fb
เวียดนามยกระดับห่วงโซ่มูลค่าอุตสาหกรรมประมง พัฒนาของเหลือสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง
โดย
Tran
ลงเมื่อ 24 ตุลาคม 2568 18:15
สคต. ณ นครโฮจิมินห์ (เวียดนาม) (TTC, Ho Chi Minh City (Vietnam))
54

เนื้อข่าว 

ประเทศเวียดนาม ซึ่งเป็นผู้ผลิตและผู้ส่งออกอาหารทะเลรายใหญ่ของโลกกำลังเร่งพัฒนาแนวทางในการเปลี่ยนของเหลือทิ้งจากการแปรรูปสัตว์น้ำ (seafood by-products) ให้เป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูง (value-added products) เพื่อเพิ่มความยั่งยืนและความสามารถในการทำกำไรของภาคประมง พร้อมสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

image.png

ในนครโฮจิมินห์มีหลายบริษัทที่ประสบความสำเร็จในการใช้ประโยชน์จากของเหลือเหล่านี้อย่างชัดเจน นาย Nguyen Thanh Loc กรรมการผู้จัดการบริษัทบริษัท Phuc Loc Co Ltd ในแขวง Tan Hai เปิดเผยว่า บริษัทฯ รับซื้อของเหลือจากเรือประมงและโรงงานแปรรูปประมาณ 60 ตันต่อวัน เพื่อนำมาผลิตเป็นปลาป่น ได้ปีละ 4,000–5,000 ตัน สร้างรายได้ราว 72,000–90,000 ล้านเวียดนามด่ง หรือประมาณ 3–3.9 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยหากได้รับการสนับสนุนด้านทุนและเทคโนโลยีเพิ่มเติม สามารถเพิ่มปริมาณโปรตีนให้ถึงร้อยละ 64 และลดการนำเข้าอาหารปลาได้ปีละ 140,000 ตัน ในขณะเดียวกัน นาย Dao Quoc Tuan ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท Tu Hai Co Ltd ในแขวง Phuoc Thang กล่าวว่า บริษัทเริ่มส่งออกกระดูกปลาที่ผ่านการทำความสะอาดและอบแห้ง (cleaned and dried fish bones) ไปยังประเทศญี่ปุ่นในราคากิโลกรัมละ 10 เหรียญสหรัฐ สร้างรายได้ปีละ 10,000–12,000 ล้านเวียดนามด่ง 

ในด้านอุตสาหกรรม สถาบันวิจัยประมงทะเลภาคใต้ (Southern Research Institute for Marine Fisheries) ใช้ปูหลายสายพันธุ์มาผลิตเป็นเนื้อปูอัดกระป๋องและผงไคโตซาน ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมสุขภาพและการเกษตร ราคาจำหน่ายสูงถึงกิโลกรัมละ 1,000 เหรียญสหรัฐ นอกจากการใช้งานในโรงงานอุตสาหกรรมแล้ว ของเหลือจากการประมงยังถูกเปลี่ยนเป็นของที่ระลึกสำหรับนักท่องเที่ยวอีกด้วย ร้านอาหารและโรงงานแปรรูปต่าง ๆ มี เปลือกหอยเหลือทิ้งจำนวนมากทุกคืน บริษัท Hai Lan Co Ltd ซึ่งตั้งอยู่ในแขวง Ba Ria รวบรวมและรีไซเคิลเปลือกหอยเหล่านี้เป็นของที่ระลึก งานศิลปะ และเครื่องประดับ โดยมีราคาสินค้าตั้งแต่ 40,000 ถึง 20 ล้านเวียดนามด่งต่อชิ้น ล่าสุด บริษัทฯ ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจกับบริษัท OSB Investment and Technology JSC ตัวแทนที่ได้รับอนุญาตจาก Alibaba ในเวียดนาม เพื่อจำหน่ายผลิตภัณฑ์บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซระดับโลก

ความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมและความคิดสร้างสรรค์ยังเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ เช่นนางสาว Nguyen Le Minh Chau นักเรียนจากโรงเรียนมัธยมหวุงเต่า (Vung Tau High School) ได้นำเสนอแนวคิดเวิร์คช็อปทำสินค้าจากเปลือกหอยในร้านกาแฟบรรยากาศชายหาด เข้าประกวดในการแข่งขันนวัตกรรมอาหารทะเลจังหวัดบ่าเหรี่ยะ-หวุงเต่า (Ba Ria-Vung Tau Seafood Innovation Contest) ซึ่งเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้สร้างสรรค์ของที่ระลึกจากเปลือกหอยของตัวเอง พร้อมกับเพลิดเพลินกับการดื่มกาแฟในร้านที่ตกแต่งอย่างสวยงาม

ด้านศักยภาพเชิงปริมาณและมูลค่า จากการคาดการณ์ของหน่วยงานเกษตรและสิ่งแวดล้อมระบุว่า หัวกุ้ง (shrimp heads) สามารถผลิตอาหารได้ประมาณ 490,000 ตันต่อปี ขณะที่ขณะที่เศษเนื้อและกระเพาะปลาสวาย (pangasius offcuts and stomachs) สามารถให้ผลผลิตได้อีก 100,000 ตัน และน้ำมันปลา 150,000 ตัน ส่วนเปลือกกุ้งสามารถนำไปผลิตอาหารสัตว์ได้ 146,000 ตัน ส่วนหัวปลา กระดูก และเครื่องในปลา สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบอื่น ๆ รวม 900,000 ตันต่อปี นอกจากนี้ ของเหลืออื่น ๆ เช่น เปลือกกุ้ง หนังปลา หรือถุงลมปลา ยังสามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงสำหรับอุตสาหกรรมยา เครื่องสำอาง และอุตสาหกรรมอื่น ๆ ทั้งนี้ ภายในปี 2573 คาดว่าของเหลือจากกุ้งจะมีปริมาณถึง 650,000 ตัน คิดเป็นมูลค่า 80–100 ล้านเหรียญสหรัฐ และจากปลาสวาย 3.1 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 500 ล้านเหรียญสหรัฐ

นาง Phạm Thị Na รองผู้อำนวยการกรมเกษตรและสิ่งแวดล้อมนครโฮจิมินห์ ชี้ให้เห็นว่า การแปรรูปของเหลือเหล่านี้สามารถสร้างงานนับหมื่นตำแหน่ง เพิ่มชื่อเสียงให้อาหารทะเลเวียดนาม และช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมจากขยะโรงงาน นาย Pham Quoc Huy ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยการประมงทางทะเลภาคใต้ ย้ำว่า การเปลี่ยนของเหลือให้เป็นทรัพยากรจำเป็นต้องได้รับการปฏิบัติเสมือนเป็นอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์มากกว่าการพึ่งพาการขับเคลื่อนของตลาดเพียงอย่างเดียว

นอกจากปลาป่นและน้ำมันปลาแล้ว แนวโน้มทั่วโลกยังรวมถึงการสกัดโปรตีนขนาดเล็ก (peptides) และเอนไซม์ รวมถึงการผลิตวัสดุที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ (biodegradable materials) และบรรจุภัณฑ์จากเปลือกกุ้งและหนังปลา การมีนโยบายสนับสนุนแหล่งเงินทุนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (green financing) และการร่วมมือที่เข้มแข็งระหว่างผู้ประกอบการ นักวิทยาศาสตร์ และหน่วยงานรัฐ จะเปลี่ยนของเสียจากทะเลให้เป็นทองคำแห่งท้องทะเล (blue gold) ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจทางทะเลของเวียดนาม ปกป้องมหาสมุทร และยกระดับชื่อเสียงอุตสาหกรรมอาหารทะเลสู่เวทีโลก

ปัจจุบันของเหลือจากการประมง โดยเฉพาะเปลือกกุ้ง เปลือกปู หนังปลา กระดูก และเครื่องในปลา มีประมาณหนึ่งล้านตันต่อปี โดยกว่าร้อยละ 90 อยู่ในรูปของแข็ง การจัดการที่ไม่เหมาะสมอาจก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในเขตร้อน ขณะที่มูลค่าการแปรรูปปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 275 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ซึ่งยังต่ำกว่าศักยภาพที่คาดการณ์ไว้ที่ 4,000–5,000 ล้านเหรียญสหรัฐอย่างมาก

(แหล่งที่มา https://vietnamnews.vn/ ฉบับวันที่ 20 ตุลาคม 2568)

วิเคราะห์ผลกระทบ

ตามข้อมูลของกระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมเวียดนาม ระบุว่า ของเหลือทิ้งจากการประมงมีปริมาณราวร้อยละ 0.6 ของผลผลิตสัตว์น้ำทั้งหมด หรือประมาณ 1 ล้านตันต่อปี โดยส่วนใหญ่ประกอบด้วยเปลือกกุ้ง เปลือกปู หนังปลา กระดูกปลา เครื่องในปลา และเปลือกหอย ซึ่งมากกว่าร้อยละ 90 อยู่ในรูปของแข็ง วัตถุเหล่านี้มีลักษณะเน่าเสียง่ายและย่อยสลายอย่างรวดเร็วภายใต้อุณหภูมิประมาณ 27 องศาเซลเซียส และความชื้นร้อยละ 80 หากไม่มีการจัดการอย่างเหมาะสมอาจก่อให้เกิดมลพิษทางสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในพื้นที่ชายฝั่งที่มีโรงงานแปรรูปสัตว์น้ำหนาแน่น

อย่างไรก็ตาม มูลค่าการแปรรูปของเหลือทิ้งจากการประมงของเวียดนามในปัจจุบันอยู่เพียงประมาณ 275 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ซึ่งยังต่ำกว่าศักยภาพที่ประเมินไว้ถึง 4,000–5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ปัจจัยสำคัญที่จำกัดการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้ ได้แก่ การผลิตที่กระจายตัวในระดับชุมชนหรือโรงงานขนาดเล็ก ทำให้ยากต่อการรวบรวมวัตถุดิบอย่างเป็นระบบ อีกทั้งเทคโนโลยีการเก็บรักษาและแปรรูปยังไม่ทันสมัย ส่งผลกระทบต่อคุณภาพของวัตถุดิบ ขณะเดียวกันยังขาดนโยบายส่งเสริมเฉพาะด้านและกลไกการสนับสนุนทางการเงินสำหรับการลงทุนในกระบวนการผลิตเชิงลึก เช่น การสกัดโปรตีน เปปไทด์ เอนไซม์ หรือการผลิตวัสดุชีวภาพจากเปลือกกุ้งและหนังปลา ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนสูงและความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง

ในอีกด้านหนึ่ง ภาคเอกชนเวียดนามเริ่มตระหนักถึงศักยภาพทางเศรษฐกิจจากการต่อยอดของเหลือทิ้งจากการประมงไปสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ทั้งในเชิงอุตสาหกรรมและเชิงสร้างสรรค์ ตัวอย่างเช่น การผลิตปลาป่นและน้ำมันปลาเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ การสกัดผงไคโตซานจากเปลือกกุ้งและปูเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมยาและเครื่องสำอาง รวมถึงการนำเปลือกหอยและเศษวัสดุจากสัตว์น้ำมาผลิตของที่ระลึกและเครื่องประดับ ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับทรัพยากรเหลือใช้ อีกทั้งยังสอดคล้องกับแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเศรษฐกิจภาคทะเล (Blue Economy) ที่รัฐบาลเวียดนามให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมประมงสู่ความยั่งยืน

ในเชิงการค้า ของเหลือทิ้งจากการประมงของเวียดนามเริ่มได้รับความสนใจจากตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะญี่ปุ่นและสหภาพยุโรป ซึ่งให้ความสำคัญกับสินค้าเชิงนิเวศและผลิตภัณฑ์จากการรีไซเคิลวัตถุดิบที่ได้จากของเหลือทิ้งเหล่านี้จึงมีโอกาสขยายตลาดในกลุ่มสินค้าสุขภาพและความงาม รวมถึงอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ชีวภาพ นอกจากนี้ การพัฒนาอุตสาหกรรมดังกล่าวยังช่วยเพิ่มรายได้ให้กับชุมชนประมงและ ภาคการผลิตในท้องถิ่น ตลอดจนสร้างห่วงโซ่มูลค่าเพิ่ม (Value Chain) ที่เชื่อมโยงระหว่างเกษตรกร โรงงานแปรรูป และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง

อย่างไรก็ดี การผลักดันให้อุตสาหกรรมนี้เติบโตอย่างมั่นคงยังคงเผชิญความท้าทายหลายประการ โดยเฉพาะการขาดระบบจัดเก็บและขนส่งวัตถุดิบที่มีประสิทธิภาพ ต้นทุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพที่สูง และตลาดรองรับผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น รัฐบาลเวียดนามจึงมีแนวโน้มเร่งจัดทำกรอบนโยบายสนับสนุนการลงทุนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และมาตรการจูงใจทางภาษีสำหรับกิจการแปรรูปของเหลือทิ้งจากการประมง เพื่อส่งเสริมให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทมากขึ้น พร้อมผลักดันความร่วมมือระหว่างภาครัฐ นักวิจัย และผู้ประกอบการในรูปแบบนวัตกรรมเชิงระบบ (Systemic Innovation)

โดยภาพรวม การใช้ประโยชน์จากของเหลือทิ้งจากการประมงของเวียดนามไม่เพียงสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจมหาศาล แต่ยังช่วยลดของเสียจากอุตสาหกรรมประมง บรรเทาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเสริมภาพลักษณ์ของประเทศในฐานะผู้ผลิตอาหารทะเลยั่งยืนในระดับโลก หากได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ อุตสาหกรรมนี้จะกลายเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคทะเลของเวียดนาม ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจทางทะเลแห่งชาติ 2571–2583 ที่มุ่งสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจ การอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว

นำเสนอโอกาส/แนวทาง

การพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปของเหลือทิ้งจากการประมงของเวียดนามในปัจจุบัน เป็นปัจจัยสำคัญที่อาจเปลี่ยนโครงสร้างการแข่งขันในอุตสาหกรรมอาหารทะเลของภูมิภาค โดยเฉพาะเมื่อเวียดนามเร่งยกระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและคุณภาพสินค้าเพื่อเข้าสู่ตลาดสากล ผู้ประกอบการไทยในสาขาที่เกี่ยวข้อง เช่น การผลิตปลาป่น ผงไคโตซาน น้ำมันปลา หรือผลิตภัณฑ์ชีวภาพ อาจได้รับผลกระทบจากการลดต้นทุนการผลิตและการพัฒนาเทคโนโลยีแปรรูปเชิงลึกของเวียดนาม ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่าและขีดความสามารถทางการแข่งขันของสินค้าในตลาดโลก

ในบริบทดังกล่าว ผู้ประกอบการไทยควรให้ความสำคัญกับการยกระดับประสิทธิภาพการผลิต และการต่อยอดทรัพยากรเหลือใช้จากการประมงไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง อาทิ โปรตีนสกัด เปปไทด์ เอนไซม์ หรือวัสดุชีวภาพ เพื่อสร้างความแตกต่างด้านคุณภาพและมูลค่า นอกจากนี้ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรม สถาบันการศึกษา และองค์กรวิจัย จะช่วยสนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนานวัตกรรมเชิงพาณิชย์อย่างยั่งยืน การรักษามาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยอาหารยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาความเชื่อมั่นของตลาดโลก

ในอีกด้านหนึ่ง การขยายตัวของอุตสาหกรรมแปรรูปของเหลือทิ้งจากการประมงในเวียดนามเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่มูลค่าเพิ่มผ่านการร่วมลงทุน การให้บริการด้านเทคโนโลยี หรือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์และระบบจัดเก็บวัตถุดิบ ทั้งนี้ ตลาดผลิตภัณฑ์จากของเหลือประมง เช่น สินค้าเพื่อสุขภาพ เครื่องสำอาง และบรรจุภัณฑ์ชีวภาพ ยังอยู่ในช่วงขยายตัวและมีศักยภาพสูงในระดับภูมิภาค ผู้ประกอบการที่สามารถพัฒนาเทคโนโลยีการแปรรูปเชิงนิเวศและสร้างตราสินค้าร่วมกับพันธมิตรในเวียดนาม จะมีโอกาสสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในตลาดอาเซียน และเสริมความยั่งยืนให้กับธุรกิจในระยะยาว

News 20 - 24 October - Turning seafood by-products-Edit.pdf
Share :
Instagram