
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลอินเดียได้เปิดตัวโครงการ Technology Development and Investment Promotion (TDIP) ฉบับปรับปรุงใหม่ วงเงิน 23.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับช่วงปี 2569–2574 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับบทบาทของอินเดียในการกำหนดมาตรฐานโทรคมนาคมระดับโลก เสริมสร้างนวัตกรรมภายในประเทศ และเร่งรัดการพัฒนาเทคโนโลยีสื่อสารยุคถัดไป เช่น 6G โดยอินเดียกำลังเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดให้บริการ 6G โดยได้ขยายระยะเวลาการใช้งานย่านความถี่ 600 MHz ซึ่งถือเป็นคลื่นความถี่สำคัญสำหรับการพัฒนาอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงยุคใหม่ ทั้งนี้ Telecom Regulatory Authority of India (TRAI) โดยประธาน นาย Anil Kumar Lahoti ได้ยืนยันถึงความพร้อมดังกล่าว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมและพัฒนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ประกาศแนวทางโครงการฉบับปรับปรุง โดยมุ่งวางตำแหน่งให้อินเดียก้าวจาก “ผู้มีส่วนร่วมทางเทคโนโลยี” ไปสู่ “ผู้กำหนดมาตรฐานระดับโลก” โครงการ TDIP ถูกออกแบบให้เป็นกรอบการสนับสนุนแบบครบวงจร โดยจะสนับสนุนภาคส่วนต่าง ๆ ของอินเดียให้มีส่วนร่วมในเวทีมาตรฐานโทรคมนาคมระหว่างประเทศ เช่น International Telecommunication Union (ITU), 3rd Generation Partnership Project (3GPP) และ oneM2M ทั้งนี้ การสนับสนุนทางการเงินครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมประชุมระดับโลก การจัดทำข้อเสนอเชิงเทคนิค การดำรงตำแหน่งผู้นำในคณะทำงาน และการเป็นเจ้าภาพจัดงานมาตรฐานสากลในอินเดีย โดยมีเป้าหมายเพื่อให้อินเดียมีบทบาทในการกำหนดทิศทางของระบบสื่อสารแห่งอนาคต ทั้ง 5G Advanced และ 6G ผ่านการเชื่อมโยงนวัตกรรมภายในประเทศกับกรอบมาตรฐานสากล
กระทรวงคมนาคมเสริมว่า โครงการดังกล่าวจะช่วยให้อินเดียสามารถมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องในเวทีระดับโลกและสามารถส่งเสริมให้เทคโนโลยีของประเทศได้รับการยอมรับในมาตรฐานสากล พร้อมทั้งเพิ่มศักยภาพในการสร้างทรัพย์สินทางปัญญาและการส่งออก นอกจากนี้ แนวทางใหม่ยังขยายขอบเขตให้ครอบคลุมสตาร์ทอัพ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (MSMEs) สถาบันการศึกษา สถาบันวิจัย ผู้ให้บริการโทรคมนาคม และภาคอุตสาหกรรม ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นนวัตกรรมร่วมตลอดห่วงโซ่มูลค่าโทรคมนาคม นอกจากนี้ โครงการยังครอบคลุมการสนับสนุนโครงการนำร่อง การพัฒนา proof-of-concept และการสาธิตเทคโนโลยี เพื่อเชื่อมโยงช่องว่างระหว่างงานวิจัยและการนำไปใช้เชิงพาณิชย์ โดยมีหน่วยงานหลัก ได้แก่ Telecommunications Standards Development Society India และ Telecom Centres of Excellence India อนึ่ง โครงการ TDIP จะทำงานควบคู่กับนโยบายสำคัญอื่น เช่น Telecom Technology Development Fund และ Bharat 6G Mission เพื่อผลักดันระบบนิเวศโทรคมนาคมของอินเดียให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับโลก
ข้อมูลเพิ่มเติม
1. Global System for Mobile Communications Association (GSMA) ได้ให้ความเห็นว่า แผนการผลักดัน 6G ของอินเดียยังไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของตลาดโทรคมนาคมในปัจจุบัน เนื่องจาก 5G ยังไม่ได้ถูกใช้งานอย่างเต็มศักยภาพ อินเดียอาจยังไม่สามารถ “ข้ามขั้น” ไปสู่ระบบ 6G ได้ หากยังไม่สามารถดึงศักยภาพและใช้ประโยชน์จาก 5G ออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่เสียก่อน (สถานีกระจายสัญญาณประมาณ 500,000 แห่ง และเป็นสมาชิก 5G กว่า 400 ล้าน (ข้อมูลเดือนม.ค. 69) โดยเฉพาะในภาคธุรกิจที่ยังอยู่ระหว่างการค้นหาแนวทางการประโยชน์สูงสุดเชิงพาณิชย์ อนึ่ง ปัญหาสำหรับภาคธุรกิจคือ ยังมีช่องว่างด้านการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ผ่านมือถือ โดยประชากรราวร้อยละ 47 ยังไม่สามารถเข้าถึงบริการดังกล่าวได้ (Mobile Broadband) นับเป็นฐานประชากรประมาณ 600–650 ล้านคนที่ยังอยู่นอกระบบดิจิทัล ซึ่งเป็นข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่สำคัญ และส่งผลต่อประสิทธิผลของนโยบายด้านดิจิทัล
2. ในเชิงแนวโน้มตลาด GSMA คาดว่าการเติบโตของภาคโทรคมนาคมในอนาคตจะขับเคลื่อนโดยภาคธุรกิจ เช่น อุตสาหกรรมการผลิต โลจิสติกส์ และสาธารณสุข มากกว่าการเติบโตจากผู้บริโภคเพียงอย่างเดียว พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน API เพื่อยกระดับเครือข่ายให้เป็น “แพลตฟอร์มขีดความสามารถ (capability platform)” ในด้านกฎระเบียบ บริษัทให้ข้อมูลเสริมว่า ภาระในการจัดการปัญหาสแปมควรถูกกระจายอย่างเท่าเทียม พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตถึงความไม่สมดุลด้านกฎเกณฑ์ระหว่างผู้ให้บริการโทรคมนาคมและแพลตฟอร์ม OTT เช่น WhatsApp และ Telegram ซึ่งอยู่ภายใต้กรอบกำกับดูแลที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม การสร้างความเชื่อมั่นในระบบดิจิทัลอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องจัดการวงจรการฉ้อโกง (fraud lifecycle) อย่างครบวงจร มิใช่เพียงดำเนินเป็นมาตรการเฉพาะจุดเท่านั้น
ผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและเศรษฐกิจ
1. อินเดียเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม (5G/6G) ส่งผลให้ความต้องการอุปกรณ์โทรคมนาคมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งเปิดโอกาสให้ไทยสามารถขยายการส่งออกสินค้าในกลุ่มดังกล่าวไปยังตลาดอินเดียได้ นอกจากนี้ การเติบโตของภาคโทรคมนาคมยังมีผลเชื่อมโยงเชิงบวกต่อความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ IoT ในอินเดีย ซึ่งไทยสามารถใช้ประโยชน์จากแนวโน้มดังกล่าวเพื่อเสริมสร้างการมีส่วนร่วมในห่วงโซ่มูลค่าและขยายโอกาสทางการค้าในระยะต่อไป
2. โครงการ TDIP มีงบประมาณค่อนข้างจำกัด (ประมาณ 23.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) สะท้อนถึงวัตถุประสงค์ที่มุ่งเน้นด้านการกำหนดมาตรฐานมากกว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยเมื่อเปรียบเทียบกับโครงการ IndiaAI Mission ซึ่งมีวงเงินสูงถึง 1.14 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ พบว่า TDIP คิดเป็นเพียงประมาณร้อยละ 2 เท่านั้น ทั้งนี้ เป้าหมายหลักของโครงการคือการสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญของอินเดียให้เข้ามีบทบาทในเวทีมาตรฐานสากล มิใช่การจัดซื้อจัดจ้างอุปกรณ์โดยตรง ดังนั้น จึงไม่ควรตีความว่าโครงการดังกล่าวจะก่อให้เกิดอุปสงค์ต่อสินค้าส่งออกของไทยในระยะสั้น
3. นโยบาย PLI Scheme และ Aatmanirbhar Bharat: อินเดียส่งเสริมการผลิตในประเทศอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะในภาคอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม ทำให้การส่งออกสินค้าสำเร็จรูปโดยตรงจากไทย อาจเผชิญอุปสรรคด้านภาษีและมาตรการกีดกันที่มิใช่ภาษี
ข้อคิดเห็น
1. ยุทธศาสตร์ 6G ของอินเดียในครั้งนี้มีมิติที่ต้องพิจารณาให้ลึกและรอบคอบ ด้วยโครงการ TDIP มีวงเงินประมาณ 23.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (2,030 ล้านรูปี) มีวัตถุประสงค์หลักในการส่งผู้เชี่ยวชาญเข้าร่วมเวทีกำหนดมาตรฐานโทรคมนาคมระดับโลก มิใช่แผนการจัดซื้ออุปกรณ์ขนาดใหญ่แต่อย่างใด อย่างไรก็ดี เป้าหมายที่อินเดียตั้งไว้ที่ผู้ใช้บริการ 5G จำนวน 1,000 ล้านราย ภายในปี 2574 และรายได้ตลาดบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รวมมูลค่า 43,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573 ส่งสัญญาณได้ว่าอุปสงค์สำหรับระบบนิเวศที่รองรับ 5G ในภาคธุรกิจยังอยู่ในช่วงขาขึ้น ประกอบกับการชี้ให้เห็นช่องว่างของการประยุกต์ใช้ 5G ให้เกิดประโยชน์สูงสุดเชิงองค์กร จะสะท้อนถึงโอกาสเชิงพาณิชย์ที่ยังเปิดกว้างมากกว่าข้อจำกัด ทั้งตลาดอุปกรณ์อินเทอร์เน็ต การประมวลผลปลายทาง และระบบ Network API
2. สำหรับประเทศไทย กลยุทธ์ที่มีน้ำหนักและมีเหตุผลรองรับ มิใช่การส่งออกอุปกรณ์ 5G หรือ 6G โดยตรง เนื่องจากมาตรการส่งเสริมการผลิตภายในประเทศของอินเดีย (PLI Scheme) ยังคงเป็นอุปสรรคเชิงนโยบายที่ชัดเจน หากแต่เป็นการวางตำแหน่งประเทศไทยในฐานะผู้จัดหาชิ้นส่วนที่น่าเชื่อถือและเป็นทางเลือกนอกเหนือจากจีน ในห่วงโซ่คุณค่าด้านอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ ทั้งนี้ ไทยมีศักยภาพในการเป็นฐานการผลิตและส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และส่วนประกอบโทรคมนาคมระดับกลาง เช่น แผงวงจรพิมพ์ (PCB/PCBA) และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งยังเป็นสินค้าที่อินเดียต้องพึ่งพาการนำเข้าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมดิจิทัล อาทิ Smart Manufacturing และ IoT สำหรับภาคธุรกิจ ภายใต้บริบทที่อินเดียเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน 5G และต่อยอดสู่ 6G ทั้งนี้ ในระยะกลางอินเดียยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าชิ้นส่วนและเทคโนโลยีในห่วงโซ่อุปทานส่วนปลายน้ำ ส่งผลให้ไทยมีโอกาสเข้าไปมีบทบาทเป็นพันธมิตรทางอุตสาหกรรมในห่วงโซ่อุปทานดังกล่าวได้ อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการแข่งขันจะขึ้นอยู่กับต้นทุน มาตรฐานเทคโนโลยี และความต่อเนื่องของนโยบายอุตสาหกรรมของทั้งสองประเทศเป็นสำคัญ
ที่มา: 1. https://www.india.com/business/6g-network-india-soon-modi-govt-rolls-out-revised-scheme-boost-6g-indigenous-telecom-innovation-technology-development-and-investment-promotion-tdip-8390099/
2.https://www.cnbctv18.com/technology/telecom/india-plans-6g-but-5g-is-still-not-fully-used-by-people-and-businesses-says-gsma-apac-head-ws-l-19892661.htm