผนการลงทุนและดำเนินธุรกิจในอินเดียได้อย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป
สาธารณรัฐอินเดียมีนโยบายเปิดกว้างต่อการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) เพื่อส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจและการพัฒนาอุตสาหกรรม โดยอนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติสามารถถือหุ้นในกิจการต่าง ๆ ได้ในสัดส่วนที่แตกต่างกันตามประเภทของอุตสาหกรรม ทั้งนี้
การลงทุนดังกล่าวอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ Reserve Bank of India และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง
1.1 รูปแบบการอนุญาตการลงทุน
การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในอินเดียแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลัก ได้แก่
1.1.1 การลงทุนที่สามารถลงทุนได้เลย (Automatic Route)
เป็นการลงทุนที่นักลงทุนต่างชาติสามารถถือหุ้นและดำเนินธุรกิจได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากรัฐบาลอินเดียล่วงหน้า ทั้งนี้ต้องรายงานต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายหลัง
1.1.2 การลงทุนที่ต้องได้รับอนุญาต (Government Route)
เป็นการลงทุนที่ต้องได้รับอนุญาตจากรัฐบาลอินเดียก่อน โดยหน่วยงานหรือกระทรวงที่รับผิดชอบจะเป็นผู้พิจารณาอนุมัติ
1.2 สัดส่วนการถือหุ้นของนักลงทุนต่างชาติในแต่ละสาขา
1.2.1 สาขาที่อนุญาตให้ถือหุ้นได้ 100% ภายใต้ Automatic Route
นักลงทุนต่างชาติสามารถถือหุ้นได้ร้อยละ 100 โดยไม่ต้องขออนุญาต ได้แก่
ภาคเกษตรและปศุสัตว์
อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน
เทคโนโลยีชีวภาพ (โครงการใหม่)
การก่อสร้างและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์
การก่อสร้างโรงพยาบาล
อุตสาหกรรมอาหารและแปรรูปอาหาร
อัญมณีและเครื่องประดับ
เทคโนโลยีสารสนเทศและบริการดิจิทัล (IT & BPM)
การผลิต (Manufacturing)
เหมืองแร่ (โลหะและอโลหะ)
พลังงานหมุนเวียน
ถนน ทางหลวง และโครงสร้างพื้นฐาน
การท่องเที่ยวและการบริการ
ค้าปลีกแบรนด์เดียว (Single Brand Retail Trading)
E-commerce
1.2.2 สาขาที่อนุญาตบางส่วนภายใต้ Automatic Route
โครงสร้างพื้นฐานในตลาดหลักทรัพย์: ไม่เกินร้อยละ 49
ธุรกิจประกันภัยและตัวกลางประกันภัย: ไม่เกินร้อยละ 49
กองทุนบำเหน็จบำนาญ: ไม่เกินร้อยละ 49
การกลั่นน้ำมันโดยรัฐวิสาหกิจ: ไม่เกินร้อยละ 49
ตลาดซื้อขายไฟฟ้า (Power Exchange): ไม่เกินร้อยละ 49
อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์: สูงสุดร้อยละ 100
1.2.3 สาขาที่ต้องได้รับอนุญาตจากรัฐบาล (Government Route)
ธนาคารภาครัฐ: ไม่เกินร้อยละ 20
การกระจายเสียง (FM Radio / ข่าวและรายการปัจจุบัน): ไม่เกินร้อยละ 49
สื่อดิจิทัลด้านข่าว: ไม่เกินร้อยละ 26
การค้าปลีกหลายแบรนด์ (Multi-brand Retail): ไม่เกินร้อยละ 51
สายการบินต่างชาติ: ไม่เกินร้อยละ 49
บริษัทลงทุนหลัก (Core Investment Company): ไม่เกินร้อยละ 100
การค้าปลีกสินค้าอาหารที่ผลิตในประเทศ: ไม่เกินร้อยละ 100
เหมืองแร่ไทเทเนียมและกิจกรรมต่อเนื่อง: ไม่เกินร้อยละ 100
สิ่งพิมพ์ด้านวิทยาศาสตร์/เทคนิค: ไม่เกินร้อยละ 100
สิ่งพิมพ์ด้านข่าว: ไม่เกินร้อยละ 26
กิจการดาวเทียม: ไม่เกินร้อยละ 100
1.2.4 สาขาที่อยู่ภายใต้ทั้ง Automatic และ Government Route
การขนส่งทางอากาศ:
ไม่เกิน 49% (Automatic)
มากกว่า 49% ถึง 74% (Government)
ธนาคารเอกชน:
ไม่เกิน 49% (Automatic)
มากกว่า 49% ถึง 74% (Government)
อุตสาหกรรมกลาโหม:
ไม่เกิน 74% (Automatic)
มากกว่า 74% (Government)
โทรคมนาคม:
ไม่เกิน 49% (Automatic)
มากกว่า 49% (Government)
บริการสุขภาพ (โครงการต่อเนื่อง):
ไม่เกิน 74% (Automatic)
มากกว่า 74% (Government)
อุตสาหกรรมยา (Brownfield):
ไม่เกิน 74% (Automatic)
มากกว่า 74% (Government)
1.3 สาขาธุรกิจที่ห้ามการลงทุนจากต่างประเทศ
ธุรกิจสลากกินแบ่งและการพนัน
กองทุนแชร์ (Chit Funds)
การซื้อขายสิทธิการพัฒนา (TDR)
การผลิตยาสูบและบุหรี่
ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์บางประเภท
พลังงานปรมาณู
การดำเนินกิจการรถไฟ (ยกเว้นบางกิจกรรมที่อนุญาต)
1.4 การนำเงินกลับประเทศ (Repatriation)
1.4.1 เงินปันผล
สามารถโอนกลับประเทศได้โดยเสรี ไม่มีข้อจำกัด
1.4.2 ดอกเบี้ย
สามารถโอนกลับได้ในกรณีที่เป็นไปตามเงื่อนไขของกฎหมาย
1.4.3 เงินลงทุน
การโอนเงินจากการจำหน่ายหุ้นหรือหลักทรัพย์ต้องเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ โดยต้องรายงานผ่านแบบฟอร์ม FC-TRS ภายใน 60 วัน และดำเนินการผ่านธนาคารที่ได้รับอนุญาต
สาธารณรัฐอินเดียเปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างชาติสามารถจัดตั้งและดำเนินธุรกิจได้หลากหลายรูปแบบ โดยแต่ละรูปแบบมีลักษณะเฉพาะด้านโครงสร้างการถือหุ้น ระดับการควบคุม การลงทุน
และกรอบการกำกับดูแลที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ การเลือกโครงสร้างธุรกิจที่เหมาะสมมีความสำคัญต่อการวางแผนภาษี การปฏิบัติตามกฎหมาย และการบริหารความเสี่ยงของผู้ประกอบการ โดยมีรายละเอียดของรูปแบบ
การเข้าตลาดและโครงสร้างธุรกิจ ดังแสดงในตารางที่ 1-2
ตารางที่ 1 รูปแบบการเข้าสู่ตลาดในสาธารณรัฐอินเดีย
รูปแบบ | ลักษณะโดยทั่วไป | เงื่อนไขการจัดตั้ง (Criteria) | กิจกรรมที่อนุญาต | ขั้นตอนการจัดตั้ง (Registration Process) |
|---|---|---|---|---|
Wholly Owned Subsidiary (WOS) (บริษัทย่อยที่ต่างชาติถือหุ้น 100%) | บริษัทอินเดียที่ต่างชาติถือหุ้นทั้งหมด มีอำนาจควบคุมเต็มรูปแบบ | - ไม่มีทุนขั้นต่ำ - ผู้ถือหุ้นไม่น้อยกว่า 2 ราย - อยู่ภายใต้ FDI Policy และ FEMA 1999 | ดำเนินธุรกิจได้เกือบทุกประเภท (ผลิต บริการ การตลาด) หากอยู่ใน sector ที่อนุญาต 100% ไม่ต้องขออนุญาต RBI ล่วงหน้า | 1. เลือกรูปแบบบริษัท (Private Limited) 2. ขอ Director Identification Number (DIN) สำหรับ Director 3. ขอ Digital Signature Certificate (DSC (ลายเซ็นดิจิทัล)) 4. จองชื่อบริษัทผ่าน Ministry of Corporate Affairs: MCA 5. จัดทำหนังสือบริคณห์สนธิและข้อบังคับบริษัท (Memorandum of Association: MoA และ Articles of Association: AoA) ตาม Companies Act 2013 6. ยื่นจดทะเบียนผ่านระบบ SPICe+ กับ สำนักงานนายทะเบียนบริษัท (Registrar of Companies: ROC) 7. ชำระค่าธรรมเนียม 8. รับ Certificate of Incorporation (COI) 9. ได้รับเลขประจำตัวผู้เสียภาษี (Permanent Account Number: PAN) และเลขประจำตัวหักภาษี ณ ที่จ่าย (Tax Deduction and Collection Account Number: TAN) 10. เปิดบัญชีธนาคาร 11. ปฏิบัติตามกฎหมายเพิ่มเติม 12. จดทะเบียน ภาษีสินค้าและบริการ (Goods and Services Tax: GST) |
Joint Venture (JV) (การร่วมทุน) | การร่วมลงทุนกับบริษัทอินเดีย แบ่งปันความเสี่ยงและทรัพยากร | - ไม่มีทุนขั้นต่ำ - ต้องมี JV Agreement- ตั้งแต่ 2 ฝ่ายขึ้นไป - อยู่ภายใต้ FDI Policy และ FEMA | ดำเนินกิจกรรมได้ตามกฎหมายและข้อตกลง JV | 1. หา partner อินเดีย 2. ทำ JV Agreement 3. เลือกรูปแบบบริษัท 4. ขออนุญาต MCA / RBI 5. จดทะเบียนกับ ROC 6. ขอ PAN / TAN / GST 7. เปิดบัญชีธนาคาร 8. ปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง |
Liaison Office (สำนักงานผู้แทน) | ใช้ประสานงาน/ศึกษาตลาด ไม่สามารถสร้างรายได้ | - บริษัทแม่มีกำไร 3 ปี- Net worth ≥ USD 50,000 | - ตัวแทนบริษัทแม่- ส่งเสริมการค้า- ประสานงาน | 1. ขออนุญาตจาก Reserve Bank of India ผ่าน AD Bank 2. ยื่นเอกสารตาม FEMA 3. ได้ UIN 4. จดทะเบียนกับ MCA/ROC 5. ขอ PAN / TAN6. รายงานประจำปี |
Branch Office (สำนักงานสาขา) | ส่วนขยายของบริษัทแม่ สามารถทำธุรกิจบางประเภท | - Net worth ≥ USD 100,000- มีกำไรย้อนหลัง 5 ปี | - นำเข้า/ส่งออก (Wholesale)- บริการ/ที่ปรึกษา- IT services - ห้าม manufacturing / retail | 1. ยื่นผ่าน AD Bank ไป RBI 2. ส่งเอกสารบริษัทแม่ + KYC 3. ขออนุญาต 4. จดทะเบียนกับ ROC 5. ขอ PAN / TAN 6. เปิดบัญชีธนาคาร 7. จด GST / IEC |
Project Office (สำนักงานโครงการ) | ใช้ดำเนินโครงการเฉพาะระยะสั้น | - ต้องมีสัญญาโครงการ- มี funding จากต่างประเทศ/หน่วยงาน | - ดำเนินโครงการเท่านั้น - ห้ามกิจกรรมอื่น | 1. เตรียมเอกสารโครงการ 2. ยื่นผ่าน AD Category-I Bank 3. ขอ UIN จาก RBI 4. ได้รับอนุญาต 5. รายงานต่อ RBI ภายใน 30 วัน 6. เปิดบัญชีธนาคาร 7. จดทะเบียนภาษี/แรงงาน |
ตารางที่ 2 ประเภทธุรกิจในสาธารณรัฐอินเดีย
ประเภทกิจการ | สถานะนิติบุคคล | ความรับผิด | การจัดตั้ง (Formation) | กฎหมายที่เกี่ยวข้อง | ภาษี | ข้อกำหนด/ การกำกับดูแล | ความเหมาะสม |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
Sole Proprietorship (กิจการเจ้าของคนเดียว) | ไม่เป็นนิติบุคคล | ไม่จำกัด | ไม่ต้องจดทะเบียนบริษัท แต่ต้องจดทะเบียนท้องถิ่น เช่น Shop & Establishment และ GST (ถ้าเข้าเกณฑ์) | Income Tax Act, 1961 และกฎหมายท้องถิ่น | เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา | ข้อกำหนดต่ำ ไม่มีการยื่นงบการเงิน | ธุรกิจขนาดเล็ก ความเสี่ยงต่ำ |
Partnership (ห้างหุ้นส่วนสามัญ) | ไม่แยกจากผู้เป็นหุ้นส่วน | ไม่จำกัด | จัดทำ Partnership Deed และสามารถจดทะเบียนกับ Registrar of Firms | Indian Partnership Act 1932 | เสียภาษีในนามห้างหุ้นส่วน | ต้องปฏิบัติตามข้อตกลงในสัญญา และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง | ธุรกิจขนาดเล็ก-กลาง ที่มีผู้ร่วมลงทุน |
Limited Liability Partnership (LLP) (ห้างหุ้นส่วนจำกัดความรับผิด) | เป็นนิติบุคคล | จำกัดตามเงินลงทุน | ต้องจดทะเบียนกับ Ministry of Corporate Affairs (MCA) และจัดทำ LLP Agreement | Limited Liability Partnership Act 2008 | เสียภาษีแบบห้างหุ้นส่วน | ต้องยื่นรายงานประจำปี และงบการเงิน | ธุรกิจที่ต้องการจำกัดความเสี่ยง แต่ยังยืดหยุ่น |
Private Limited Company (Pvt. Ltd.) (บริษัทจำกัด) | เป็นนิติบุคคล | จำกัด | จดทะเบียนกับ MCA ขอ Certificate of Incorporation มี Director อย่างน้อย 2 คน | Companies Act 2013 | เสียภาษีนิติบุคคล | ต้องยื่นงบการเงิน ตรวจสอบบัญชี และรายงานประจำปี | เหมาะสำหรับนักลงทุนต่างชาติ / ธุรกิจขยายตัว |
Public Limited Company (บริษัทมหาชนจำกัด) | เป็นนิติบุคคล | จำกัด | จดทะเบียนกับ MCA และสามารถเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะ | Companies Act 2013 และกฎหมายตลาดทุน | เสียภาษีนิติบุคคล | มีข้อกำหนดเข้มงวด เช่น disclosure และ audit | ธุรกิจขนาดใหญ่และต้องการระดมทุน |
One Person Company (OPC) | เป็นนิติบุคคล | จำกัด | จดทะเบียนกับ MCA โดยมีผู้ถือหุ้น 1 คน | Companies Act 2013 | เสียภาษีนิติบุคคล | มีข้อยกเว้นบางประการ | ผู้ประกอบการรายบุคคล |
Section 8 Company (Non-Profit) (บริษัทไม่แสวงหากำไร) | เป็นนิติบุคคล | จำกัด | ต้องได้รับอนุญาตจาก Registrar of Companies | Companies Act 2013 | ได้รับยกเว้นภาษีบางส่วน | ห้ามจ่ายเงินปันผล ต้องใช้กำไรเพื่อวัตถุประสงค์องค์กร | องค์กรไม่แสวงหากำไร |
3.1 ข้อกำหนดในการจดทะเบียนบริษัท
ผู้ประกอบการที่ประสงค์จะจดทะเบียนบริษัทในกรุงนิวเดลี จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข ดังนี้
3.2 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนบริษัท
กระบวนการจดทะเบียนบริษัทในอินเดียดำเนินการผ่านระบบออนไลน์ โดยผู้ประกอบการต้องยื่นคำขอผ่านเว็บไซต์ของกระทรวงกิจการองค์กร (Ministry of Corporate Affairs: MCA) โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่
สำหรับกรุงนิวเดลี หน่วยงานที่รับผิดชอบคือสำนักงานนายทะเบียนบริษัท กรุงนิวเดลี
3.3 ขั้นตอนการจดทะเบียนบริษัท
กระบวนการจดทะเบียนบริษัทมีขั้นตอนดังนี้
3.4 เอกสารที่ใช้ในการจดทะเบียน
3.4.1 เอกสารของกรรมการและผู้ถือหุ้น
บัตร PAN
เอกสารยืนยันตัวตน เช่น Aadhaar Card, Voter ID, ใบขับขี่ หรือหนังสือเดินทาง
หลักฐานแสดงที่อยู่ เช่น ใบแจ้งค่าสาธารณูปโภค หรือบัญชีธนาคาร
3.4.2 เอกสารสำนักงาน
หลักฐานที่ตั้งสำนักงาน เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเทอร์เน็ต
สัญญาเช่าและหนังสือยินยอมจากเจ้าของ (กรณีเช่า)
เอกสารสิทธิ์ในทรัพย์สิน (กรณีเป็นเจ้าของ)
4.1 การจัดหาที่ดิน
การจัดหาที่ดินถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการจัดตั้งโรงงานอุตสาหกรรม โดยผู้ประกอบการสามารถดำเนินการได้ผ่านการซื้อจากเอกชน การเช่าที่ดินจากนิคมอุตสาหกรรมของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐ
หรือการเข้าร่วมประมูลที่ดิน รวมถึงการใช้พื้นที่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zones: SEZs)
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการต้องตรวจสอบให้มั่นใจว่าที่ดินดังกล่าวได้รับการกำหนดให้ใช้ประโยชน์ในเชิงอุตสาหกรรม มีกรรมสิทธิ์และเอกสารสิทธิ์ที่ถูกต้อง ไม่มีข้อพิพาทหรือคดีความค้างอยู่ รวมถึงต้องพิจารณาข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อมและได้รับหนังสือรับรองหรือหนังสือยินยอมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (No Objection Certificate: NOC)
การดำเนินการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมในเบื้องต้นเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะในกรณีที่โครงการมีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติหรืออาจส่งผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ
การดำเนินการตรวจสอบสถานะทางกฎหมาย (Due Diligence) อย่างรอบคอบจะช่วยลดความเสี่ยงใน
การครอบครองที่ดินและการดำเนินกิจการในระยะยาว
4.2 กฎหมายผังเมืองและการใช้ประโยชน์ที่ดิน
แต่ละรัฐในอินเดียมีแผนแม่บทและข้อกำหนดด้านผังเมืองของตนเอง ผู้ประกอบการจึงต้องตรวจสอบว่าที่ดินตั้งอยู่ในเขตอุตสาหกรรม (Industrial Zone) และไม่มีข้อห้ามในการดำเนินกิจกรรมอุตสาหกรรมในพื้นที่ดังกล่าว ในกรณีที่ที่ดินยังไม่ได้รับการกำหนดให้ใช้เพื่ออุตสาหกรรม จะต้องขออนุญาตเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน (Change of Land Use Approval) จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
หน่วยงานพัฒนาอุตสาหกรรมของรัฐหรือหน่วยงานผังเมืองท้องถิ่นสามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับข้อจำกัดในการใช้ที่ดินได้ ทั้งนี้ หลายรัฐได้จัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมที่มีการกำหนดโซนการใช้ที่ดินไว้ล่วงหน้า
และมีการอำนวยความสะดวกด้านใบอนุญาตแบบเบ็ดเสร็จเพื่อลดขั้นตอนทางราชการ
4.3 การอนุมัติแบบโรงงานและการจดทะเบียน
ก่อนเริ่มดำเนินการก่อสร้างโรงงาน ผู้ประกอบการควรยื่นแบบแปลนโรงงานและแบบทางวิศวกรรมเพื่อขออนุมัติจากเจ้าพนักงานตรวจโรงงาน (Chief Inspector of Factories) และต้องดำเนินการจดทะเบียนโรงงานตาม Factories Act 1948
การจดทะเบียนโรงงานมีความจำเป็นในกรณีที่มีการจ้างแรงงานตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปและมีการใช้พลังงาน หรือมีการจ้างแรงงานตั้งแต่ 20 คนขึ้นไปโดยไม่ใช้พลังงาน
เอกสารที่ต้องใช้ ได้แก่
แผนผังสถานที่และแบบอาคาร
รายการเครื่องจักรและอุปกรณ์
รายละเอียดกระบวนการที่เป็นอันตราย (ถ้ามี)
ภายหลังการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากผ่านเกณฑ์ จะมีการออกใบอนุญาตโรงงาน (Factory License) ซึ่งต้องต่ออายุเป็นระยะตามข้อกำหนดของแต่ละรัฐ
4.4 การขออนุญาตด้านสิ่งแวดล้อมและอุตสาหกรรม
การขออนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นขั้นตอนสำคัญเพื่อป้องกันความล่าช้าใน
การดำเนินโครงการ โดยผู้ประกอบการต้องดำเนินการขออนุญาตต่าง ๆ ตามความเหมาะสมของกิจการ เช่น การขออนุญาตจัดตั้งกิจการจากคณะกรรมการควบคุมมลพิษของรัฐ การขออนุญาตด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับโครงการขนาดใหญ่หรือมีความเสี่ยง การขอเชื่อมต่อไฟฟ้าและการอนุมัติด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัย รวมถึงการขอใบอนุญาตอุตสาหกรรมในสาขาที่มีการควบคุม
ในบางสาขา เช่น อุตสาหกรรมป้องกันประเทศหรืออวกาศ จำเป็นต้องได้รับใบอนุญาตจาก Department for Promotion of Industry and Internal Trade และหากมีกระบวนการผลิตที่ก่อให้เกิดของเสียอันตราย จะต้องได้รับอนุญาตตามกฎหมายการจัดการของเสียอันตราย
4.5 การขึ้นทะเบียนภาษีและใบอนุญาตท้องถิ่น
ผู้ประกอบการต้องดำเนินการขึ้นทะเบียนภาษีและขอใบอนุญาตที่เกี่ยวข้อง ได้แก่
การจดทะเบียนภาษีสินค้าและบริการ (Goods and Services Tax: GST)
การจดทะเบียนภาษีวิชาชีพ (Professional Tax) ในกรณีที่กฎหมายกำหนด
การจดทะเบียนตามกฎหมายสถานประกอบการ (Shops and Establishments Act)
การขอรหัสนำเข้า-ส่งออก (Import Export Code: IEC)
การขอใบอนุญาตประกอบกิจการ (Trade License) จากหน่วยงานท้องถิ่น
การขอหนังสือรับรองการก่อสร้างแล้วเสร็จ (Building Completion Certificate)
การขึ้นทะเบียนประกันสังคมแรงงาน (Employees’ State Insurance: ESI)
การขึ้นทะเบียนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Employees’ Provident Fund Organisation: EPFO)
4.6 การปฏิบัติตามกฎหมายแรงงาน
ผู้ประกอบการต้องจัดทำสัญญาจ้างงานให้แก่พนักงานทุกคน โดยกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับค่าจ้าง หน้าที่ ชั่วโมงการทำงาน ระยะเวลาทดลองงาน และเงื่อนไขการเลิกจ้างอย่างชัดเจน รวมถึงควรมีข้อกำหนดเกี่ยวกับการรักษาความลับในกรณีที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลสำคัญ
ในด้านค่าจ้าง ต้องปฏิบัติตามกฎหมายค่าจ้างขั้นต่ำซึ่งแตกต่างกันในแต่ละรัฐและอุตสาหกรรม และต้องจ่ายค่าจ้างตรงเวลา พร้อมทั้งจัดเก็บบันทึกการจ่ายเงินและการทำงานอย่างเป็นระบบ
ในส่วนของชั่วโมงการทำงาน กฎหมายกำหนดให้ทำงานวันละ 8 ชั่วโมง และหากทำงานเกิน 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ต้องจ่ายค่าล่วงเวลา รวมถึงต้องจัดให้มีวันหยุดประจำสัปดาห์ และสิทธิการลาตามกฎหมาย
4.7 ความปลอดภัยในโรงงานและการตรวจสอบ
ผู้ประกอบการต้องดำเนินการตรวจสอบด้านความปลอดภัยอย่างสม่ำเสมอ จัดให้มีอุปกรณ์ดับเพลิง ทางออกฉุกเฉิน และการฝึกอบรมด้านความปลอดภัยแก่พนักงาน
ภายใต้ Factories Act 1948 กำหนดให้ต้องจัดให้มีน้ำดื่มสะอาด สุขอนามัยที่เหมาะสม อุปกรณ์ปฐมพยาบาล และการตรวจสุขภาพพนักงาน โดยเฉพาะในงานที่มีความเสี่ยง โดยการไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดอาจส่งผลให้ถูกปรับหรือเพิกถอนใบอนุญาต
4.8 การดำเนินการหลังการจัดตั้งและการขยายกิจการ
ภายหลังการจัดตั้งกิจการ ผู้ประกอบการต้องจัดเก็บเอกสารที่เกี่ยวข้อง เช่น ทะเบียนพนักงานและค่าจ้าง เอกสารการปฏิบัติตามกฎหมาย และเอกสารประกันภัย
เมื่อกิจการมีการขยายตัว อาจพิจารณาขยายไปยังเขตเศรษฐกิจพิเศษ ปรับโครงสร้างทางกฎหมายและภาษีให้เหมาะสม รวมถึงยื่นรายงานประจำปีตามกฎหมายแรงงานและสิ่งแวดล้อมอย่างครบถ้วน
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการสามารถใช้ประโยชน์จากมาตรการส่งเสริม เช่น โครงการ Production Linked Incentive (PLI) และการจัดตั้งหน่วยวิจัยและพัฒนา เพื่อรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีและการสนับสนุนจากภาครัฐ
https://www.makeinindia.com/policy/foreign-direct-investment
https://www.mofpi.gov.in/sites/default/files/fdi-policycircular-2020-28october2020.pdf
https://neerajbhagat.com/company-registration-faqs-myths-in-india/
https://india.acclime.com/guides/foreign-company-registration-options/
https://masllp.com/section-8-company/
https://india.acclime.com/guides/foreign-company-registration-options/
https://cleartax.in/s/indian-company-registration-nris-foreign-nationals
https://cleartax.in/s/company-registration-in-delhi
https://www.ahlawatassociates.com/blog/setting-up-a-factory-in-india-a-guide-for-foreign-investors
------------------------------------------------------
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงนิวเดลี