fb
เวียดนามขับเคลื่อนโครงการนำร่องเขตการผลิตสินค้าเกษตรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เกษตรยั่งยืน

เวียดนามขับเคลื่อนโครงการนำร่องเขตการผลิตสินค้าเกษตรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เกษตรยั่งยืน

โดย
Tran
ลงเมื่อ 03 กรกฎาคม 2569 19:07
สคต. ณ นครโฮจิมินห์ (เวียดนาม) (TTC, Ho Chi Minh City (Vietnam))
1

เนื้อข่าว 

เวียดนามเดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนาเขตการผลิตสินค้าเกษตรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ (Low-Emission Agricultural Production Zones) ควบคู่กับการพัฒนาระบบการตรวจวัดก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas Measurement System) ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ เพื่อยกระดับภาคการเกษตรสู่การเป็นเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Agriculture) ที่มีความยั่งยืน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และรองรับข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมของตลาดการค้าระหว่างประเทศ

image.png

โดยการดำเนินงานดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการระดับชาติว่าด้วยการพัฒนาการผลิตพืชที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ ระยะปี 2568–2578 และวิสัยทัศน์ถึงปี 2593 (National Project on Low-Emission Crop Production for 2025–2035 with a Vision to 2050) ซึ่งรัฐบาลเวียดนามอยู่ระหว่างเร่งผลักดันการดำเนินงานในทุกพื้นที่ผ่านคณะกรรมการประชาชน (People’s Committee) ระดับจังหวัดและนครในฐานะหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนโครงการสู่การปฏิบัติในระดับท้องถิ่น ทั้งนี้ นาง Nguyen Thi Thu Huongรองอธิบดีกรมการผลิตพืชและการอารักขาพืช (Department of Crop Production and Plant Protection) กระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีจังหวัดและนครจำนวน 22 แห่ง ได้ประกาศใช้ แผนปฏิบัติการระดับจังหวัด (Provincial Action Plan) เพื่อรองรับการดำเนินโครงการดังกล่าวแล้ว

ในระยะเริ่มต้น หลายพื้นที่ได้ดำเนินโครงการนำร่อง (Pilot Models) เพื่อทดสอบรูปแบบการผลิตที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ อาทิ จังหวัดกว๋างจิ (Quang Tri Province) ซึ่งได้ขยายพื้นที่ปลูกข้าวแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำมากกว่า 6,000 เฮกตาร์ ครอบคลุม 13 ตำบล (Commune) ขณะที่นครเว้ (Hue City) ได้พัฒนาแปลงสาธิตการปลูกข้าวบนพื้นที่ 20 เฮกตาร์ โดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการเพาะปลูกสมัยใหม่ การบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และการจัดการฟางข้าวหลังการเก็บเกี่ยว เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิต นอกจากนี้ องค์การระหว่างประเทศและภาคเอกชนจำนวนมากได้แสดงความประสงค์เข้าร่วมโครงการนำร่องดังกล่าว พร้อมกันนี้ กระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมยังอยู่ระหว่างการพัฒนา ระบบการตรวจวัด การรายงาน และการทวนสอบ (Measurement, Reporting and Verification: MRV) เพื่อใช้ติดตาม ประเมินผล และรับรองผลการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล

ภายในปี 2573 เวียดนามตั้งเป้าหมายจัดตั้งเขตการผลิตสินค้าเกษตรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำให้สอดคล้องกับพืชเศรษฐกิจหลักและระบบนิเวศในแต่ละภูมิภาค โดยให้ความสำคัญกับการผลิตข้าว กาแฟ ผลไม้ และข้าวโพดเป็นลำดับแรก สำหรับการผลิตข้าวจะมุ่งส่งเสริม ระบบการให้น้ำแบบเปียกสลับแห้ง (Alternate Wetting and Drying: AWD) การปรับปรุงการจัดการฟางข้าว การลดอัตราการใช้เมล็ดพันธุ์ การใช้ปุ๋ยอย่างเหมาะสม และการเพิ่มระดับการใช้เครื่องจักรกลการเกษตร ซึ่งจะเชื่อมโยงกับโครงการพัฒนาพื้นที่ปลูกข้าวคุณภาพสูง ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ จำนวน 1 ล้านเฮกตาร์ในเขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง (One Million Hectares of High-Quality, Low-Emission Rice Programme in the Mekong Delta) ขณะที่พื้นที่เพาะปลูกกาแฟ โดยเฉพาะในเขตที่ราบสูงตอนกลาง (Central Highlands) และจังหวัดเซินลา (Son La Province) จะส่งเสริมการเกษตรแบบหมุนเวียน (Circular Agriculture) การใช้ระบบชลประทานประหยัดน้ำ การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ การนำวัสดุพลอยได้จากการผลิตกลับมาใช้ประโยชน์ (By-product Recycling) และการฟื้นฟูคุณภาพดิน ควบคู่กับการพัฒนาระบบการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability System) และการส่งเสริมการส่งออกอย่างยั่งยืน ส่วนการผลิตผลไม้ ได้แก่ ทุเรียน แก้วมังกร ส้มโอ เสาวรส และมะม่วง จะมุ่งเน้นการบริหารจัดการน้ำและการจัดการของเสียทางการเกษตร เพื่อให้สามารถปฏิบัติตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม (Green Standards) ที่ประเทศผู้นำเข้ากำหนดอย่างเข้มงวดมากขึ้น

นอกจากการพัฒนารูปแบบการผลิตแล้ว กระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมยังให้ความสำคัญกับการจัดทำกรอบระบบการตรวจวัด การรายงาน และการทวนสอบ (Measurement, Reporting and Verification Framework: MRV Framework) ที่มีมาตรฐานเดียวกันตั้งแต่ระดับส่วนกลางจนถึงระดับท้องถิ่น โดยจะเริ่มใช้กับภาคการผลิตข้าวและกาแฟก่อน แล้วจึงขยายผลไปยังพืชเศรษฐกิจชนิดอื่น ทั้งนี้ ภาคการเกษตรของเวียดนามตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคการผลิตพืชไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 ภายในปี 2578 เมื่อเทียบกับระดับการปล่อยในปี 2563 พร้อมทั้งพัฒนาเครื่องหมายรับรองการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ (Low Emission Label) สำหรับสินค้าเกษตรของประเทศ และดำเนินโครงการนำร่องอย่างน้อย 15 รูปแบบ ที่สามารถสร้างคาร์บอนเครดิต (Carbon Credits) ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานสากล

นาย Hoang Trung รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า เป้าหมายสูงสุดของโครงการดังกล่าว คือ การพัฒนาภาคการผลิตพืชของเวียดนามให้มีความยั่งยืน มีความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มรายได้แก่เกษตรกร และยกระดับภาพลักษณ์รวมทั้งความน่าเชื่อถือของสินค้าเกษตรเวียดนามในตลาดโลก โดยเน้นย้ำว่าการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้จำเป็นต้องปรับแนวคิดจากการมุ่งเน้นปริมาณผลผลิตไปสู่การให้ความสำคัญกับคุณภาพ ประสิทธิภาพ การสร้างมูลค่าเพิ่ม และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ กระทรวงจะทำหน้าที่กำหนดนโยบาย สนับสนุนองค์ความรู้และมาตรการทางวิชาการ ส่วนคณะกรรมการประชาชนระดับจังหวัดจะเป็นหน่วยงานหลักในการบริหารจัดการการดำเนินงาน ระดมทรัพยากร และพัฒนารูปแบบเขตการผลิตสินค้าเกษตรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำในระดับขนาดใหญ่ เพื่อให้สามารถขยายผลและประยุกต์ใช้ได้ทั่วประเทศอย่างเป็นรูปธรรมในระยะยาว

 (แหล่งที่มา https://vietnamnews.vn/ฉบับวันที่ 29 มิถุนายน 2569)

วิเคราะห์ผลกระทบ

ในบริบทที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตรทั่วโลกอย่างรุนแรง ประกอบกับประเทศคู่ค้าหลายแห่งได้ยกระดับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม ความยั่งยืน และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นเงื่อนไขสำคัญทางการค้า เวียดนามจึงเร่งปรับโครงสร้างภาคการเกษตรจากรูปแบบที่มุ่งเน้นการเพิ่มปริมาณผลผลิตไปสู่การให้ความสำคัญกับคุณภาพ ประสิทธิภาพการผลิต การสร้างมูลค่าเพิ่ม และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม โดยกำหนดให้การพัฒนาเขตการผลิตสินค้าเกษตรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ (Low-Emission Agricultural Production Zones) เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของการยกระดับภาคเกษตรสู่การเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Agriculture) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรเวียดนาม รองรับการเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศ และสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Economy) และการเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศ

เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายดังกล่าว กระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมได้ดำเนินโครงการระดับชาติว่าด้วยการพัฒนาการผลิตพืชที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ ระยะปี 2568–2578 และวิสัยทัศน์ถึงปี 2593 (National Project on Low-Emission Crop Production for 2025–2035 with a Vision to 2050) โดยกำหนดแนวทางพัฒนาเขตการผลิตที่สอดคล้องกับศักยภาพของแต่ละภูมิภาคและพืชเศรษฐกิจหลัก พร้อมผลักดันการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ การจัดทำ ระบบการตรวจวัด การรายงาน และการทวนสอบ (Measurement, Reporting and Verification: MRV) และระบบการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability System) เพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตให้เป็นไปตามข้อกำหนดสากล ทั้งนี้ รัฐบาลเวียดนามได้มอบหมายให้ คณะกรรมการประชาชน (People’s Committee) ระดับจังหวัดและนครเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติ โดยปัจจุบันมีจังหวัดและนครจำนวน 22 แห่งประกาศใช้แผนปฏิบัติการระดับจังหวัด (Provincial Action Plan) และเริ่มดำเนินโครงการนำร่องในหลายพื้นที่ ควบคู่กับการพัฒนาระบบมาตรฐานเพื่อรองรับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการผลิตพืชอย่างเป็นรูปธรรม

แผนการดำเนินงานดังกล่าวมุ่งเน้นการพัฒนาเขตการผลิตสำหรับพืชเศรษฐกิจและสินค้าเกษตรส่งออกที่มีศักยภาพสูง ได้แก่ ข้าว กาแฟ ผลไม้ และข้าวโพด ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจและรายได้จากการส่งออกของประเทศ โดยภาคการผลิตข้าวจะเร่งขยายการใช้ ระบบการให้น้ำแบบเปียกสลับแห้ง (Alternate Wetting and Drying: AWD) การบริหารจัดการฟางข้าว การลดอัตราการใช้เมล็ดพันธุ์ การใช้ปุ๋ยอย่างเหมาะสม และการเพิ่มการใช้เครื่องจักรกลการเกษตร ซึ่งเชื่อมโยงกับโครงการพัฒนาพื้นที่ปลูกข้าวคุณภาพสูงและปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำจำนวน 1 ล้านเฮกตาร์ในเขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ขณะที่การผลิตกาแฟจะส่งเสริมการเกษตรแบบหมุนเวียน (Circular Agriculture) การใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ การนำวัสดุพลอยได้กลับมาใช้ประโยชน์ และการฟื้นฟูคุณภาพดิน ส่วนการผลิตผลไม้ ได้แก่ ทุเรียน แก้วมังกร มะม่วง ส้มโอ และเสาวรส จะมุ่งพัฒนาการบริหารจัดการน้ำ การจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร และการใช้ปัจจัยการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สามารถปฏิบัติตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม (Green Standards) ของประเทศผู้นำเข้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในมิติด้านเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ การผลิตสินค้าเกษตรแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำกำลังเปลี่ยนจากมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมไปสู่ปัจจัยเชิงยุทธศาสตร์ในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน เนื่องจากตลาดส่งออกสำคัญของเวียดนาม ได้แก่ สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ต่างกำหนดมาตรการด้านความยั่งยืน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่อุปทาน และการตรวจสอบย้อนกลับของสินค้าอย่างเข้มงวดมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการที่สามารถพิสูจน์กระบวนการผลิตตามมาตรฐานดังกล่าวจะมีโอกาสรักษาและขยายส่วนแบ่งตลาด เพิ่มมูลค่าสินค้า และยกระดับความเชื่อมั่นของผู้บริโภคได้มากกว่าเดิม ขณะเดียวกัน การพัฒนาระบบ MRV และการจัดทำเครื่องหมายรับรอง “Low Emission” ยังเป็นกลไกสำคัญในการรองรับการซื้อขายคาร์บอนเครดิต (Carbon Credits) และการพัฒนาตลาดคาร์บอนภาคเกษตรในอนาคต ซึ่งจะช่วยสร้างแหล่งรายได้ใหม่และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของภาคการเกษตรเวียดนามในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของนโยบายดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการขยายผลจากโครงการนำร่องสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ในวงกว้าง การพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการผลิตคาร์บอนต่ำ การระดมเงินลงทุนจากภาครัฐและภาคเอกชน ตลอดจนการจัดทำระบบมาตรฐานที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับและรับรองผลการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน หากสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ นโยบายดังกล่าวจะไม่เพียงช่วยลดต้นทุนการผลิต เพิ่มรายได้ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าเกษตรเวียดนามเท่านั้น แต่ยังจะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตร สร้างความพร้อมต่อมาตรการการค้าใหม่ด้านสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของเวียดนามสู่ระบบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาวอีกด้วย

นำเสนอแนะต่อผู้ส่งออกไทย

การเร่งพัฒนาเขตการผลิตสินค้าเกษตรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ และการจัดทำระบบการตรวจวัด การรายงาน และการทวนสอบ (MRV) ของเวียดนาม จะส่งผลให้มาตรฐานการผลิตสินค้าเกษตรและข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมของเวียดนามยกระดับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และสอดคล้องกับแนวโน้มมาตรการการค้าระหว่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การตรวจสอบย้อนกลับ และความยั่งยืนของห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น ผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารไปยังเวียดนาม รวมถึงผู้ประกอบการที่ใช้เวียดนามเป็นฐานการผลิตเพื่อการส่งออก จึงควรเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม การจัดเก็บข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และระบบตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันและลดความเสี่ยงจากมาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี (Non-Tariff Measures: NTMs) ที่มีแนวโน้มเข้มงวดขึ้น

ในอีกด้านหนึ่ง นโยบายดังกล่าวเปิดโอกาสทางธุรกิจแก่ผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพด้านเทคโนโลยีและบริการสนับสนุนภาคการเกษตร โดยเฉพาะผู้พัฒนาเทคโนโลยีการเกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture) ระบบชลประทานประหยัดน้ำ เทคโนโลยีการจัดการของเสียทางการเกษตร เครื่องจักรกลการเกษตร ปุ๋ยชีวภาพและปุ๋ยอินทรีย์ ระบบดิจิทัลเพื่อการตรวจสอบย้อนกลับ ตลอดจนบริการด้านการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ การจัดทำระบบ MRV และการพัฒนาคาร์บอนเครดิต ซึ่งล้วนเป็นสาขาที่มีแนวโน้มได้รับความต้องการเพิ่มขึ้นจากการขยายโครงการนำร่องสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ทั่วประเทศ นอกจากนี้ ผู้ประกอบการไทยยังสามารถพัฒนาความร่วมมือกับผู้ผลิตเวียดนามในรูปแบบการลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อรองรับความต้องการของตลาดส่งออกที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

              ในระยะยาว การเปลี่ยนผ่านของเวียดนามสู่ระบบการผลิตสินค้าเกษตรคาร์บอนต่ำมีแนวโน้มยกระดับความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรเวียดนามในตลาดโลก และอาจเพิ่มแรงกดดันด้านการแข่งขันต่อผู้ส่งออกสินค้าเกษตรในภูมิภาค รวมถึงผู้ประกอบการไทยในสินค้ากลุ่มข้าว กาแฟ ผลไม้ และสินค้าเกษตรแปรรูป ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยควรเร่งปรับกลยุทธ์การผลิตและการตลาด โดยบูรณาการแนวทางการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการข้อมูลด้านความยั่งยืน และการสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านมาตรฐานสากลและการรับรองด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขัน ควบคู่กับการใช้ประโยชน์จากโอกาสความร่วมมือด้านเทคโนโลยี การลงทุน และการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานสีเขียวระหว่างไทยกับเวียดนาม ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญต่อการขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนในระยะต่อไป

News 29 June - 3 July 2026 - VN ELow-emission production zones for key farm products piloted-Edit.pdf
Share :
Instagram