
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแห่งรัฐมหาราษฏระ (Maharashtra FDA) ร่วมกับตำรวจเมืองนวีมุมไบ เปิดปฏิบัติการบุกตรวจค้นคลังสินค้าของบริษัท Sadhana Enterprises ในพื้นที่อุตสาหกรรม Turbhe เมืองนวีมุมไบ ระหว่างวันที่ 24–29 สิงหาคม 2569 และพบเครือข่ายปลอมแปลงฉลากวันผลิต วันหมดอายุ และข้อมูลโภชนาการบนสินค้าอาหารบรรจุสำเร็จรูปที่เตรียมส่งออก เจ้าหน้าที่ยึดสินค้ามูลค่าประมาณ 80,000 ดอลลาร์สหรัฐ รวมกว่า 5,000 ลัง ประกอบด้วยสินค้าของแบรนด์ชื่อดัง อาทิ Lay's, Kurkure, Maggi, Knorr, Hellmann's, Thums Up และ Limca ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ของ PepsiCo, Nestlé, Unilever (Hindustan Unilever) และ Coca-Cola ทั้งนี้ คดีความไม่ได้กล่าวหาบริษัทเจ้าของแบรนด์ทั้งสี่รายว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด เนื่องจากสินค้าถูกดำเนินการโดยผู้รับจ้างบุคคลที่สาม โดยเจ้าของคลังสินค้าให้การว่าดำเนินกิจกรรมนี้ในนามผู้ส่งออกรายย่อยที่ไม่เป็นที่รู้จักจำนวน 19 ราย

สำนักข่าว Reuters ระบุเพิ่มเติมว่า เจ้าหน้าที่ตรวจพบสารเคมีสำหรับลบวันหมดอายุเดิม เครื่องพิมพ์สำหรับสร้างฉลากใหม่ และพบสินค้าบางส่วนถูกพิมพ์วันที่ผลิตล่วงหน้าถึงวันที่ 2 ตุลาคม 2569 ซึ่งยังไม่เกิดขึ้นจริง นอกจากนี้ยังพบฉลากโภชนาการปลอมที่ติดทับบนบรรจุภัณฑ์ Maggi ระบุว่าเป็น "Product of India" เพื่อให้พร้อมส่งออก และพบบรรจุภัณฑ์ Kurkure ของ PepsiCo ที่มีฉลากสองภาษา (อังกฤษ-ฝรั่งเศส) ซึ่งฉลากปลอมดังกล่าวลดปริมาณธัญพืชในส่วนผสมลงร้อยละ 10 พร้อมปรับตัวเลขแคลอรีและขนาดหน่วยบริโภคให้สอดคล้องกับกฎระเบียบของประเทศปลายทาง สะท้อนความพยายามหลบเลี่ยงมาตรฐานต่างประเทศอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ นาย Tukaram Mundhe ผู้อำนวยการคณะกรรมการอาหารและยา (คนใหม่) ซึ่งมีชื่อเสียงจากการตรวจสอบแบบไม่แจ้งล่วงหน้าในสถานประกอบการระดับหรู เป็นผู้นำการปฏิบัติการครั้งนี้ สะท้อนถึงแนวโน้มการบังคับใช้กฎหมายด้านความปลอดภัยอาหารที่เข้มงวดขึ้นอย่างต่อเนื่องในรัฐมหาราษฏระ และให้ข้อมูลเพิ่มเติมต่อเหตุการณ์นี้ว่า ถือเป็นขบวนการลักลอบกระทำความผิดที่มีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ซึ่งส่งผลกระทบและสร้างความกังวลอย่างรุนแรงต่อมาตรฐานความปลอดภัยในอาหาร กฎระเบียบด้านการส่งออก ตลอดจนระบบการกำกับดูแลห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของประเทศอินเดีย ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องยกระดับมาตรการตรวจสอบและเพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายกับผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานอย่างเร่งด่วน คดีนี้ได้รับการบันทึกภายใต้กฎหมาย Food Safety and Standards Act และประมวลกฎหมายอาญาฉบับใหม่ Bharatiya Nyaya Sanhita
ข้อมูลเพิ่มเติม
1. รายงานวิเคราะห์จาก Inventiva ชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงที่น่ากังวลว่า เขตอุตสาหกรรม Turbhe เคยถูกบุกตรวจค้นด้วยข้อกล่าวหาลักษณะเดียวกันมาแล้วในปี 2567 โดยเกี่ยวข้องกับแบรนด์กลุ่มเดียวกัน สะท้อนว่าการปลอมฉลากวันหมดอายุมิใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งเดียวและจบไป แต่เป็นรูปแบบธุรกิจใต้ดินที่ปรับตัวและดำเนินต่อเนื่องในพื้นที่ทางภูมิศาสตร์เดิม แม้จะเคยถูกจับกุมมาก่อน นอกจากนี้ ในช่วงต้นเดือนกันยายน 2569 เดียวกันนี้ ยังเกิดปฏิบัติการตรวจสอบด้านความปลอดภัยอาหารครั้งใหญ่ทั่วประเทศอินเดียพร้อมกัน อาทิ การพักใบอนุญาตร้าน MOJO Pizza และ BOX8 ในเมืองมุมไบจากปัญหาการจัดเก็บและสัตว์รบกวน การยึดเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์นมเน่าเสียกว่า 40 กิโลกรัมในเมืองโกลกาตาช่วงสัปดาห์คุ้มครองผู้บริโภค และการพักใบอนุญาตโรงแรมชื่อดังในเมืองไฮเดอราบาด ซึ่งบ่งชี้ว่าคดีนี้เป็นส่วนหนึ่งของคลื่นการบังคับใช้กฎหมายด้านความปลอดภัยอาหารระดับประเทศ ไม่ใช่กรณีเฉพาะพื้นที่มุมไบ
2. ประเด็นเชิงเทคนิคที่สำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทยที่ต้องการเข้าใจกลไกกำกับดูแลฝั่งอินเดียคือ ใบอนุญาต FSSAI Central License ทำหน้าที่เป็นใบรับรองความปลอดภัยอาหารสำหรับการส่งออกในตัวเองอยู่แล้ว โดยมีเลขที่ใบอนุญาต 14 หลักที่ต้องปรากฏบนบรรจุภัณฑ์และเอกสารขนส่งทุกฉบับ ทำหน้าที่เป็นหลักฐานยืนยันความปลอดภัยระดับสากล ผู้ส่งออกอินเดียทุกรายจึงจำเป็นต้องมีใบอนุญาตนี้ตามกฎหมายก่อนส่งออกสินค้า ซึ่งหมายความว่ากรณี Sadhana Enterprises ที่ดำเนินการให้ผู้ส่งออก 19 รายที่ไม่เป็นที่รู้จัก สะท้อนความเป็นไปได้ว่าผู้ส่งออกกลุ่มนี้อาจขาดใบอนุญาตที่ถูกต้อง หรือพยายามหลบเลี่ยงระบบตรวจสอบผ่านกลไกดังกล่าว
ผลกระทบทางเศรษฐกิจและความท้าทาย
1. ความเสี่ยงจากบุคคลที่สามในห่วงโซ่การจัดจำหน่าย: ผู้ส่งออกไทยที่ใช้บริการผู้จัดจำหน่าย ผู้รับจ้างบรรจุสินค้า คลังสินค้า หรือผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ในอินเดีย อาจเผชิญความเสี่ยงด้านชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของสินค้า หากสินค้าถูกนำไปจัดการ ดัดแปลง ดังนั้น จึงควรให้ความสำคัญกับการคัดเลือกคู่ค้าและผู้ให้บริการที่มีมาตรฐาน ตลอดจนกำหนดระบบตรวจสอบและติดตามสินค้าอย่างเหมาะสมตลอดห่วงโซ่อุปทาน
2. การปฏิบัติตามข้อกำหนดของ FSSAI: ผู้ประกอบการอาหารที่นำสินค้าเข้ามาจำหน่ายในอินเดียจำเป็นต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของ Food Safety and Standards Authority of India (FSSAI) อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะข้อกำหนดด้านฉลากและข้อมูลผลิตภัณฑ์ ทั้งนี้ ความไม่สอดคล้องระหว่างฉลากต้นฉบับของผู้ผลิตไทยกับฉลากที่ใช้ในการจำหน่ายในตลาดอินเดีย อาจนำไปสู่ประเด็นด้านการกำกับดูแลหรือความรับผิดทางกฎหมายได้ โดยเฉพาะในช่วงที่ FSSAI อยู่ระหว่างการพิจารณาแนวทางการใช้ ฉลากคำเตือนรูปหกเหลี่ยมสีแดง สำหรับผลิตภัณฑ์อาหาร (ข่าวสคต.มุมไบ ระหว่างวันที่ 1-4 กันยายน 2569)
3. โอกาสสำหรับสินค้าไทยระดับพรีเมียม: เหตุการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลให้ผู้บริโภคและผู้นำเข้าอินเดียให้ความสำคัญกับสินค้าที่สามารถยืนยันแหล่งที่มา คุณภาพ และตรวจสอบย้อนกลับได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งถือเป็นโอกาสสำหรับผู้ผลิตและผู้ส่งออกไทยที่มีระบบการผลิตตามมาตรฐานสากล เช่น GMP, HACCP และ ISO 22000 โดยควรสื่อสารและแสดงข้อมูลอย่างชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขันในตลาดอินเดีย
ข้อคิดเห็น
1. ตลาดอาหารสำเร็จรูปของอินเดียเป็นหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพสูงที่สุดของภูมิภาคเอเชียใต้ โดยในปี 2568 มีมูลค่าประมาณ 129,180 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 238,830 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2577 หรือเติบโตเกือบ 1.85 เท่าในระยะเวลา 9 ปี (IMARC Group,2026) สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของผู้บริโภคอินเดียที่ขยายตัวสู่วิถีชีวิตแบบเมือง มีกำลังซื้อสูงขึ้น และให้ความสำคัญกับความสะดวกในการบริโภคมากขึ้น เมื่อพิจารณารายกลุ่มสินค้าพบว่า เบเกอรี่มีสัดส่วนสูงสุดร้อยละ 22.5 รองลงมาคือผลิตภัณฑ์นม (21.3) เครื่องดื่ม (18.6) และอาหารพร้อมรับประทาน (14.8) รวมกันคิดเป็นกว่าร้อยละ 77 ของตลาดทั้งหมด ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มที่ผู้ประกอบการไทยมีความสามารถในการแข่งขัน ทั้งขนมอบ ผลไม้แปรรูป เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ซอสปรุงรส และอาหารไทยพร้อมรับประทาน อย่างไรก็ดี การเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาดอาหารบรรจุภัณฑ์ในอินเดียมาพร้อมกับความเสี่ยงด้านความน่าเชื่อถือของห่วงโซ่อุปทาน
ดังปรากฏจากกรณีคดีข้างต้น ซึ่งบางส่วนถูกพิมพ์วันผลิตล่วงหน้าและเตรียมส่งออกไปยังต่างประเทศ
2. คดีดังกล่าวไม่ได้บ่งชี้ว่าสินค้าไทยมีส่วนเกี่ยวข้อง แต่สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการควบคุมและกำกับดูแลห่วงโซ่การส่งออกและการจัดจำหน่ายตลอดทั้งระบบอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะการคัดเลือกและกำกับดูแลพันธมิตรทางธุรกิจในอินเดีย โดยการตรวจสอบและการดำเนินการในลักษณะดังกล่าวมีแนวโน้มเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต สำหรับ
ผู้ส่งออกไทย แม้อินเดียยังคงเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงสำหรับสินค้าอาหารแปรรูป แต่ความสำเร็จในระยะยาวจะขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตามกฎระเบียบ ความน่าเชื่อถือของพันธมิตรท้องถิ่น และระบบการตรวจสอบย้อนกลับสินค้าที่มีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน การบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดขึ้นอาจเป็นปัจจัยเชิงบวกต่อผู้ส่งออกไทยที่ปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างถูกต้อง ควรตรวจสอบเลขใบอนุญาต FSSAI Central License 14 หลักของคู่ค้าทุกครั้งก่อนทำธุรกรรม ผ่านระบบตรวจสอบออนไลน์ของ FSSAI เพื่อยืนยันความถูกต้องตามกฎหมายของคู่ค้าปลายทาง ซึ่งเป็นขั้นตอนตรวจสอบที่ทำได้ง่ายและควรเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ Due Diligence ที่ทำการค้ากับประเทศอินเดีย

ที่มา: 1. Reuters – "India busts firm faking expiry dates, nutrition labels on PepsiCo, Nestle food exports
2. Business Recorder – "India busts firm faking expiry dates, nutrition labels on PepsiCo, Nestle food exports"