
ตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป ประเทศเยอรมนีและประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปจะเริ่มบังคับใช้กฎระเบียบ Regulation (EU) 2025/40: Packaging and Packaging Waste Regulation (PPWR) หรือระเบียบว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และขยะบรรจุภัณฑ์ของสหภาพยุโรป ซึ่งถือเป็นการปฏิรูประบบกฎหมายด้านบรรจุภัณฑ์ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปี โดยระเบียบดังกล่าวมีผลใช้บังคับโดยตรงกับทุกประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป และเข้ามาแทนที่แนวทางเดิมที่อาศัยการบังคับใช้ผ่านกฎหมายของแต่ละประเทศ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ค้าปลีก ผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซ และผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์แทบทุกอุตสาหกรรม โดยเป้าหมายหลักของข้อกำหนด PPWR สหภาพยุโรปกำหนดขึ้นเพื่อลดปริมาณขยะบรรจุภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สาระสำคัญของกฎระเบียบ PPWR
กฎระเบียบ Regulation (EU) 2025/40: Packaging and Packaging Waste Regulation (PPWR) หรือระเบียบว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และขยะบรรจุภัณฑ์ของสหภาพยุโรป มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้การใช้บรรจุภัณฑ์มีความยั่งยืน ลดของเสีย และสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
การออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้สามารถรีไซเคิลได้ตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต (Design for Recycle) ผู้ผลิตจะต้องพิสูจน์ว่าบรรจุภัณฑ์ของตนสามารถเข้าสู่ระบบรีไซเคิลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และปรับมาใช้วัสดุชนิดเดียว (Mono-material) โดยต้องจัดทำเอกสารทางเทคนิค (Technical Document) พร้อมการประเมินความสอดคล้อง (Conformity Assessment)
การจำกัดสารเคมีอันตรายในบรรจุภัณฑ์ (PFAS & Heavy Metals) บรรจุภัณฑ์ที่วางจำหน่ายกำหนดให้ต้องมีปริมาณสารเคมีอันตราย และโลหะหนักไม่เกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด เช่น PFAS ในบรรจุภัณฑ์อาหาร
สัดส่วนวัสดุรีไซเคิล (Recycle Content) กำหนดสัดส่วนขั้นต่ำของพลาสติกรีไซเคิลในบรรจุภัณฑ์พลาสติกบางประเภท โดยบรรจุภัณฑ์ต้องมีส่วนผสมของวัสดุรีไซเคิลจากขยะพลาสติกตามสัดส่วนที่กำหนดในแต่ละประเภท
ลดบรรจุภัณฑ์ และจำกัดพื้นที่ว่างในบรรจุภัณฑ์สำหรับการขนส่ง (Reducing Overpacking) เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและลดปริมาณขยะส่วนเกิน บรรจุภัณฑ์ต้องออกแบบให้มีน้ำหนักและปริมาตรน้อยที่สุดเท่าที่จำเป็นต่อการใช้งานจริง รวมทั้งการควบคุมพื้นที่ว่าง (Empty Space) ภายในบรรจุภัณฑ์เพื่อป้องกันการใช้กล่องหรือหีบห่อที่ใหญ่เกินความจำเป็น เช่น บรรจุภัณฑ์สำหรับการสั่งสินค้าออนไลน์กำหนดให้มีพื้นที่ว่างได้ไม่เกินร้อยละ 40
มาตรฐานการติดฉลากรูปแบบใหม่ (Harmonised Labelling) บรรจุภัณฑ์ต้องติดฉลากระบุข้อมูลเกี่ยวกับส่วนประกอบขอวัสดุเพื่อให้ผู้บริโภคแยกขยะได้ถูกต้องตามมาตรฐานเดียวกันทั่วสหภาพยุโรป
ความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต ERP ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศเข้าสู่ตลาด EU จะต้องปฎิบัติตามข้อกำหนดความรับผิดชอบส่วนเพิ่มของผู้ผลิต
การบังคับใช้กฎระเบียบ PPWR ในเยอรมนี
สำหรับเยอรมนี รัฐบาลกลางได้ประกาศกฎหมายว่าด้วยการบังคับใช้กฎหมายบรรจุภัณฑ์ ฉบับใหม่ Verpackungsrecht-Durchführungsgesetz (VerpackDG)
เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 เพื่อปรับระบบกฎหมายภายในประเทศให้สอดคล้องกับกฎระเบียบ PPWR ของสหภาพยุโรป และยกเลิกกฎหมาย Verpackungsgesetz (VerpackG) เดิมในหลายส่วน มีผลครอบคลุมบรรจุภัณฑ์ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นบรรจุภัณฑ์อาหาร เครื่องดื่ม เครื่องสำอาง สินค้าอุตสาหกรรม พัสดุอีคอมเมิร์ซ รวมถึงบรรจุภัณฑ์ที่ใช้เพื่อการขนส่งสินค้า
แม้กฎระเบียบ PPWR จะเป็นกฎหมายของสหภาพยุโรปที่มีผลบังคับใช้โดยตรง แต่รัฐบาลเยอรมนีจำเป็นต้องออกกฎหมายระดับประเทศเพื่อกำหนดรายละเอียดด้านการบังคับใช้ หน่วยงานกำกับดูแล และบทลงโทษ มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยกฎหมายฉบับใหม่กำหนดให้
ระบบความรับผิดชอบของผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility: EPR) มีความเข้มงวดมากขึ้น ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าสินค้าเข้าสู่ตลาด EU จะต้องปฎิบัติตามข้อกำหนด
ความรับผิดชอบส่วนเพิ่มของผู้ผลิต
ผู้ผลิตต้องจัดทำเอกสารการรับรองความสอดคล้องของบรรจุภัณฑ์
มีการเชื่อมโยงข้อมูลกับระบบทะเบียนผู้ผลิตของสหภาพยุโรป
ค่าธรรมเนียม EPR จะสะท้อนความสามารถในการรีไซเคิลของบรรจุภัณฑ์ (Eco-modulation) กล่าวคือ บรรจุภัณฑ์ที่รีไซเคิลง่ายจะมีต้นทุนต่ำกว่า ขณะที่บรรจุภัณฑ์ที่รีไซเคิลยาก
จะมีค่าธรรมเนียมสูงขึ้น
ภาคธุรกิจเยอรมนีเร่งปรับตัวรับกฎระเบียบใหม่
ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา บริษัทจำนวนมากในเยอรมนีได้เร่งดำเนินการเพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายใหม่ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม เครื่องสำอาง ค้าปลีก และอีคอมเมิร์ซ หลายองค์กรได้จัดตั้งทีมงานเฉพาะด้าน PPWR เพื่อทบทวนบรรจุภัณฑ์ทุกชนิด ตั้งแต่การเลือกวัสดุ การออกแบบ การจัดซื้อ ไปจนถึงระบบการจัดเก็บข้อมูลและเอกสาร
ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์เริ่มพัฒนาวัสดุชนิดใหม่ที่สามารถรีไซเคิลได้ง่ายขึ้น ขณะที่ผู้ค้าปลีกขนาดใหญ่หลายแห่งเริ่มลดการใช้พลาสติกหลายชั้น เปลี่ยนเป็นวัสดุชนิดเดียว (Mono-material)
และลดขนาดกล่องบรรจุสินค้าเพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดเรื่องการลดพื้นที่ว่างในบรรจุภัณฑ์ ในภาคอีคอมเมิร์ซ ผู้ประกอบการต้องปรับระบบการบรรจุสินค้าใหม่ทั้งหมด เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้ลดวัสดุกันกระแทกและลดการใช้บรรจุภัณฑ์เกินความจำเป็น
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าบริษัทขนาดใหญ่จะสามารถลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาได้ แต่สำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) การปฏิบัติตาม PPWR ถือเป็นความท้าทายอย่างมาก ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเกิดจากหลายปัจจัย อาทิ การเปลี่ยนวัสดุบรรจุภัณฑ์ การออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ การทดสอบความสามารถในการรีไซเคิล การจัดทำเอกสารทางเทคนิค การปรับระบบฐานข้อมูลและระบบติดตามข้อมูล และการฝึกอบรมบุคลากร หอการค้าและอุตสาหกรรมเยอรมนี (IHK) ระบุว่า ผู้ประกอบการจำนวนมากยังอยู่ระหว่างการตีความข้อกำหนดบางประเด็น เนื่องจากยังต้องรอรายละเอียดทางเทคนิคและมาตรฐานจากคณะกรรมาธิการยุโรปเพิ่มเติม
แม้กฎหมายจะเพิ่มภาระด้านการปฏิบัติตามข้อกำหนด แต่ก็เปิดโอกาสให้ธุรกิจอุตสาหกรรมรีไซเคิลในเยอรมนีได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างมาก ความต้องการเม็ดพลาสติกรีไซเคิล (Recycled Plastics) มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่บริษัทด้านเทคโนโลยีดิจิทัลได้พัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับการจัดการข้อมูล PPWR การจัดทำเอกสาร และการติดตามวงจรชีวิตของบรรจุภัณฑ์ ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายมองว่า บริษัทที่สามารถปรับตัวได้รวดเร็วจะมีความได้เปรียบในการแข่งขัน เนื่องจากมาตรฐานเดียวกันของสหภาพยุโรปช่วยลดอุปสรรคทางการค้า และเอื้อให้สินค้าสามารถจำหน่ายได้ทั่วตลาดยุโรปโดยไม่ต้องปรับข้อกำหนดเฉพาะของแต่ละประเทศ
แนวโน้มบรรจุภัณฑ์และขยะบรรจุภัณฑ์ในอนาคต
ในอนาคตมีการกำหนดเป้าหมายเพิ่มอัตราการรีไซเคิลและการใช้วัสดุรีไซเคิลอย่างต่อเนื่องจนถึงปี 2573 และปี 2583 กฎระเบียบ PPWR ถือเป็นก้าวสำคัญของนโยบายสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรป และเป็นส่วนหนึ่งของ European Green Deal ที่มุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างยั่งยืน สำหรับเยอรมนี การบังคับใช้กฎหมาย VerpackDG ร่วมกับ PPWR จะทำให้มาตรฐานด้านบรรจุภัณฑ์มีความเข้มงวดมากขึ้น ทั้งในด้านการออกแบบ การผลิต การจำหน่าย และการจัดการหลังการใช้งาน แม้ว่าผู้ประกอบการจำนวนมากจะต้องเผชิญกับต้นทุนและภาระด้านการปฏิบัติตามกฎหมายในช่วงเริ่มต้น แต่ในระยะยาว การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่สามารถรีไซเคิลได้ ใช้วัสดุอย่างคุ้มค่า และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จะกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมเยอรมนีในตลาดยุโรป และตลาดโลก
ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะของ สคต.
การบังคับใช้ Packaging and Packaging Waste Regulation (PPWR) ไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะผู้ผลิตในยุโรปเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกสินค้าไปยังเยอรมนีหรือประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปด้วย เนื่องจากสินค้าที่วางจำหน่ายในตลาดยุโรปจะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านบรรจุภัณฑ์เช่นเดียวกัน โดยข้อกำหนดหลายประการเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่
12 สิงหาคม 2569 และจะทยอยเพิ่มความเข้มงวดในช่วงปี 2573–2583 ผู้ประกอบการไทยควรติดตามข้อมูลกับคู่ค้า ผู้นำเข้า และตัวแทนจำหน่ายอย่างใกล้ชิด พร้อมปรับการออกแบบ
บรรจุภัณฑ์ให้เป็นไปตามกฎระเบียบใหม่ และรองรับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่จะเข้มงวดขึ้นในอนาคต เพื่อลดการกีดกันทางการค้าในตลาดเยอรมนีและสหภาพยุโรป
แม้กฎหมาย PPWR อาจจะเพิ่มต้นทุนและภาระในการปฏิบัติตามข้อกำหนด แต่ก็เป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยยกระดับมาตรฐานบรรจุภัณฑ์ให้สอดคล้องกับแนวโน้มมาตรการการค้าระหว่างประเทศ ผู้ส่งออกที่สามารถพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้รีไซเคิลได้ ใช้วัสดุอย่างมีประสิทธิภาพ และจัดเตรียมข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมได้ครบถ้วน จะมีความได้เปรียบในการแข่งขัน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้นำเข้าและผู้บริโภคในเยอรมนีและสหภาพยุโรปในระยะยาว
---------------------------------------------------------------
ที่มา
IHK Köln. Die neue europäische Verpackungsverordnung (PPWR).
Bundesgesetzblatt. Verpackungsrecht-Durchführungsgesetz (VerpackDG), 2026.
Verpackungsgesetz.com
Lebensmittel Zeitung
European Union. Regulation (EU) 2025/40 on Packaging and Packaging Waste (PPWR).
Bundesministerium für Umwelt, Klimaschutz, Naturschutz und nukleare Sicherheit
Photo by Compagnons on Unsplash